บทที่ 8
by WorldApexบัดนี้ เราจักต้องพิจารณาว่า การธำรงไว้ซึ่งรัฐบาลโดยทั่วไปและของแต่ละรัฐโดยเฉพาะนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งใด ประการแรก เป็นที่ประจักษ์ว่า หากเราวินิจฉัยสาเหตุแห่งความล่มสลายได้ถูกต้อง เราย่อมทราบถึงวิธีการธำรงรักษาด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งตรงกันข้ามย่อมก่อให้เกิดผลตรงกันข้าม และความล่มสลายกับการธำรงรักษานั้นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน ในรัฐบาลที่มีความสมดุล สิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดคือการไม่กระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย และเรื่องนี้ควรได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องเล็กน้อย เพราะการละเมิดกฎหมายที่คืบคลานเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวนั้นเป็นการคืบคลานเข้ามาอย่างลับๆ เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายเล็กน้อยในครอบครัวที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกัดกินรายได้ของบุรุษ เพราะความเข้าใจถูกลวงด้วยตรรกะที่ผิดพลาดว่า หากทุกส่วนนั้นเล็กน้อย ผลรวมย่อมเล็กน้อย ซึ่งในแง่หนึ่งนั้นเป็นความจริง
แต่ในอีกแง่หนึ่งกลับเป็นเท็จ เพราะผลรวมและส่วนประกอบทั้งหมดรวมกันนั้นมีขนาดใหญ่ แม้จะประกอบขึ้นจากส่วนเล็กๆ ก็ตาม ดังนั้น สิ่งแรกของทุกสิ่งคือสิ่งที่รัฐพึงระแวดระวัง ประการต่อมา ไม่ควรให้ความเชื่อถือแก่ผู้ที่พยายามลวงประชาชนด้วยข้ออ้างอันเป็นเท็จ เพราะพวกเขาจะถูกหักล้างด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งวิธีการต่างๆ ที่พวกเขาจะพยายามกระทำนั้นได้กล่าวถึงไปแล้ว ท่านอาจสังเกตเห็นได้บ่อยครั้งว่าทั้งระบอบอภิชนาธิปไตยและระบอบคณาธิปไตยยังคงความมั่นคงอยู่ได้ มิใช่เพราะความเสถียรของรูปแบบการปกครอง
แต่เป็นเพราะการบริหารที่ชาญฉลาดของเหล่าเจ้าพนักงาน ทั้งต่อผู้ที่มีส่วนในการบริหารกิจการสาธารณะและผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น คือการไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา และการนำผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในหมู่พวกเขาเข้ามาดำรงตำแหน่ง หรือไม่ทำให้ผู้ที่ปรารถนาเกียรติยศต้องอับอาย หรือไม่รุกล้ำทรัพย์สินของปัจเจกบุคคล ส่วนต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น คือการปฏิบัติต่อกันด้วยความเสมอภาค เพราะความเสมอภาคที่ผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยปรารถนาให้เกิดขึ้นในรัฐนั้น ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ยุติธรรมเท่านั้น
แต่ยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมในหมู่ผู้ที่มีลำดับชั้นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ หากการบริหารอยู่ในมือของคนจำนวนมาก กฎเกณฑ์ที่ใช้ในระบอบประชาธิปไตยย่อมเป็นประโยชน์ยิ่ง เช่น การไม่ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งนานเกินกว่าหกเดือน เพื่อให้ทุกคนที่มีลำดับชั้นเดียวกันได้มีโอกาสหมุนเวียนกันไป เพราะในหมู่คนเหล่านี้มีความเป็นประชาธิปไตยแฝงอยู่ ด้วยเหตุนี้ เหล่านักปลุกระดมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดในหมู่คนเหล่านี้ ดังที่เราได้กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้ ด้วยวิธีการนี้ ทั้งระบอบอภิชนาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตยจะลดโอกาสที่จะเสื่อมทรามลงเป็นระบอบเผด็จการ เพราะผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานเพียงชั่วครู่ย่อมไม่อาจก่อความเสียหายได้มากเท่ากับผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นเวลานาน และนี่คือที่มาของการเกิดระบอบทรราชในระบอบประชาธิปไตยและระบอบคณาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในแต่ละรัฐที่สถาปนาระบอบทรราชขึ้นมา เช่น นักปลุกระดมในระบอบหนึ่ง หรือผู้กุมอำนาจในอีกระบอบหนึ่ง หรือเจ้าพนักงานชั้นผู้ใหญ่ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนาน บางครั้งรัฐบาลถูกธำรงไว้มิใช่เพียงเพราะการทำให้สาเหตุแห่งความเสื่อมทรามอยู่ห่างไกล
