Chapter Index

    รากฐานของรัฐประชาธิปไตยคือเสรีภาพ และผู้คนมักกล่าวเช่นนี้ราวกับว่าเสรีภาพมีอยู่เพียงในระบอบนี้เท่านั้น ด้วยพวกเขาอ้างว่านี่คือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกระบอบประชาธิปไตยมุ่งหมายไว้ แต่ส่วนหนึ่งของเสรีภาพคือการได้ปกครองและถูกปกครองสลับกันไป เพราะตามหลักความยุติธรรมแบบประชาธิปไตย ความเสมอภาคถูกวัดด้วยจำนวน มิใช่ด้วยคุณค่า และเมื่อสิ่งนี้คือความถูกต้อง จึงจำเป็นที่อำนาจสูงสุดต้องตกอยู่ในมือของประชาชนโดยรวม และสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่ตัดสินถือเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตย คนจนจึงควรมีอำนาจมากกว่าคนรวยเนื่องจากมีจำนวนมากกว่า ซึ่งนี่คือเครื่องหมายประการหนึ่งของเสรีภาพที่ผู้ก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยทุกคนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินรัฐ

    อีกประการหนึ่งคือการได้ใช้ชีวิตตามที่แต่ละคนปรารถนา เพราะพวกเขากล่าวว่านี่คือสิทธิที่เสรีภาพมอบให้ เนื่องจากผู้ที่มิอาจใช้ชีวิตตามใจปรารถนาได้นั้นคือทาส นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเกณฑ์ตัดสินของระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดข้อเรียกร้องที่จะไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งของใคร ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เว้นแต่จะเป็นการหมุนเวียนหน้าที่ และเพียงเท่าที่บุคคลผู้นั้นในคราวถัดมาจะต้องอยู่ใต้คำสั่งของตนเช่นกัน สิ่งนี้ส่งเสริมความเสมอภาคที่เสรีภาพเรียกร้อง เมื่อมีข้อสันนิษฐานเช่นนี้และมีการปกครองเช่นนี้ จึงตามมาว่าควรปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังต่อไปนี้ คือ เจ้าพนักงานทั้งปวงควรได้รับเลือกจากประชาชนทุกคน โดยทุกคนมีสิทธิ์สั่งการแต่ละคน และแต่ละคนมีสิทธิ์สั่งการทุกคนตามลำดับ เจ้าพนักงานทั้งหมดควรได้รับเลือกโดยการจับฉลาก ยกเว้นเพียงตำแหน่งที่ต้องใช้ความรู้และทักษะเฉพาะทาง ไม่ควรมีการกำหนดเกณฑ์ทรัพย์สินหรือกำหนดไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อใช้เป็นคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งใดๆ ไม่ควรให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งเดิมซ้ำสองครั้ง หรือให้ทำได้น้อยครั้งและห่างกันมากที่สุด ยกเว้นในกองทัพ การแต่งตั้งทั้งหมดควรมีระยะเวลาจำกัดที่สั้นมาก หรืออย่างน้อยที่สุดให้สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    ชุมชนทั้งหมดควรมีคุณสมบัติในการตัดสินคดีความทุกประเภท ไม่ว่าเรื่องนั้นจะกว้างขวาง มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือมีความสำคัญสูงเพียงใด ดังเช่นในเอเธนส์ที่ประชาชนโดยรวมเป็นผู้ตัดสินเจ้าพนักงานเมื่อพ้นจากตำแหน่ง และตัดสินทั้งเรื่องกิจการสาธารณะรวมถึงสัญญาเอกชน อำนาจสูงสุดควรอยู่ที่ที่ประชุมสาธารณะ และไม่ควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานคนใดมีอำนาจใช้ดุลยพินิจ เว้นแต่ในบางกรณีที่ไม่มีนัยสำคัญต่อกิจการสาธารณะ ในบรรดาเจ้าพนักงานทั้งปวง สภาวุฒิสภาเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบอบประชาธิปไตยในกรณีที่ชุมชนทั้งหมดไม่ได้รับค่าตอบแทนในการเข้าร่วม เพราะหากได้รับค่าตอบแทน สภาก็จะสูญเสียอำนาจ เนื่องจากประชาชนจะนำคดีความทั้งหมดมาอุทธรณ์ต่อสภา ดังที่เราได้กล่าวไว้ในเล่มก่อนหน้า ลำดับถัดมา หากเป็นไปได้ ควรมีกองทุนเพื่อจ่ายค่าตอบแทนแก่พลเมืองทุกคนที่มีส่วนในการบริหารกิจการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกที่ประชุม ผู้พิพากษา หรือเจ้าพนักงาน

    แต่หากทำไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเจ้าพนักงาน ผู้พิพากษา วุฒิสมาชิก สมาชิกที่ประชุมสูงสุด รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ต้องร่วมรับประทานอาหารที่โต๊ะส่วนกลางควรได้รับค่าตอบแทน นอกจากนี้ ในขณะที่ระบอบคณาธิปไตยถูกกล่าวว่าเป็นรัฐบาลของกลุ่มคนที่มีตระกูล มีทรัพย์สิน และมีการศึกษา ในทางตรงกันข้าม ประชาธิปไตยคือรัฐบาลที่อยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีตระกูล ยากจน และประกอบอาชีพช่าง ในรัฐเช่นนี้ไม่มีตำแหน่งใดควรเป็นตำแหน่งตลอดชีพ และหากยังมีตำแหน่งเช่นนั้นหลงเหลืออยู่หลังจากเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตยมาเป็นเวลานานแล้ว ก็ควรพยายามลดอำนาจลงทีละน้อย และใช้การจับฉลากแทนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

    สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยทั้งปวง กล่าวคือ การสถาปนาขึ้นบนหลักการแห่งความยุติธรรมซึ่งสอดคล้องกับระบอบการปกครองเหล่านั้น นั่นคือ สมาชิกทุกคนของรัฐควรได้รับความเสมอภาคตามจำนวน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นองค์ประกอบหลักที่ก่อให้เกิดประชาธิปไตย หรือการปกครองโดยประชาชน เพราะเป็นเรื่องที่เสมอภาคอย่างยิ่งที่คนรวยจะไม่ได้รับส่วนแบ่งในการปกครองมากกว่าคนจน และไม่ควรมีอำนาจเพียงลำพัง แต่ทุกคนควรจะเสมอภาคกันตามจำนวน เพราะพวกเขาเชื่อว่าด้วยวิธีนี้ ความเสมอภาคและเสรีภาพของรัฐจะถูกรักษาไว้ได้ดีที่สุด

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note