บทที่ 16
by WorldApex[1287a] ลำดับต่อไป เราจะพิจารณาถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เพิ่งกล่าวถึง ซึ่งผู้ปกครองกระทำการทุกอย่างตามแต่ใจปรารถนา เพราะกษัตริย์ที่ปกครองภายใต้การชี้แนะของกฎหมายที่ตนต้องปฏิบัติตามนั้น มิได้สร้างรูปแบบการปกครองเฉพาะตัวขึ้นมา ดังที่เราได้กล่าวไว้แล้ว เพราะในรัฐใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอภิชนาธิปไตยหรือประชาธิปไตย ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะแต่งตั้งแม่ทัพตลอดชีพ และมีอีกหลายแห่งที่มอบหมายการบริหารกิจการบ้านเมืองให้แก่บุคคลเพียงผู้เดียว เช่น การปกครองที่เมืองดิร์ราคิอุม และเกือบจะเช่นเดียวกันที่เมืองโอปุส
ส่วนในระบอบที่เรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กล่าวคือ เมื่อรัฐทั้งมวลตกอยู่ภายใต้เจตจำนงของบุคคลเพียงผู้เดียว ซึ่งก็คือกษัตริย์ หลายคนเห็นว่าเป็นการผิดธรรมชาติที่คนเพียงคนเดียวจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือเพื่อนร่วมพลเมือง ในเมื่อรัฐนั้นประกอบด้วยผู้ที่เท่าเทียมกัน เพราะธรรมชาติกำหนดว่า สิทธิและสถานะเดียวกันจำต้องเกิดขึ้นท่ามกลางบรรดาผู้ที่เท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่ร่างกายจะได้รับอันตรายหากผู้ที่มีสรีระแตกต่างกันต้องปฏิบัติตามระเบียบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารหรือเครื่องนุ่งห่ม ในส่วนของเกียรติยศแห่งรัฐก็เป็นอันตรายเช่นเดียวกัน หากผู้ที่มีคุณธรรมเท่ากันกลับมีสถานะไม่เท่าเทียมกัน
ด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของมนุษย์ในการยอมจำนนต่อคำสั่งจึงมีความสำคัญเท่ากับการรับอำนาจสั่งการ และควรเป็นไปโดยการหมุนเวียน เพราะนี่คือกฎหมาย และระเบียบวินัยคือกฎหมาย อีกทั้งการให้กฎหมายเป็นผู้ปกครองย่อมเหมาะสมกว่าการให้พลเมืองคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปกครอง ตามหลักการเดียวกันนี้ หากการมอบอำนาจสูงสุดให้แก่บุคคลบางกลุ่มเป็นประโยชน์ บุคคลเหล่านั้นควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเพียงผู้พิทักษ์และข้ารับใช้ของกฎหมายเท่านั้น เพราะอำนาจสูงสุดจำต้องมีที่สถิตอยู่บ้าง แต่พวกเขากล่าวว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรมที่ในที่ซึ่งทุกคนเท่าเทียมกัน จะมีบุคคลเพียงคนเดียวที่ได้เสวยอำนาจนั้นอย่างต่อเนื่อง
ทว่าดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสามารถปรับประสานในสิ่งที่กฎหมายมิอาจกำหนดได้ ซึ่งอาจโต้แย้งได้ว่า เมื่อกฎหมายได้วางกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไว้แล้ว ย่อมเหลือการปรับใช้และการประยุกต์ในรายละเอียดไว้ให้เป็นดุลยพินิจของผู้พิพากษา นอกจากนี้ กฎหมายยังอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงสิ่งใดก็ตามที่ประสบการณ์พิสูจน์ได้ว่าสามารถทำให้ดีขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ปรารถนาจะวางอำนาจสูงสุดไว้ในจิตวิญญาณ ย่อมวางอำนาจนั้นไว้ที่พระเจ้าและกฎหมาย แต่ผู้ที่มอบอำนาจนั้นให้แก่มนุษย์ เท่ากับมอบอำนาจให้แก่สัตว์ป่า เพราะบางครั้งตัณหาก็ทำให้มนุษย์เป็นเช่นนั้น เนื่องจากกิเลสย่อมส่งผลกระทบต่อผู้มีอำนาจ แม้แต่ในหมู่คนที่ประเสริฐที่สุด ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงคือเหตุผลที่ปราศจากความปรารถนา
การยกตัวอย่างจากงานศิลปศาสตร์ดูจะมีความคลาดเคลื่อน กล่าวคือที่ว่าเป็นการผิดพลาดหากผู้ป่วยจะแสวงหาการรักษาจากตำรา แต่ควรเลือกใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในวิชาแพทย์จะเหมาะสมกว่า เพราะคนเหล่านี้มิได้กระทำการใดที่ขัดต่อเหตุผลด้วยแรงจูงใจจากมิตรภาพ แต่หาเลี้ยงชีพด้วยการรักษาผู้ป่วย ในขณะที่ผู้บริหารกิจการสาธารณะกลับกระทำการหลายสิ่งด้วยความเกลียดชังหรือความโปรดปราน และเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ในสิ่งที่เราได้นำเสนอ อาจสังเกตได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ป่วยสงสัยว่าแพทย์ของตนถูกศัตรูโน้มน้าวให้กระทำการทุจริตในวิชาชีพต่อตน
