Chapter Index

    เมื่อได้กำหนดประเด็นเหล่านี้แล้ว ลำดับต่อไปเราจะพิจารณาว่า ควรจัดตั้งรูปแบบการปกครองเพียงรูปแบบเดียว หรือมากกว่าหนึ่งรูปแบบ และหากมีมากกว่าหนึ่ง จะมีจำนวนเท่าใด เป็นประเภทใด และมีความแตกต่างกันอย่างไร รูปแบบการปกครองคือการจัดระเบียบและการควบคุมดูแลเมือง รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ทั้งหมดในเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งที่อำนาจสูงสุดสถิตอยู่ ซึ่งอำนาจนี้จะอยู่ในมือของฝ่ายบริหารเสมอ ทว่าตัวฝ่ายบริหารเองนั้นก็คือรูปแบบการปกครองเฉพาะที่ถูกจัดตั้งขึ้นในรัฐนั้นๆ เช่น ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดจะสถิตอยู่ที่ประชาชนทั้งหมด ในทางตรงกันข้าม ในระบอบคณาธิปไตย อำนาจจะอยู่ในมือของคนส่วนน้อย

    ดังนั้น เราจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบการปกครองในรัฐเหล่านี้แตกต่างกัน และเราจะพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงในรัฐอื่นๆ ด้วย ก่อนอื่น ให้เรากำหนดก่อนว่าเมืองถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของใคร และชี้ให้เห็นถึงประเภทของการปกครองที่แตกต่างกันซึ่งมนุษย์อาจยอมสยบอยู่ภายใต้ในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม

    ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในบทนิพนธ์ว่าด้วยการจัดการครัวเรือนและอำนาจของนายว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่โดยธรรมชาติถูกสร้างมาเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ดังนั้น เมื่อเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากภายนอก เขาจะปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นด้วยตนเอง มิใช่เพียงเพราะผลประโยชน์ร่วมกันชักนำให้เป็นเช่นนั้น เพื่อให้แต่ละคนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างรื่นรมย์ยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นเป้าหมายสำคัญไม่เพียงแต่สำหรับทุกคนโดยทั่วไป แต่สำหรับปัจเจกบุคคลด้วย ทว่ามิใช่เพียงเรื่องของทางเลือกเท่านั้น

    แต่พวกเขาเข้าร่วมในสังคมเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งน่าจะมีส่วนของเหตุผลรองรับอยู่บ้าง และพวกเขายังค้ำจุนสังคมพลเมืองไว้เพียงเพื่อรักษาชีวิต มิเช่นนั้นพวกเขาจะถูกทับถมด้วยความทุกข์ระทมของการมีชีวิตอย่างสาหัส เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามนุษย์ยอมอดทนต่อภัยพิบัติมากมายเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ เนื่องจากชีวิตเป็นสิ่งที่หอมหวานและน่าปรารถนาโดยธรรมชาติ การชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องง่าย และเราได้กำหนดสิ่งเหล่านี้ไว้แล้วในบทสนทนาภายนอก อำนาจของนาย แม้โดยธรรมชาติจะมีประโยชน์เท่าเทียมกันทั้งต่อตัวนายและทาส

    แต่กระนั้นก็มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของนาย ในขณะที่ประโยชน์ของทาสนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะหากทาสถูกทำลาย อำนาจของนายก็สิ้นสุดลง ทว่าอำนาจที่ชายมีเหนือภรรยา บุตร และครอบครัว ซึ่งเราเรียกว่าการปกครองภายในครัวเรือนนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งหมด แต่เป้าหมายเฉพาะของมันคือประโยชน์ของผู้ถูกปกครอง ดังที่เราเห็นในศิลปวิทยาการแขนงอื่น เช่น ในวิชาแพทย์ และการฝึกหัดทางกาย ซึ่งหากมีประโยชน์ใดๆ [1279a] เกิดขึ้นแก่ผู้สอน สิ่งนั้นย่อมเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะไม่มีสิ่งใดห้ามมิให้ผู้สอนการฝึกหัดเป็นหนึ่งในผู้ฝึกหัดเสียเองในบางครั้ง เช่นเดียวกับที่นายท้ายเรือย่อมเป็นหนึ่งในลูกเรือเสมอ

    แต่ทั้งผู้สอนการฝึกหัดและนายท้ายเรือต่างคำนึงถึงความดีงามของผู้ที่อยู่ใต้การปกครองของตน ไม่ว่าความดีงามใดจะเกิดขึ้นกับนายท้ายเรือในขณะที่เป็นลูกเรือ หรือเกิดกับผู้สอนการฝึกหัดเมื่อเขาเข้าร่วมในการแข่งขัน สิ่งนั้นมิใช่ความตั้งใจหรือเป็นเป้าหมายแห่งอำนาจของพวกเขา ดังนั้น ในการปกครองทางการเมืองทุกรูปแบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาและปกป้องความเท่าเทียมของพลเมือง จึงถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะปกครองโดยผลัดเปลี่ยนกัน ในกาลก่อน ตามธรรมชาติแล้ว ทุกคนคาดหวังว่าเพื่อนพลเมืองแต่ละคนจะผลัดกันรับใช้สาธารณะตามวาระ และด้วยประการนี้จึงบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ส่วนตน ดังที่ตนเองได้กระทำเพื่อผู้อื่นเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง

    แต่ในปัจจุบัน ทุกคนต่างปรารถนาที่จะกุมอำนาจไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ตนจะได้เสวยสุขจากผลประโยชน์ที่ตักตวงได้จากกิจการสาธารณะและการดำรงตำแหน่ง ราวกับว่าตำแหน่งหน้าที่คือยารักษาโรคที่ไม่มีวันหมดสิ้น และด้วยเหตุนั้นจึงเป็นที่แสวงหาอย่างแรงกล้า

    ดังนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า การปกครองทั้งหมดที่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ร่วมกันนั้น ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องและมีความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่บรรดาการปกครองที่มีเป้าหมายเพียงเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครองนั้น ล้วนก่อตั้งขึ้นบนหลักการที่ผิด และแตกต่างอย่างยิ่งจากสิ่งที่การปกครองควรจะเป็น เพราะสิ่งเหล่านั้นคือการกดขี่ทาส ในขณะที่นครคือชุมชนของเสรีชน

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note