Chapter Index

    ก่อนอื่น ให้เรากำหนดขอบเขตที่เหมาะสมของระบอบคณาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตย รวมถึงสิ่งที่เที่ยงธรรมในรัฐแต่ละรูปแบบเหล่านี้ ด้วยว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีความโน้มเอียงตามธรรมชาติสู่ความยุติธรรม ทว่าพวกเขาก้าวไปถึงจุดนั้นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น และไม่สามารถชี้ชัดได้อย่างสากลว่าสิ่งใดคือความยุติธรรมสัมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เท่าเทียมกันย่อมดูเป็นธรรมและเป็นเช่นนั้นจริง แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน หากแต่เป็นเฉพาะในหมู่ผู้ที่เท่าเทียมกัน และสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันย่อมดูเป็นธรรมและเป็นเช่นนั้นจริง

    แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน หากแต่เป็นเฉพาะในหมู่ผู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้บางคนกลับละเลยและจึงตัดสินผิดพลาด เหตุผลก็คือพวกเขาตัดสินโดยยึดตนเองเป็นที่ตั้ง และเกือบทุกคนย่อมเป็นผู้ตัดสินที่แย่ที่สุดในคดีของตนเอง ดังนั้น ในเมื่อความยุติธรรมมีความเกี่ยวข้องกับตัวบุคคล การจำแนกประเภทบุคคลจึงต้องกระทำในลักษณะเดียวกับการจำแนกสิ่งของ ดังที่ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้แล้วในตำราจริยศาสตร์

    ในส่วนของความเท่าเทียมกันของสิ่งของนั้น พวกเขาเห็นพ้องตรงกัน แต่ข้อพิพาทของพวกเขาคือเรื่องความเท่าเทียมกันของบุคคล และสาเหตุหลักคือเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากพวกเขาตัดสินผิดพลาดในเรื่องของตนเอง และอีกประการหนึ่งคือแต่ละฝ่ายคิดว่า หากพวกเขายอมรับสิ่งที่ถูกต้องในบางประการ พวกเขาก็ได้สร้างความยุติธรรมในภาพรวมแล้ว ตัวอย่างเช่น หากบุคคลบางกลุ่มมีความมั่งคั่งไม่เท่ากัน พวกเขาก็ทึกทักว่าบุคคลเหล่านั้นไม่เท่าเทียมกันในทุกด้าน หรือในทางตรงกันข้าม หากบุคคลเหล่านั้นมีเสรีภาพเท่ากัน พวกเขาก็ทึกทักว่าบุคคลเหล่านั้นเท่าเทียมกันในทุกด้าน

    แต่พวกเขากลับละเลยสิ่งที่ยุติธรรมโดยสัมบูรณ์ เพราะหากสังคมพลเมืองถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาและเพิ่มพูนทรัพย์สิน สิทธิของทุกคนในเมืองย่อมเท่ากับทรัพย์สินที่ตนมี และเมื่อนั้น ข้อโต้แย้งของผู้ที่ยืนกรานในระบอบคณาธิปไตยย่อมมีความสมเหตุสมผล เพราะย่อมไม่ถูกต้องที่ผู้ซึ่งบริจาคเพียงหนึ่งมีนาควรจะมีส่วนแบ่งในหนึ่งร้อยเท่ากับผู้ที่นำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาสมทบ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนเริ่มแรกหรือทรัพย์สินที่ได้มาในภายหลังก็ตาม

    การก่อตั้งสังคมพลเมืองมิได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อรักษาชีวิตของสมาชิกเท่านั้น แต่เพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดี เพราะมิเช่นนั้น รัฐอาจประกอบขึ้นจากทาสหรือเหล่าสรรพสัตว์ก็ได้ ทว่าความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีส่วนร่วมในความสุขของรัฐ และมิได้ดำเนินชีวิตตามเจตจำนงของตนเอง อีกทั้งสังคมพลเมืองมิใช่พันธมิตรเพื่อปกป้องซึ่งกันและกันจากภยันตราย หรือเพื่อการติดต่อค้าขาย เพราะหากเป็นเช่นนั้น ชาวไทร์เรเนียน ชาวคาร์เธจ และประชาชาติอื่น ๆ ทั้งหมดที่มีสนธิสัญญาทางการค้าต่อกัน ย่อมต้องถือเป็นพลเมืองของนครเดียวกัน เนื่องจากพวกเขามีข้อตกลงในการควบคุมการส่งออกและนำเข้า มีพันธสัญญาในการคุ้มครองซึ่งกันและกัน และมีพันธมิตรเพื่อการป้องกันร่วมกัน