เมื่อนั้นเขากลับเลือกที่จะพึ่งพาตำราเพื่อการรักษา และมิใช่เพียงเท่านี้ [1287b] แม้แต่ตัวแพทย์เองเมื่อยามเจ็บป่วยก็ยังเรียกแพทย์ท่านอื่นมาดูแล และผู้ที่สอนการออกกำลังกายแก่ผู้อื่น ก็ออกกำลังกายกับผู้ในวิชาชีพเดียวกัน ด้วยเห็นว่าตนไม่สามารถตัดสินเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองได้อย่างถูกต้องเนื่องจากความลำเอียงเข้าข้างตนเอง
จากเหตุนี้จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ผู้ที่แสวงหาสิ่งที่ยุติธรรมย่อมแสวงหาค่ากลาง และกฎหมายก็คือค่ากลางนั้น ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายทางศีลธรรมย่อมเหนือกว่าและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สูงส่งกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรมากนัก เพราะการไว้วางใจผู้ปกครองสูงสุดย่อมปลอดภัยกว่าการไว้วางใจบุคคลเพียงคนเดียว แม้ว่าเขาจะด้อยกว่าอีกฝ่ายก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่คนเพียงคนเดียวจะมีดวงตาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเอง จึงจำเป็นที่ผู้ปกครองสูงสุดจะต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนคอยช่วยเหลือ
เหตุใดจึงไม่ดำเนินการเช่นนี้ตั้งแต่แรก แทนที่จะแต่งตั้งบุคคลเพียงคนเดียวในลักษณะนี้? นอกจากนี้ หากเป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าว่า ผู้มีคุณธรรมเหมาะสมที่จะปกครอง ด้วยเหตุนั้น ผู้มีคุณธรรมสองคนย่อมดีกว่าคนเดียวอย่างแน่นอน ดังเช่นในงานของโฮเมอร์ที่ว่า “จงให้สองคนไปด้วยกัน” และรวมถึงความปรารถนาของอกาเมมนอนที่ว่า “หากข้ามีที่ปรึกษาที่ซื่อสัตย์เช่นนี้สักสิบคนก็คงดี!” มิใช่ว่าในปัจจุบันไม่มีเจ้าหน้าที่บางตำแหน่งที่ได้รับอำนาจสูงสุดในการตัดสินสิ่งซึ่งกฎหมายมิอาจตัดสินได้ในฐานะผู้พิพากษา เนื่องจากเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจศาลโดยตรง เพราะในกรณีที่กฎหมายครอบคลุมถึงนั้นย่อมไม่มีข้อสงสัย
ดังนั้น เมื่อกฎหมายครอบคลุมบางสิ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องไตร่ตรองและพิจารณาว่า ระหว่างการให้ผู้ที่ประเสริฐที่สุดปกครอง หรือการให้กฎหมายที่ประเสริฐที่สุดปกครอง สิ่งใดพึงประสงค์กว่ากัน เพราะการจะนำทุกเรื่องที่อาจผ่านการพิจารณาของมนุษย์มาบัญญัติเป็นกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ดังนั้น จึงไม่มีใครปฏิเสธว่าจำเป็นต้องมีบุคคลบางคนเพื่อตัดสินกรณีที่ไม่อาจอยู่ภายใต้การรับรู้ของกฎหมายลายลักษณ์อักษร แต่เรากล่าวว่าการมีหลายคนย่อมดีกว่ามีคนเดียว เพราะแม้ว่าทุกคนที่ตัดสินตามหลักการของกฎหมายจะตัดสินได้อย่างยุติธรรม แต่ย่อมดูไร้เหตุผลที่จะสมมติว่า คนเพียงคนเดียวจะสามารถมองเห็นได้ดีกว่าด้วยดวงตาสองข้าง ได้ยินได้ดีกว่าด้วยหูสองข้าง หรือกระทำการได้ดีกว่าด้วยมือสองข้างและเท้าสองข้าง มากกว่าที่คนจำนวนมากจะทำได้ด้วยอวัยวะจำนวนมาก เพราะเราเห็นว่าบรรดากษัตริย์ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในปัจจุบันต่างจัดหาดวงตา หู มือ และเท้าจำนวนมากให้แก่ตน โดยการมอบอำนาจส่วนหนึ่งให้แก่ผู้ที่เป็นมิตรต่อตนและต่อรัฐบาลของตน เพราะหากคนเหล่านั้นมิได้เป็นมิตรต่อกษัตริย์ พวกเขาก็จะไม่ทำตามที่กษัตริย์ปรารถนา
แต่หากพวกเขาเป็นมิตรต่อกษัตริย์ พวกเขาก็ย่อมเป็นมิตรต่อรัฐบาลของกษัตริย์ด้วย ทว่ามิตรย่อมเป็นผู้ที่เท่าเทียมและเหมือนกับมิตรของตน ดังนั้น หากกษัตริย์คิดว่าบุคคลเช่นนั้นควรปกครอง ท่านย่อมคิดว่าผู้ที่เท่าเทียมกับตนก็ควรปกครองด้วย สิ่งเหล่านี้คือข้อคัดค้านโดยประมาณที่มักจะถูกยกขึ้นต่อต้านอำนาจแห่งกษัตริย์

0 Comments