บทที่ 9
by WorldApexการพิจารณาเรื่องการปกครองที่สถาปนาขึ้นในลาเคดามอนและครีต รวมถึงในรัฐอื่นๆ เกือบทั้งหมดนั้น มีประเด็นที่ควรพิจารณาอยู่สองประการ ประการหนึ่งคือ กฎหมายของรัฐเหล่านั้นส่งเสริมการสถาปนารัฐให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ และอีกประการหนึ่งคือ หากพิจารณาจากทั้งหลักการที่ใช้ก่อตั้งหรือในส่วนของการบริหารจัดการ มีสิ่งใดที่ขัดขวางมิให้รูปแบบการปกครองที่พวกเขาตั้งใจจะดำเนินตามนั้นเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ บัดนี้เป็นที่ยอมรับกันว่า ในทุกรัฐที่มีการจัดการอย่างดี สมาชิกในรัฐควรจะปลอดจากแรงงานทาส
ทว่าวิธีการที่จะทำให้บรรลุผลเช่นนั้นกลับมิใช่เรื่องง่ายที่จะกำหนดได้ เพราะพวกเพเนสเตสได้โจมตีชาวเธสซาเลียนอยู่บ่อยครั้ง และพวกเฮลอตก็โจมตีชาวลาเคดามอน เนื่องจากคนเหล่านี้คอยเฝ้าหาโอกาสยามที่เกิดคราวเคราะห์แก่ผู้ปกครองอยู่ตลอดเวลา แต่เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับชาวครีต ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเพราะแม้ว่าพวกเขาจะทำสงครามกับนครใกล้เคียงอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีนครใดที่ยอมเป็นพันธมิตรกับผู้ก่อการกบฏ เนื่องจากจะเป็นผลเสียต่อตัวพวกเขาเองซึ่งก็มีทาสอยู่ในปกครองเช่นกัน
ทว่าในปัจจุบันมีความเป็นศัตรูกันอย่างไม่สิ้นสุดระหว่างชาวลาเคดามอนกับเพื่อนบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวอาร์กิว ชาวเมสเซเนียน และชาวอาร์เคเดียน อีกทั้งทาสของพวกเขาก็เริ่มก่อกบฏต่อชาวเธสซาเลียนในขณะที่พวกเขากำลังทำสงครามกับเพื่อนบ้านอย่างชาวอาเคียน ชาวเพอร์ราบีอัน และชาวแมกนีเซียน สำหรับข้าพเจ้าแล้ว อย่างน้อยที่สุดการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากยิ่ง เพราะหากท่านหย่อนยานในระเบียบวินัย พวกเขาก็จะจองหองและคิดว่าตนมีความเท่าเทียมกับเจ้านาย
แต่หากปฏิบัติกับพวกเขาอย่างทารุณ พวกเขาก็จะคอยวางแผนประทุษร้ายและเกลียดชังท่านอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้ที่ใช้แรงงานทาสยังมิอาจค้นพบวิธีการที่ถูกต้องในการจัดการกับพวกเขา
สำหรับการปล่อยให้สตรีมีเสรีภาพในด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษนั้น ย่อมส่งผลเสียต่อเป้าหมายของการปกครองและความรุ่งเรืองของนคร เพราะเมื่อสามีและภรรยาคือสองส่วนประกอบของครอบครัว หากเราสมมติว่านครหนึ่งแบ่งออกเป็นสองส่วน เราย่อมต้องยอมรับว่าจำนวนของบุรุษและสตรีนั้นมีจำนวนเท่ากัน
ดังนั้น ในนครใดก็ตามที่สตรีมิได้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับที่ดี เราจำต้องถือว่าประชากรครึ่งหนึ่งของนครนั้นมิได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ดังที่ปรากฏขึ้น เพราะผู้ตรากฎหมายปรารถนาจะทำให้คนทั้งนครเป็นแหล่งรวมของเหล่านักรบในส่วนของบุรุษ ซึ่งเขาก็สามารถบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างชัดเจนที่สุด ทว่าในขณะเดียวกัน บรรดาสตรีกลับถูกละเลยโดยสิ้นเชิง ด้วยพวกนางใช้ชีวิตอย่างปราศจากการยับยั้งชั่งใจในทุกความสำราญและความฟุ่มเฟือยที่ไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ ในรัฐเช่นว่านี้ ความร่ำรวยจึงกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเหล่าบุรุษถูกปกครองโดยภรรยาของตน ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับชนชาติที่กล้าหาญและบ้าบิ่นหลายกลุ่ม