แต่ยังรวมถึงการทำให้มันอยู่ใกล้ตัวยิ่งขึ้น เพราะผู้ที่ตระหนกต่อภัยร้ายที่กำลังจะมาถึงย่อมกวดขันการดูแลรัฐอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องสามารถปลุกความกลัวของประชาชนให้ตื่นตัวเพื่อที่จะรักษาไว้ ซึ่งมิใช่การปล่อยปละละเลยในการปกป้องรัฐดั่งเช่นยามกะดึก แต่ต้องทำให้ภัยที่อยู่ห่างไกลดูราวกับว่าอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ นอกจากนี้ ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการพยายามยับยั้ง…
การทะเลาะเบาะแว้งและข้อพิพาทของเหล่าขุนนางด้วยข้อกฎหมาย ตลอดจนการป้องกันมิให้ผู้ที่ยังมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเข้ามาพัวพันด้วย เพราะการหยั่งรู้ถึงภัยร้ายตั้งแต่เริ่มก่อตัวนั้นมิใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ แต่เป็นคุณสมบัติของนักการเมือง การป้องกันมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบอบคณาธิปไตยหรือรัฐเสรีอันเนื่องมาจากเกณฑ์ทรัพย์สิน หากเกณฑ์นั้นยังคงเดิมในขณะที่ปริมาณเงินตราเพิ่มขึ้น สิ่งที่เป็นประโยชน์คือการทำบัญชีรวมของจำนวนเงินทั้งหมดในสมัยก่อนเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับปัจจุบัน และให้กระทำเช่นนี้ทุกปีในนครที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรรายปี [1308b]
ส่วนในชุมชนที่ใหญ่กว่าให้กระทำทุกสามหรือห้าปี และหากพบว่าจำนวนเงินทั้งหมดนั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าในขณะที่เริ่มกำหนดเกณฑ์ทรัพย์สินในรัฐอย่างมาก ก็ให้มีกฎหมายเพื่อขยายหรือลดเกณฑ์นั้น โดยให้ปรับเปลี่ยนตามการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของทรัพย์สิน หากเพิ่มขึ้นก็ให้ขยายเกณฑ์ให้สูงขึ้น หากลดลงก็ให้ลดเกณฑ์ให้ต่ำลง และหากมิได้กระทำเช่นนี้ในระบอบคณาธิปไตยและรัฐเสรี จะเกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นในระบอบหนึ่ง และเกิดระบอบคณาธิปไตยในอีกระบอบหนึ่ง หากมิได้กระทำในกรณีแรก รัฐเสรีจะเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย และระบอบคณาธิปไตยจะเปลี่ยนเป็นรัฐเสรีหรือระบอบประชาธิปไตย หลักการทั่วไปในระบอบประชาธิปไตย คณาธิปไตย ราชาธิปไตย และในทุกระบอบการปกครอง คือการมิยอมให้ผู้ใดมีฐานะสูงส่งกว่าคนอื่นในชุมชนจนเกินไป
แต่ควรพยายามมอบเกียรติยศในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะมอบเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ในระยะเวลาอันสั้น เพราะสิ่งหลังนี้จะทำให้คนเสื่อมเสีย เนื่องจากมิใช่ทุกคนที่จะสามารถรับมือกับความมั่งคั่งรุ่งเรืองได้ แต่หากมิได้ปฏิบัติตามกฎนี้ เกียรติยศที่เคยได้รับมาพร้อมกันทั้งหมดก็มิควรถูกริบคืนไปพร้อมกันทั้งหมด แต่ควรค่อยๆ ลดทอนลงตามลำดับ ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด ให้กำหนดระเบียบโดยกฎหมายว่า ห้ามมิให้ผู้ใดมีอำนาจล้นพ้น ไม่ว่าจะด้วยทรัพย์สินหรือมิตรสหาย แต่หากเขามีอำนาจเกินขอบเขตนั้น ให้จัดเตรียมการให้เขาต้องออกจากประเทศไป