    แต่ถึงกระนั้น [1280b] พวกเขาก็มิได้มีผู้ปกครองชุดเดียวกัน แต่กลับมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละชนชาติ และฝ่ายหนึ่งก็มิได้ใส่ใจว่าศีลธรรมของอีกฝ่ายควรจะเป็นอย่างไร หรือมิได้สนใจว่าผู้ที่เข้าทำข้อตกลงร่วมกันนั้นจะไร้ความยุติธรรมหรือมีความชั่วร้ายเพียงใด ขอเพียงแค่ไม่สร้างความเสียหายแก่สมาชิกในสมาพันธรัฐเท่านั้น ทว่าผู้ใดก็ตามที่พยายามสถาปนากฎหมายอันเกื้อกูลในรัฐ ย่อมต้องใส่ใจในคุณธรรมและความเสื่อมทรามของปัจเจกบุคคลแต่ละคนที่ประกอบกันเป็นรัฐนั้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะก่อตั้งนครที่สมกับชื่อเรียกอย่างแท้จริง มิใช่เพียงในนาม คือการทำให้พลเมืองของตนมีคุณธรรม มิเช่นนั้น รัฐนั้นจะเป็นเพียงพันธมิตรเพื่อการป้องกันตนเอง ซึ่งแตกต่างจากพันธมิตรประเภทเดียวกันที่ทำขึ้นระหว่างชนชาติต่าง ๆ เพียงแค่เรื่องของสถานที่เท่านั้น เพราะกฎหมายคือข้อตกลงและคำมั่นสัญญา ดังที่ไลโคฟรอนผู้เป็นโซฟิสต์ได้กล่าวไว้ ว่าเป็นข้อตกลงระหว่างพลเมืองที่จะมอบความยุติธรรมให้แก่กันและกัน แม้ว่าสิ่งนี้จะไม่เพียงพอที่จะทำให้พลเมืองทุกคนเป็นคนยุติธรรมและเป็นคนดีก็ตาม ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เห็นได้ชัดว่า ต่อให้มีใครนำสถานที่ที่แตกต่างกันมารวมกัน เช่น

    การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองเมการาและเมืองโครินธ์เข้าด้วยกัน ทั้งสองก็ยังมิใช่นครเดียวกัน แม้ว่าผู้อยู่อาศัยจะแต่งงานข้ามเมืองกันก็ตาม ถึงแม้ว่าการสร้างชุมชนร่วมกันเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้สถานที่นั้นกลายเป็นนครเดียวกันได้มากก็ตาม นอกจากนี้ หากเราสมมติให้กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งอาศัยแยกจากกัน แต่อยู่ในระยะที่สามารถติดต่อสัมพันธ์กันได้ และมีกฎหมายบังคับใช้ระหว่างแต่ละฝ่ายเพื่อป้องกันมิให้เบียดเบียนกันในการปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน โดยสมมติว่าคนหนึ่งเป็นช่างไม้ อีกคนเป็นกสิกร ช่างทำรองเท้า และอาชีพอื่น ๆ ในทำนองนี้ และมีจำนวนถึงหนึ่งหมื่นคน สิ่งเดียวที่พวกเขาจะมีร่วมกันก็คือพิกัดอัตราภาษีการค้า หรือพันธมิตรเพื่อการป้องกันร่วมกัน

    แต่ไม่ใช่การเป็นนครเดียวกัน และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? มิใช่เพราะการติดต่อสัมพันธ์กันของพวกเขาไม่ใกล้ชิดพอ เพราะแม้ว่าบุคคลที่อยู่ในสถานะดังกล่าวจะมารวมตัวกันในที่แห่งหนึ่ง และแต่ละคนยังคงอาศัยอยู่ในบ้านของตนเหมือนดังเช่นในนครบ้านเกิด และมีพันธมิตรระหว่างกันเพื่อช่วยเหลือและป้องกันมิให้เกิดการเบียดเบียนกัน แต่ถึงกระนั้น ผู้ที่มีความคิดถูกต้องย่อมไม่ยอมรับว่าพวกเขาเป็นนครเดียวกัน หากพวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมเดิมเมื่ออยู่ร่วมกัน เช่นเดียวกับตอนที่ยังแยกจากกัน

    ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า นครมิใช่ชุมชนที่ก่อตัวขึ้นเพียงเพราะสถานที่ และมิได้ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อความปลอดภัยร่วมกันหรือเพื่อการค้าขายระหว่างกัน หากแต่สิ่งเหล่านี้เป็นผลพลอยได้ที่จำเป็นของนคร แม้ว่าสิ่งดังกล่าวอาจปรากฏขึ้นได้ในที่ที่ไม่มีนครก็ตาม แต่นครคือสังคมของกลุ่มคนที่รวมตัวกันพร้อมด้วยครอบครัวและบุตรธิดา เพื่อที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างผาสุก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชีวิตมีความสุขและมีความเป็นอิสระมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเพื่อวัตถุประสงค์นี้ จึงจำเป็นที่พวกเขาจะต้องอาศัยอยู่ในสถานที่เดียวกันและมีการแต่งงานเกี่ยวดองกัน

    ด้วยเหตุนี้ ในทุกนครจึงมีการพบปะกันของครอบครัว มีสโมสร มีการประกอบพิธีเซ่นสรวง และมีการรื่นเริงสาธารณะเพื่อส่งเสริมมิตรภาพ เพราะความรักในสังคมนั้นก็คือตัวมิตรภาพเอง ดังนั้น จุดมุ่งหมายในการสถาปนานครก็เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสิ่งเหล่านี้ล้วนเกื้อหนุนต่อจุดมุ่งหมายนั้น เพราะนครคือชุมชนของครอบครัวและหมู่บ้านเพื่อชีวิตที่เป็นอิสระและสมบูรณ์ กล่าวคือ เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีและมีความสุขดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นครจึงมิได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพียงเพื่อให้มนุษย์ได้อาศัยอยู่ร่วมกันเท่านั้น

    แต่เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่มนุษย์พึงจะเป็น ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ส่งเสริมจุดมุ่งหมายนี้ได้มากที่สุด จึงสมควรที่จะมีอำนาจในนครมากกว่าผู้ที่มีฐานะทางครอบครัวและเสรีภาพเท่าเทียมกันแต่ด้อยกว่าในด้านคุณธรรมพลเมือง หรือผู้ที่มั่งคั่งกว่าแต่มีคุณค่าในตัวต่ำกว่า จากสิ่งที่กล่าวมาจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ในทุกข้อพิพาทว่าด้วยการปกครอง แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ถูกต้องในส่วนของตน

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note