ยกเว้นชาวเคลต์และชนชาติอื่นๆ หากมีอยู่ ซึ่งปฏิบัติการรักร่วมเพศระหว่างชายกับเด็กชายอย่างเปิดเผย และดูเหมือนว่าเหล่านักตำนานวิทยาในยุคแรกจะมิได้ทำผิดพลาดที่จับคู่เทพมาร์สและเทพีวีนัสไว้ด้วยกัน เพราะชนทุกชาติที่มีลักษณะเช่นนี้มักลุ่มหลงอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็นความรักในสตรีหรือในเด็กชาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นในลาเคดามอน และหลายสิ่งในรัฐของพวกเขาก็ถูกกระทำขึ้นโดยอำนาจของสตรี เพราะจะมีอะไรแตกต่างกันเล่า หากอำนาจอยู่ในมือของสตรี
หรืออยู่ในมือของผู้ที่พวกนางปกครองอีกทอดหนึ่ง ผลลัพธ์ย่อมออกมาในรูปแบบเดียวกัน ความกล้าบ้าบิ่นของสตรีเช่นนี้มิอาจเป็นประโยชน์ในเหตุการณ์ปกติใดๆ ได้เลย และหากจะมีประโยชน์บ้าง ก็คงต้องเป็นในยามสงคราม ทว่าแม้ในจุดนี้ เราก็พบว่าสตรีชาวลาเคดามอนกลับสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ดังที่พิสูจน์ได้ในช่วงเวลาที่ชาวธีบส์บุกรุก ซึ่งพวกนางมิได้เป็นประโยชน์เลยแม้แต่น้อยดังเช่นสตรีในนครอื่นๆ แต่กลับสร้างความวุ่นวายยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก
การที่สตรีชาวลาเซดิมอนได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้สามารถอธิบายได้โดยง่ายว่า เป็นเพราะเหล่าบุรุษต้องจากบ้านไปเป็นเวลานานเพื่อทำศึกนอกดินแดน [1270a] กับชาวอาร์กอส และต่อมาคือชาวอาร์เคเดียนและชาวเมสเซเนียน ดังนั้น เมื่อสงครามเหล่านี้สิ้นสุดลง วิถีชีวิตทางทหารซึ่งเปี่ยมด้วยคุณธรรมไม่น้อย จึงหล่อหลอมให้พวกเขาพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของผู้ตรากฎหมาย ทว่ามีเรื่องเล่าว่า เมื่อไลเคอร์กัสพยายามจะให้เหล่าสตรีเชื่อฟังกฎหมายของเขาด้วยเช่นกัน แต่เมื่อพวกนางปฏิเสธ เขาก็ยอมล้มเลิกความตั้งใจนั้น อาจกล่าวได้ว่าเหล่าสตรีคือต้นเหตุของสิ่งเหล่านี้ และแน่นอนว่าความผิดทั้งหมดเป็นของพวกนาง
แต่ในขณะนี้เรามิได้พิจารณาว่าความผิดตกอยู่ที่ใดหรือมิได้ตกอยู่ที่ใด หากแต่พิจารณาว่าสิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด และดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า เมื่อจารีตของสตรีไม่ได้รับการจัดระเบียบให้ดี ย่อมไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความบกพร่องอันน่าอัปยศต่อรัฐ แต่ยังเพิ่มพูนความโลภในทรัพย์สินเงินทองอีกด้วย ประการต่อมา ข้อบกพร่องอาจพบได้ในการแบ่งสรรทรัพย์สินที่ไม่เท่าเทียมกัน เพราะบางคนจะมีทรัพย์สินมากเกินไป ในขณะที่บางคนมีน้อยเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้ที่ดินตกอยู่ในมือคนเพียงไม่กี่คน อันเป็นเรื่องที่กฎหมายของเขาจัดระเบียบไว้ได้ไม่ดีนัก เพราะเขาทำให้การซื้อหรือขายทรัพย์สินเป็นเรื่องน่ารังเกียจ ซึ่งในจุดนี้เขาทำถูกต้องแล้ว
แต่เขากลับอนุญาตให้ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะยกทรัพย์สินให้ผู้อื่นหรือทำพินัยกรรมยกให้ได้ ทั้งที่ผลลัพธ์จากการปฏิบัติทั้งสองรูปแบบนั้นแทบจะไม่ต่างกัน คาดกันว่าเกือบสองในห้าส่วนของทั้งประเทศเป็นทรัพย์สินของสตรี เนื่องด้วยพวกนางมักเป็นทายาทเพียงผู้เดียวและได้รับสินสมรสจำนวนมหาศาล ทั้งที่จริงแล้วควรอนุญาตให้พวกนางไม่มีทรัพย์สินเลย หรือมีเพียงเล็กน้อย หรือมีในสัดส่วนที่ถูกกำหนดไว้แน่นอน ปัจจุบันทุกคนได้รับอนุญาตให้ตั้งสตรีเป็นทายาทได้ตามใจชอบ และหากผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้ที่สืบทอดตามกฎหมายก็สามารถยกทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ใดก็ได้ตามความพอใจ
ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่า แม้ดินแดนแห่งนี้จะสามารถเลี้ยงดูทหารม้าได้หนึ่งพันห้าร้อยนายและทหารราบสามหมื่นนาย แต่จำนวนประชากรกลับมีไม่ถึงหนึ่งพันคน
และจากข้อเท็จจริงเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่ารายละเอียดในส่วนนี้ถูกจัดระเบียบไว้ได้แย่ยิ่ง เพราะเมืองไม่สามารถทนต่อการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้ และต้องพินาศลงเพราะขาดแคลนกำลังคน กล่าวกันว่าในรัชสมัยของกษัตริย์ยุคโบราณ พวกเขามักมอบสิทธิความเป็นพลเมืองให้แก่ชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการขาดแคลนกำลังคนในระหว่างที่ทำสงครามยืดเยื้อ และมีการยืนยันว่าจำนวนชาวสปาร์ตาในกาลก่อนนั้นมีถึงหนึ่งหมื่นคน แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร ความเท่าเทียมกันในทรัพย์สินย่อมส่งผลอย่างมากต่อการเพิ่มจำนวนประชากร
อีกทั้งกฎหมายที่เขาตราขึ้นเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประชากรก็มิได้ถูกคำนวณมาเพื่อแก้ไขความไม่เท่าเทียมนี้เลย เพราะด้วยความปรารถนาให้ชาวสปาร์ตามีจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ [1270b] และเพื่อให้พวกเขาอยากมีครอบครัวใหญ่ เขาจึงสั่งว่าผู้ที่มีบุตรสามคนจะได้รับการยกเว้นจากการเข้าเวรยามยามค่ำคืน และผู้ที่มีบุตรสี่คนไม่ต้องเสียภาษี ทว่าเห็นได้ชัดว่า ในขณะที่ที่ดินถูกแบ่งสรรในลักษณะนี้ หากประชากรเพิ่มขึ้น ย่อมต้องมีผู้คนจำนวนมากที่ยากจนข้นแค้นยิ่ง
เขามิได้มีความผิดน้อยไปกว่ากันในเรื่องวิธีการที่เขาสถาปนาตำแหน่งเอฟฟอรีขึ้นมา เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องพิจารณาตัดสินเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุด ทว่ากลับถูกเลือกมาจากประชาชนทั่วไป จึงมักปรากฏว่าผู้ที่ยากจนข้นแค้นถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งนั้น และด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงถูกซื้อตัวได้โดยง่าย ซึ่งเคยมีตัวอย่างเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงในเหตุการณ์ที่เกาะอันดรอสเมื่อไม่นานมานี้ด้วย และคนเหล่านี้เมื่อถูกเงินตราทำให้ฉ้อฉล ก็ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายเมือง และเนื่องจากอำนาจของพวกเขานั้นล้นพ้นจนเกือบจะเป็นเผด็จการ เหล่ากษัตริย์จึงจำต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ซึ่งส่งผลให้รัฐได้รับความเสียหายอย่างยิ่ง จนทำให้ระบอบการปกครองเปลี่ยนจากคณาธิปไตยไปเป็นประชาธิปไตย
ตำแหน่งเจ้าหน้าที่นี้ถือเป็นเสาหลักสำคัญของรัฐ เพราะประชาชนมีความพึงพอใจเมื่อรู้ว่าตนมีสิทธิ์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในรัฐ ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นโดยความตั้งใจของผู้ตรากฎหมาย หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกิจการของพวกเขา เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่สมาชิกทุกคนในรัฐควรพยายามรักษาทุกส่วนของรัฐบาลให้คงอยู่และดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม และด้วยหลักการนี้ เหล่ากษัตริย์จึงปฏิบัติมาโดยตลอดเพื่อรักษาเกียรติยศของตน ส่วนผู้ที่ฉลาดและดีนั้นปฏิบัติเพราะความผูกพันต่อสภา ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นรางวัลแห่งคุณธรรม และสามัญชนปฏิบัติเพื่อสนับสนุนเหล่าเอฟฟอรีซึ่งมาจากกลุ่มคนของพวกเขาเอง และมันเป็นเรื่องเหมาะสมที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ควรถูกเลือกจากชุมชนทั้งหมด มิใช่ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันซึ่งน่าขันยิ่งนัก
