บทที่ 8
by WorldApex[1256a] ในเมื่อทาสเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง เราจึงควรพิจารณาถึงธรรมชาติของทรัพย์สินโดยทั่วไปและการแสวงหาเงินตราตามแนวทางที่เราได้เสนอไว้ ประการแรก บางคนอาจสงสัยว่าการหาเงินนั้นเป็นสิ่งเดียวกับเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนเศรษฐศาสตร์ และหากเป็นเช่นนั้น สิ่งนี้เป็นดั่งศิลปะการทำกระสวยที่มีต่อศิลปะการทอผ้า หรือศิลปะการหล่อทองเหลืองที่มีต่อการหล่อรูปปั้นหรือไม่ เพราะทั้งสองสิ่งนี้มิได้ทำหน้าที่เดียวกัน สิ่งหนึ่งคือการจัดหาเครื่องมือ
ส่วนอีกสิ่งหนึ่งคือการจัดหาวัสดุ ซึ่งคำว่าวัสดุในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงสิ่งที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานให้สำเร็จ เช่น ขนสัตว์สำหรับผืนผ้า และทองเหลืองสำหรับรูปปั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าการหาเงินมิใช่สิ่งเดียวกับเศรษฐศาสตร์ เพราะหน้าที่ของสิ่งหนึ่งคือการจัดหาปัจจัยเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งได้นำไปใช้ และจะมีศิลปะใดอีกเล่าที่ใช้ในการบริหารจัดการครัวเรือนหากมิใช่เศรษฐศาสตร์ ทว่าการหาเงินจะเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ หรือเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปนั้นยังเป็นข้อสงสัย เพราะหากหน้าที่ของผู้หาเงินคือการค้นหาวิธีการได้มาซึ่งความมั่งคั่งและทรัพย์สิน และทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเกิดขึ้นจากสาเหตุที่หลากหลาย เราย่อมต้องพิจารณาก่อนว่าศิลปะแห่งกสิกรรมนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการหาเงินหรือเป็นสิ่งอื่นที่แตกต่างออกไป และโดยทั่วไปแล้ว สิ่งนี้มิได้เป็นจริงกับการจัดหาและการเอาใจใส่ทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการยังชีพหรอกหรือ
แต่เนื่องด้วยการยังชีพมีหลายรูปแบบ วิธีการดำรงชีวิตของทั้งมนุษย์และสัตว์จึงมีความหลากหลายยิ่ง และในเมื่อการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากอาหารนั้นเป็นไปไม่ได้ ความแตกต่างในจุดนี้เองที่ทำให้ชีวิตของสัตว์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในหมู่สัตว์ บางชนิดอยู่รวมกันเป็นฝูง บางชนิดอยู่โดดเดี่ยว ตามความสะดวกในการจัดหาอาหาร บางชนิดกินเนื้อ บางชนิดกินผลไม้ และบางชนิดกินทุกสิ่งที่พบเจอ ธรรมชาติได้จำแนกวิถีชีวิตของพวกมันไว้เช่นนั้นเพื่อให้สามารถจัดหาปัจจัยในการดำรงชีวิตได้อย่างง่ายดาย และเนื่องจากสิ่งเดียวกันมิได้เป็นที่พึงใจของสัตว์ทุกตัว ตัวหนึ่งชอบสิ่งหนึ่ง อีกตัวชอบอีกสิ่งหนึ่ง จึงสรุปได้ว่าชีวิตของสัตว์ที่กินเนื้อย่อมแตกต่างจากชีวิตของสัตว์ที่กินผลไม้ ในส่วนของมนุษย์นั้น ชีวิตของพวกเขาก็แตกต่างกันอย่างมาก และในบรรดาวิถีชีวิตเหล่านี้ ชีวิตของคนเลี้ยงแกะนั้นเกียจคร้านที่สุด เพราะพวกเขาดำรงชีวิตด้วยเนื้อของสัตว์เลี้ยงโดยปราศจากความลำบาก เพียงแต่ต้องเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตามฝูงสัตว์ที่พวกเขาต้องติดตามไป ประหนึ่งว่ากำลังเพาะปลูกฟาร์มที่มีชีวิต บางคนดำรงชีวิตด้วยการใช้กำลังบังคับสิ่งมีชีวิตอื่น บางคนไล่ล่าสิ่งนี้ บางคนไล่ล่าสิ่งนั้น บางคนล่ามนุษย์ด้วยกัน ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบ
บึง แม่น้ำ หรือท้องทะเล ย่อมดำรงชีพด้วยการประมง ในขณะที่บางคนเป็นคนดักนก หรือพรานล่าสัตว์ป่า ทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยผลผลิตจากผืนดินและพืชพรรณที่เพาะปลูก และวิถีชีวิตของผู้ที่ดำเนินตามธรรมชาติและตรากตรำเพื่อการยังชีพของตนเองนั้นเกือบจะเหมือนกันหมด โดยไม่เคยคิดที่จะจัดหาปัจจัยในการดำรงชีวิตผ่านการแลกเปลี่ยนหรือการค้าขาย เช่นเดียวกับคนเลี้ยงแกะ กสิกร [1256b] โจร ชาวประมง และพรานป่า บางคนรวมอาชีพที่แตกต่างกันเข้าด้วยกันและดำรงชีวิตได้อย่างสุขสบายยิ่ง โดยการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายเพื่อให้การยังชีพของตนขึ้นอยู่กับตนเองเพียงผู้เดียว ตัวอย่างเช่น บุคคลคนเดียวกันอาจเป็นทั้งคนเลี้ยงแกะและโจร หรือเป็นทั้งกสิกรและพรานป่า และในทำนองเดียวกันกับอาชีพอื่น ๆ พวกเขาดำเนินวิถีชีวิตตามที่ความจำเป็นชี้นำ
การจัดเตรียมนี้ดูเหมือนว่าธรรมชาติจะเป็นผู้มอบให้แก่สัตว์ทั้งปวง ทั้งในยามที่พวกมันถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกและเมื่อเติบโตจนถึงวัยเจริญพันธุ์ เพราะในช่วงแรกนั้น สัตว์บางชนิดได้รับสารอาหารที่เหมาะสมภายในครรภ์ ซึ่งจะหล่อเลี้ยงไปจนกว่าตัวที่เกิดมาจะสามารถหาอาหารได้ด้วยตนเอง ดังเช่นในกรณีของหนอนและนก ส่วนสัตว์ที่ตกลูกเป็นตัวนั้น ก็มีปัจจัยในการดำรงชีพอยู่ภายในร่างกายตนเองในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งก็คือน้ำนม ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่าเราอาจสรุปจากสิ่งที่มีอยู่ได้ว่า พืชถูกสร้างขึ้นเพื่อสัตว์ และสัตว์ถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ สัตว์เลี้ยงมีไว้เพื่อการใช้สอยและเป็นเสบียงของเรา
ส่วนสัตว์ป่า โดยส่วนใหญ่แล้วก็มีไว้เพื่อเป็นเสบียงของเราเช่นกัน หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์อื่นใด เช่น การมอบเครื่องนุ่งห่มและสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกันให้แก่เรา และเนื่องจากธรรมชาติมิได้สร้างสิ่งใดให้บกพร่องหรือไร้ประโยชน์ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องสรุปว่าธรรมชาติได้สร้างสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราได้มาจากการสงครามจึงถือเป็นการได้มาโดยธรรมชาติในระดับหนึ่ง เพราะการล่าสัตว์ซึ่งจำเป็นต้องใช้กับสัตว์ป่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการสงคราม และสำหรับมนุษย์ผู้ที่ธรรมชาติกำหนดมาให้เป็นทาสแต่ไม่ยินยอมสยบยอมต่อสถานะนั้น สงครามในกรณีดังกล่าวจึงถือว่ามีความชอบธรรมโดยธรรมชาติ
ดังนั้น การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่สอดคล้องกับธรรมชาติเท่านั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ และสิ่งนี้ควรมีพร้อมอยู่กับตัว หรือหากไม่มี ก็ควรจัดหามาโดยทันที ซึ่งหมายถึงสิ่งที่จำเป็นต้องเก็บสำรองไว้เพื่อการดำรงชีพ และเป็นประโยชน์ทั้งต่อรัฐและครอบครัว และดูเหมือนว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงจะประกอบด้วยสิ่งเหล่านี้ และการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่จำเป็นต่อชีวิตที่มีความสุขนั้นมิได้มีจำนวนไม่สิ้นสุด แม้ว่าโซลอนจะกล่าวเป็นอย่างอื่นในบทกวีที่ว่า
“ความมั่งคั่งของมนุษย์นั้นมิอาจกำหนดขอบเขตได้”
ทว่าสิ่งเหล่านี้สามารถกำหนดขอบเขตได้เช่นเดียวกับศิลปวิทยาการแขนงอื่น เพราะไม่มีเครื่องมือของศิลปวิทยาการใดเลยที่มีจำนวนหรือขนาดไม่สิ้นสุด แต่ความมั่งคั่งคือจำนวนของเครื่องมือในเศรษฐศาสตร์ครัวเรือนและเศรษฐศาสตร์พลเมือง ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่าการได้มาซึ่งสิ่งบางอย่างตามธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของทั้งเศรษฐศาสตร์ครัวเรือนและเศรษฐศาสตร์พลเมือง และเป็นเช่นนั้นด้วยเหตุผลประการนี้

0 Comments