บัดนี้ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตนปรารถนา จึงควรมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางเพื่อตรวจตราจริยวัตรของทุกคน และดูแลมิให้สิ่งเหล่านี้ขัดต่อจิตวิญญาณของรัฐที่เขาอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบอบคณาธิปไตย ประชาธิปไตย หรือระบอบการปกครองรูปแบบใดก็ตาม และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ควรระแวดระวังผู้ที่มั่งคั่งที่สุดในนคร วิธีการที่จะทำได้คือการแต่งตั้งผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับกิจการและตำแหน่งหน้าที่ของรัฐ ซึ่งข้าพเจ้าหมายถึง การนำผู้มีฐานะมาคานอำนาจกับสามัญชน นำคนจนมาคานกับคนรวย และผสมผสานทั้งสองกลุ่มนี้ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนผู้ที่มีฐานะปานกลาง ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยป้องกันการจลาจลที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสถานะ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในทุกรัฐจำเป็นต้องใช้ทั้งกฎหมายและทุกวิธีการที่ทำได้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่ทำงานให้สาธารณะกลายเป็นคนฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบอบคณาธิปไตย เพราะเมื่อนั้น ประชาชนจะไม่รู้สึกไม่พอใจจากการที่ตนถูกกีดกันมิให้มีส่วนร่วมในการปกครอง (อันที่จริง พวกเขาจะยินดีเสียด้วยซ้ำที่มีเวลาว่างไปจัดการกิจการส่วนตัว) เท่ากับความระแวงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐยักยอกเงินหลวง เมื่อนั้นพวกเขาจะได้รับความทุกข์เป็นสองเท่า ทั้งจากการถูกพรากเกียรติยศของรัฐ และจากการถูกปล้นชิงโดยผู้ที่เสวยเกียรติยศเหล่านั้น มีวิธีการหนึ่งในการผสมผสานระบอบประชาธิปไตยและระบอบอภิชนาธิปไตยเข้าด้วยกัน [1309a] หากตำแหน่งหน้าที่มิได้นำมาซึ่งผลกำไร ซึ่งด้วยวิธีการนี้
ทั้งคนรวยและคนจนจะได้รับในสิ่งที่ตนปรารถนา เพราะการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองนั้นเป็นวิถีประชาธิปไตย ส่วนการให้คนรวยดำรงตำแหน่งนั้นเป็นวิถีอภิชนาธิปไตย สิ่งนี้จะบรรลุผลได้โดยการกำหนดไม่ให้ตำแหน่งสาธารณะใดๆ มีค่าตอบแทน เนื่องจากคนจนจะไม่ปรารถนาจะดำรงตำแหน่งเมื่อไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ และจะหันไปใส่ใจกับกิจการของตนเองมากกว่า ในขณะที่คนรวยจะเลือกรับตำแหน่งเพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากส่วนรวม ด้วยเหตุนี้ คนจนจะสามารถเพิ่มพูนทรัพย์สินได้จากการทุ่มเทเวลาให้แก่กิจการของตนอย่างเต็มที่ และประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ถูกปกครองโดยผู้ที่มีสถานะต่ำกว่า เพื่อป้องกันมิให้คลังหลวงถูกฉ้อโกง ให้มีการเบิกจ่ายเงินสาธารณะทั้งหมดอย่างเปิดเผยต่อหน้าชาวเมือง และให้มีการฝากสำเนาบัญชีไว้ตามเขต ชนเผ่า และส่วนแบ่งต่างๆ
แต่เนื่องจากเหล่าเจ้าพนักงานต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน กฎหมายจึงควรจัดให้มีเกียรติยศที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคุ้มครองคนรวย โดยไม่อนุญาตให้มีการแบ่งแยกที่ดินของพวกเขา หรือแม้แต่ผลผลิตจากที่ดิน ซึ่งในบางรัฐมีการกระทำเช่นนั้นอย่างแนบเนียน นอกจากนี้ จะเป็นการดีกว่าหากประชาชนช่วยยับยั้งคนรวยเมื่อพวกเขาเสนอที่จะจัดงานรื่นเริงสาธารณะที่สิ้นเปลืองและไม่จำเป็นจำนวนมาก เช่น การแสดงละคร ดนตรี ขบวนแห่ และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน
ส่วนในระบอบคณาธิปไตย จำเป็นต้องดูแลคนจนอย่างใกล้ชิด และจัดสรรงานสาธารณะที่สร้างรายได้ให้แก่พวกเขา และหากคนรวยคนใดดูหมิ่นคนจน ให้ลงโทษคนรวยผู้นั้นให้หนักกว่ากรณีที่ดูหมิ่นผู้ที่มีฐานะระดับเดียวกัน และให้ทรัพย์สินตกทอดผ่านทางสายเลือดมิใช่การให้โดยเสน่หา ทั้งไม่ควรอนุญาตให้บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินเกินหนึ่งแห่ง ด้วยวิธีนี้ ทรัพย์สินจะถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมมากขึ้น และคนจนส่วนใหญ่จะมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ในระบอบประชาธิปไตยและคณาธิปไตย การจัดสรรความเท่าเทียมหรือสิทธิพิเศษในด้านอื่นๆ ให้แก่ผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยให้สิทธิแก่คนรวยในระบอบประชาธิปไตย และให้แก่คนจนในระบอบคณาธิปไตย ทว่าตำแหน่งสำคัญทั้งหมดในรัฐยังคงต้องสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ เท่านั้น

0 Comments