ตอนที่ 451
byกลับมาที่เรื่องราวของเดเมทริอุส หลังจากที่เขาได้ครองบัลลังก์มาซิโดเนียแล้ว ไม่นานเขาก็แผ่อำนาจเข้าครอบครองเทสซาลีได้สำเร็จ เมื่อกุมอำนาจส่วนใหญ่ในเพโลพอนนีซ รวมถึงเมืองเมการาและเอเธนส์ที่อยู่ฝั่งนี้ของคอคอดไว้ในมือ เขาจึงหันไปจัดการกับชาวโบโอเทีย ซึ่งในตอนแรกฝ่ายนั้นพยายามเจรจาเพื่อขอประนีประนอม แต่เมื่อคลีโอนิมัสแห่งสปาร์ตาได้นำกองกำลังเข้ามาช่วยและเข้ายึดเมืองธีบส์ได้ ประกอบกับพิซิส ชาวเทสเปียผู้มีบารมีและอิทธิพลสูงสุดในขณะนั้น ได้ปลุกระดมให้ชาวเมืองลุกขึ้นสู้ ชาวโบโอเทียจึงตัดสินใจฉีกสัญญาเจรจาทิ้ง ทว่าทันทีที่เดเมทริอุสเริ่มเคลื่อนเครื่องจักรสงครามเข้าประชิดกำแพงเมือง คลีโอนิมัสกลับเกิดความกลัวและแอบถอนตัวออกไปอย่างลับๆ เมื่อชาวโบโอเทียรู้ว่าถูกทอดทิ้งจึงยอมจำนนในที่สุด เดเมทริอุสส่งกองทหารเข้าประจำการตามเมืองต่างๆ และเรียกเก็บเงินจำนวนมหาศาล ก่อนจะแต่งตั้งไฮเอโรนิมัสซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการและผู้บัญชาการทหาร โดยรวมแล้วเขาถูกมองว่าเป็นผู้ที่มีความเมตตา โดยเฉพาะกับพิซิสที่เขาไม่ทำอันตรายเลย มิหนำซ้ำยังพูดจาด้วยอย่างสุภาพและแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้บริหารเมืองเทสเปียอีกด้วย
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อไลซิมาคัสถูกโดรไมคาเทสจับเป็นเชลย เดเมทริอุสจึงรีบรุดเดินทางไปทันทีด้วยหวังจะยึดครองเทรซที่ตอนนี้ไร้กษัตริย์ปกครอง จังหวะนี้เองที่ชาวโบโอเทียฉวยโอกาสก่อกบฏอีกครั้ง พร้อมกับมีข่าวว่าไลซิมาคัสได้รับอิสรภาพแล้ว เดเมทริอุสจึงรีบยกทัพกลับมาด้วยความโกรธจัด แต่เมื่อมาถึงเขาก็พบว่าแอนติโกนัสผู้เป็นลูกชายได้ปราบชาวโบโอเทียจนราบคาบไปก่อนแล้ว เขาจึงเริ่มล้อมเมืองธีบส์อีกครั้ง
ทว่าเมื่อทราบข่าวว่าไพร์รัสบุกรุกเข้าสู่เทสซาลีและรุกคืบมาถึงเทอร์โมไพเล เดเมทริอุสจึงมอบหมายให้แอนติโกนัสล้อมเมืองต่อไป ส่วนตนเองนำกองทัพที่เหลือออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู แต่ไพร์รัสกลับถอยทัพอย่างรวดเร็ว เดเมทริอุสจึงทิ้งทหารราบหนึ่งหมื่นนายและทหารม้าหนึ่งพันนายไว้ดูแลเทสซาลี แล้วกลับมาล้อมเมืองธีบส์ต่อ โดยครั้งนี้เขาได้นำเครื่องจักรตีเมืองชื่อดัง "City-taker" มาใช้ แต่ด้วยขนาดที่ใหญ่โตและน้ำหนักมหาศาล ทำให้มันเคลื่อนที่ได้อย่างยากลำบากและเชื่องช้ามาก จนผ่านไปสองเดือนมันขยับไปได้ไม่ถึงสองเฟอร์ลอง (ประมาณ 400 เมตร) ในขณะที่ชาวเมืองยังคงต้านทานอย่างเหนียวแน่น เดเมทริอุสที่กำลังหงุดหงิดและดื้อรั้นมักจะส่งทหารออกไปเสี่ยงอันตรายบ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น จนกระทั่งแอนติโกนัสที่เห็นทหารล้มตายเป็นจำนวนมากทนไม่ไหวจึงทักว่า "ท่านพ่อ ทำไมเราต้องปล่อยให้ทหารต้องมาตายเปล่าแบบนี้โดยไม่มีความจำเป็นด้วย?" เดเมทริอุสสวนกลับด้วยความโมโหว่า "แล้วเจ้าจะเดือดร้อนไปทำไม? คนตายเขาไม่มาขอเบี้ยเลี้ยงจากเจ้าหรอก!" อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ทหารเห็นว่าเขาไม่ได้รักชีวิตตัวเองมากกว่าพวกเขา เดเมทริอุสจึงนำทัพออกหน้าอย่างไม่เกรงกลัวจนถูกหอกซัดเข้าที่คอจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงล้อมเมืองต่อไปจนในที่สุดก็ยึดเมืองได้สำเร็จ เมื่อเขาก้าวเข้าสู่เมือง ท่ามกลางความหวาดผวาของชาวเมืองที่คาดว่าจะถูกผู้ชนะที่กำลังโกรธแค้นลงทัณฑ์อย่างทารุณ แต่เดเมทริอุสกลับสั่งประหารชีวิตเพียง 13 คน เนรเทศอีกไม่กี่คน และอภัยโทษให้คนที่เหลือทั้งหมด กลายเป็นว่าเมืองธีบส์ที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟูมาไม่ถึงสิบปี กลับถูกล้อมและถูกยึดถึงสองครั้งในเวลาอันสั้น