เหล่าเอฟฟอรีเป็นผู้พิพากษาสูงสุดในคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่เนื่องจากตัวตนของพวกเขาเป็นเรื่องของความบังเอิญโดยสิ้นเชิง จึงไม่ถูกต้องที่พวกเขาจะตัดสินตามความเห็นของตนเอง แต่ควรตัดสินตามกฎหมายที่บันทึกไว้หรือตามธรรมเนียมที่สถาปนาขึ้น อีกทั้งวิถีชีวิตของพวกเขายังไม่สอดคล้องกับจารีตของเมือง เพราะมีความปล่อยตัวปล่อยใจจนเกินไป ในขณะที่วิถีชีวิตของผู้อื่นนั้นเข้มงวดเกินไป จนพวกเขาไม่สามารถทนได้และจำต้องลอบกระทำผิดกฎหมายเป็นการส่วนตัว เพื่อให้ได้เสพสุขทางกามารมณ์บ้าง
นอกจากนี้ ยังมีข้อบกพร่องอย่างมากในการสถาปนาสภาอาวุโส หากพวกเขาได้รับการฝึกฝนอย่างเหมาะสมในทุกคุณธรรมของมนุษย์ ทุกคนย่อมยอมรับว่าพวกเขาจะเป็นประโยชน์ต่อการปกครอง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันว่าพวกเขาควรเป็นผู้พิพากษาตลอดชีวิตเพื่อตัดสินเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดหรือไม่ เพราะจิตใจย่อมมีความชราภาพเช่นเดียวกับร่างกาย แต่เนื่องจากพวกเขาถูกเลี้ยงดูมาในลักษณะที่ [1271a] แม้แต่ผู้ตรากฎหมายก็ไม่อาจไว้วางใจได้ว่าพวกเขาจะเป็นคนดี อำนาจของพวกเขาจึงขัดต่อความปลอดภัยของรัฐ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกของสภานั้นเคยกระทำผิดทั้งในเรื่องการรับสินบนและการลำเอียงในกิจการสาธารณะหลายประการ ด้วยเหตุนี้ มันคงจะดีกว่ามากหากพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ซึ่งในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
อาจกล่าวได้ว่าเหล่าเอฟฟอรีดูเหมือนจะมีอำนาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกคน ในจุดนี้พวกเขามีอำนาจมากจริงๆ แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าไม่ควรปล่อยให้พวกเขาถือครองอำนาจควบคุมในลักษณะที่เป็นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาอาวุโสที่พวกเขาใช้นั้นช่างไร้เดียงสานัก และไม่ถูกต้องที่ใครก็ตามจะมาวิ่งเต้นขอตำแหน่งที่ตนปรารถนา เพราะทุกคน ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม ควรปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ก็ตามที่ตนมีความเหมาะสม แต่เห็นได้ชัดว่าความตั้งใจของเขานั้นเป็นแบบเดียวกันกับในส่วนอื่นๆ ของการปกครอง คือการทำให้พลเมืองมีความทะเยอทะยานในเกียรติยศ และเขาได้เติมเต็มสภาด้วยผู้ที่มีนิสัยเช่นนั้น เพราะไม่มีใครอื่นที่จะวิ่งเต้นขอตำแหน่งนี้ ทว่าอาชญากรรมส่วนใหญ่ที่มนุษย์จงใจกระทำนั้น ล้วนมีรากฐานมาจากความทะเยอทะยานและความโลภทั้งสิ้น
การพิจารณาว่าตำแหน่งกษัตริย์นั้นเป็นประโยชน์ต่อรัฐหรือไม่ เราจะนำมาไตร่ตรองกันในโอกาสหน้า ทว่าสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ กษัตริย์ควรได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาจากความประพฤติ มิใช่เป็นไปตามวิถีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าตัวผู้วางกฎหมายเองมิได้คาดหวังจะทำให้พลเมืองทุกคนเป็นผู้มีเกียรติและมีคุณธรรมอย่างสมบูรณ์นั้น ปรากฏชัดจากการที่เขามิไว้วางใจว่าพวกเขาจะเป็นคนดี เพราะเขาได้ส่งผู้ที่มีความขัดแย้งกันให้ไปปฏิบัติภารกิจทูตในคณะเดียวกัน และเห็นว่าความปลอดภัยของรัฐนั้นขึ้นอยู่กับการถกเถียงโต้แย้งกันของเหล่ากษัตริย์
