บทที่ 7
by WorldApexเมื่อได้กำหนดรายละเอียดเหล่านี้แล้ว ลำดับต่อไปเราจะพิจารณาถึงจำนวนรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันว่ามีกี่รูปแบบและคืออะไรบ้าง และประการแรกคือ ความเลิศล้ำของรูปแบบเหล่านั้นคืออะไร เพราะเมื่อเรากำหนดสิ่งนี้ได้แล้ว ข้อบกพร่องของพวกมันย่อมปรากฏชัดแจ้งเอง
เป็นที่ประจักษ์ว่า รูปแบบของการปกครองหรือการบริหารใดๆ ซึ่งทั้งสองคำนี้มีความหมายในทางเดียวกัน ย่อมต้องประกอบด้วยอำนาจสูงสุดเหนือรัฐทั้งหมด และอำนาจสูงสุดนี้จำเป็นต้องอยู่ในมือของบุคคลเพียงคนเดียว หรือคนจำนวนน้อย หรือคนจำนวนมาก และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม รัฐเช่นนั้นย่อมถือว่ามีการปกครองที่ดี แต่หากคำนึงถึงเพียงผลประโยชน์ของบุคคลเพียงคนเดียว คนจำนวนน้อย หรือคนจำนวนมากผู้ถือครองอำนาจนี้ การปกครองนั้นย่อมเป็นไปในทางที่เลวร้าย เพราะท่านต้องยอมรับว่าผู้ที่ประกอบกันเป็นชุมชนนั้นไม่ใช่พลเมือง มิเช่นนั้นก็ต้องให้คนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์จากการปกครองด้วย โดยปกติเราเรียกรัฐที่ปกครองโดยบุคคลเพียงคนเดียวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมว่า ราชอาณาจักร และรัฐที่ปกครองโดยบุคคลมากกว่าหนึ่งคนแต่เป็นเพียงคนจำนวนน้อยว่า อภิชนาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นเพราะการปกครองอยู่ในมือของพลเมืองผู้มีความเหมาะสมที่สุด หรือเป็นเพราะเป็นรูปแบบที่ดีที่สุดสำหรับนครและผู้อยู่อาศัย เมื่อพลเมืองโดยทั่วไปปกครองเพื่อประโยชน์สาธารณะ จะเรียกว่า รัฐ ซึ่งเป็นชื่อเรียกทั่วไปสำหรับรูปแบบการปกครองอื่นๆ ด้วย และการจำแนกเช่นนี้สอดคล้องกับเหตุผล เพราะการจะหาบุคคลเพียงคนเดียวหรือคนจำนวนน้อยที่มีความสามารถโดดเด่นนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
แต่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพบคนส่วนใหญ่ [1279b] ของประชากรที่มีความเลิศในทุกคุณธรรม ทว่าหากจะมีสิ่งหนึ่งที่คนทั้งชาติมีร่วมกัน สิ่งนั้นคือความกล้าหาญ เพราะสิ่งนี้ถูกสร้างและค้ำจุนด้วยจำนวนคน ด้วยเหตุนี้ ในรัฐเช่นว่านี้ กลุ่มอาชีพทหารจึงมีส่วนในการปกครองมากที่สุดเสมอ
บัดนี้ ความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นกับรูปแบบการปกครองแต่ละประเภทมีดังนี้ ราชอาณาจักรอาจเสื่อมถอยกลายเป็นระบอบทรราช อภิชนาธิปไตยกลายเป็นคณาธิปไตย และรัฐกลายเป็นประชาธิปไตย โดยระบอบทรราชคือราชาธิปไตยที่มุ่งเน้นเพียงประโยชน์ของคนคนเดียวเป็นวัตถุประสงค์ของการปกครอง คณาธิปไตยคำนึงถึงเพียงผู้ร่ำรวย และประชาธิปไตยคำนึงถึงเพียงผู้ยากไร้ ซึ่งทั้งสองรูปแบบหลังนี้ต่างไม่มีประโยชน์ส่วนรวมอยู่ในสายตาเลย

0 Comments