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อถึงเวลาเฉลิมฉลองเทศกาลไพเธียนอะพอลโล แต่เนื่องจากชาวเอโทเลียนได้ปิดกั้นเส้นทางทั้งหมดที่จะไปเดลฟี เดเมทริอุสจึงจัดงานแข่งขันและงานฉลองขึ้นที่เอเธนส์แทน โดยอ้างว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะจัดงานที่นี่ เพราะอะพอลโลทรงเป็นเทพเจ้าบรรพบุรุษและเชื่อกันว่าเป็นผู้ก่อตั้งเผ่าพันธุ์ของชาวเอเธนส์
จากนั้นเดเมทริอุสเดินทางกลับมาซิโดเนีย ด้วยนิสัยที่ไม่อยู่นิ่ง ประกอบกับเขามองว่าชาวมาซิโดเนียจะเป็นพลเมืองที่ดีที่สุดเมื่อได้ออกรบ แต่จะเริ่มวุ่นวายและอยากเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อว่างเว้นจากสงคราม เขาจึงนำทัพบุกชาวเอโทเลียนและทำลายล้างบ้านเมืองของฝ่ายนั้นจนย่อยยับ จากนั้นได้ทิ้งแพนทอคัสพร้อมกองทัพส่วนใหญ่ไว้เพื่อปิดเกมการยึดครอง ส่วนตนเองนำทัพที่เหลือออกตามหาไพร์รัส ซึ่งฝ่ายนั้นก็กำลังเคลื่อนทัพมาเผชิญหน้าเช่นกัน แต่โชคชะตาทำให้ทั้งสองกองทัพใช้เส้นทางต่างกันจึงไม่ได้ปะทะกันโดยตรง ในขณะที่เดเมทริอุสบุกเข้าเอพิรุสและทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ไพร์รัสกลับเข้าโจมตีแพนทอคัส ในการรบครั้งนั้นแม่ทัพทั้งสองได้ปะทะกันโดยตรงและต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บ แต่ไพร์รัสเป็นฝ่ายชนะ สามารถจับเชลยได้ห้าพันคนและสังหารทหารอีกจำนวนมาก
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเดเมทริอุสไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการที่ไพร์รัสไม่ได้สร้างความเกลียดชังในฐานะศัตรู แต่กลับสร้างความเลื่อมใสในฐานะยอดนักรบ การที่ไพร์รัสลงไปรบด้วยตัวเองอย่างกล้าหาญทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ชาวมาซิโดเนีย หลายคนเริ่มพูดกันว่านี่คือกษัตริย์เพียงองค์เดียวที่มีความกล้าหาญเหมือนพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ส่วนกษัตริย์องค์อื่นๆ โดยเฉพาะเดเมทริอุส เป็นเพียงคนที่พยายามเลียนแบบ ทั้งความหรูหราและท่าทางภายนอก เหมือนนักแสดงบนเวทีเท่านั้น ซึ่งเดเมทริอุสก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาเหมือนหลุดออกมาจากละครเวที ทั้งฉลองพระองค์และมงกุฎ ผ้าคลุมสีม่วงขอบทอง หมวกที่มีแถบริบบิ้นคู่ แม้แต่รองเท้ายังทำจากผ้าสักหลาดสีม่วงราคาแพงปักดิ้นทอง มีฉลองพระองค์ชุดหนึ่งที่วิจิตรบรรจงเป็นพิเศษ ซึ่งใช้เวลาทออยู่นานมากเพื่อที่จะปักลวดลายจำลองจักรวาลและดวงดาวต่างๆ แต่ชุดนี้ยังทอไม่เสร็จดีก็เกิดเหตุพลิกผันในชีวิตของเขาเสียก่อน และหลังจากนั้นก็ไม่มีกษัตริย์มาซิโดเนียองค์ใดที่สืบทอดอำนาจต่อจากเขา กล้าที่จะนำชุดนี้มาสวมใส่ แม้ว่าบางองค์จะทะนงตัวเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่ทำให้ชาวมาซิโดเนียเอือมระอาไม่ใช่แค่ความหรูหราฟุ่มเฟือยแบบละครเวที แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ และที่สำคัญที่สุดคือความยากลำบากในการเข้าพบหรือพูดคุยกับเขา เพราะบางครั้งเขาก็ไม่ยอมให้ใครเข้าพบเลย หรือถ้ายอมให้เข้าพบ เขาก็จะแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดและเผด็จการ ถึงขนาดที่ทูตจากเอเธนส์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าชาวกรีกกลุ่มอื่น ต้องรอคอยถึงสองปีกว่าจะได้เข้าพบ และเมื่อชาวลาเคเดโมเนียนส่งทูตมาเพียงคนเดียว เขากลับรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นและถามด้วยความโกรธว่า ชาวลาเคเดโมเนียนส่งทูตมาแค่คนเดียวจริงๆ หรือ? ซึ่งคำตอบที่ได้รับกลับมาอย่างชาญฉลาดคือ "ใช่ครับ ทูตหนึ่งท่าน สำหรับกษัตริย์หนึ่งพระองค์"