อีกทั้งในระยะแรก การจัดเลี้ยงอาหารร่วมกันก็ยังมิได้ถูกสถาปนาไว้อย่างมั่นคง เพราะการเลี้ยงอาหารดังกล่าวควรจะจัดสรรโดยใช้เงินงบประมาณของรัฐ ดังเช่นในเกาะครีต ทว่าในลาเคดามอน ทุกคนกลับถูกบังคับให้ต้องจ่ายเงินซื้อส่วนแบ่งอาหารของตน แม้ว่าผู้นั้นจะยากจนข้นแค้นและไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายได้เลยก็ตาม ซึ่งส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ที่ตรงกันข้ามกับความปรารถนาของผู้วางกฎหมาย เพราะเขาตั้งใจให้การเลี้ยงอาหารสาธารณะนี้ช่วยเสริมสร้างส่วนที่เป็นประชาธิปไตยในการปกครองของเขา
แต่กฎระเบียบนี้กลับให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากผู้ที่ยากจนยิ่งยวดไม่สามารถเข้าร่วมได้ และบรรพบุรุษของพวกเขาเคยสังเกตเห็นว่า การไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่สามารถจ่ายส่วนแบ่งในโต๊ะอาหารร่วมกันได้เข้าร่วมนั้น จะนำไปสู่ความพินาศของรัฐ นอกจากนี้ยังมีผู้อื่นที่วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายของเขาในเรื่องกิจการทางเรือ ซึ่งมิใช่การวิจารณ์ที่ไร้เหตุผล เพราะมันก่อให้เกิดข้อพิพาท เนื่องจากผู้บัญชาการกองเรือถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะที่ตรงข้ามกับเหล่ากษัตริย์ ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพบกตลอดชีพ
[1271b] ยังมีข้อบกพร่องอีกประการหนึ่งในกฎหมายของเขาที่ควรค่าแก่การตำหนิ ซึ่งเพลโตได้ระบุไว้ในหนังสือว่าด้วยกฎหมาย นั่นคือรัฐธรรมนูญทั้งหมดถูกคำนวณมาเพื่อกิจการสงครามเท่านั้น การทำให้พวกเขาเป็นผู้พิชิตนั้นเป็นเรื่องดีเยี่ยม เพราะด้วยเหตุนี้การดำรงอยู่ของรัฐจึงขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น ทว่าความพินาศของรัฐกลับเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับชัยชนะของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีที่จะอยู่นิ่งเฉย หรือประกอบอาชีพอื่นใดนอกเหนือจากสงคราม ในประเด็นนี้พวกเขายังเข้าใจผิดอีกประการหนึ่ง คือแม้พวกเขาจะคิดถูกว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายแห่งการแก่งแย่งชิงดีในหมู่มนุษย์นั้น สามารถได้มาด้วยคุณธรรมได้ดีกว่าความชั่วร้าย
แต่พวกเขากลับให้ความสำคัญกับสิ่งของเหล่านั้นมากกว่าคุณธรรมเสียเอง อีกทั้งรายได้สาธารณะในสปาร์ตาก็มิได้ถูกบริหารจัดการอย่างดี เพราะรัฐไม่มีทรัพย์สินใดเลยในขณะที่พวกเขาถูกบังคับให้ทำสงครามที่แผ่ขยายกว้างขวางที่สุด และการจัดเก็บเงินอุดหนุนก็เป็นไปอย่างย่ำแย่ยิ่ง เนื่องจากชาวสปาร์ตากระจายตัวครอบครองดินแดนเป็นบริเวณกว้าง พวกเขาจึงมิได้เข้มงวดต่อกันในเรื่องเงินที่ต้องชำระเข้าส่วนกลาง และด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับเจตจำนงของผู้วางกฎหมายจึงเกิดขึ้น คือรัฐนั้นยากจน
แต่ปัจเจกบุคคลกลับละโมบโลภมาก การกล่าวถึงการปกครองของชาวลาเคดามอนเพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ เพราะสิ่งเหล่านี้ดูจะเป็นข้อบกพร่องหลักในระบบดังกล่าว

0 Comments