บทที่ 5.XXXVIII.: ว่าด้วยพื้นวิหารอันน่าอัศจรรย์
by WorldApexเมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข้อความเหล่านั้นแล้ว ก็รู้สึกเลื่อมใสในความงามของวิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางพื้นวิหาร ซึ่งไม่มีผลงานใดที่เคยมีมาหรือมีอยู่ในปัจจุบันภายใต้ผืนฟ้าแห่งนี้จะเปรียบได้ ไม่ว่าจะเป็นวิหารแห่งโชคชะตาที่เมืองพรีเนสเตในสมัยของซิลลา หรือพื้นแบบอาซาโรตัมของชาวกรีกที่โซซิสตราตัสรังสรรค์ไว้ที่เมืองเพอร์กามุม เพราะพื้นแห่งนี้ประกอบขึ้นจากช่องของหินมีค่าตามสีธรรมชาติทั้งหมด ช่องหนึ่งเป็นหินแจสเปอร์สีแดงที่มีจุดแต้มอย่างน่าหลงใหล อีกช่องเป็นหินโอไฟต์ ช่องที่สามเป็นหินพอร์ไฟรี ช่องที่สี่เป็นหินไลโคฟธัลมี ซึ่งเป็นหินสี่สีและพรมด้วยประกายทองเล็กละเอียดราวกับอะตอม ช่องที่ห้าเป็นหินอาเกตที่มีริ้วคลื่นสีน้ำนมแทรกอยู่เป็นระยะ ช่องที่หกเป็นหินคาลซิโดนีหรือหินนิลอันล้ำค่า และอีกช่องเป็นหินแจสเปอร์สีเขียวที่มีเส้นแร่สีแดงและสีเหลืองปรากฏอยู่ และทั้งหมดนี้ถูกจัดวางเรียงเป็นแนวทแยง
ที่บริเวณมุขหน้า มีหินก้อนเล็กๆ ฝังประดับและเชื่อมต่อกันอย่างเรียบเนียนบนพื้น โดยใช้สีธรรมชาติของหินเพื่อเสริมความงามของรูปทรง และถูกจัดวางในลักษณะที่ทำให้ท่านคิดว่ามีใบองุ่นและกิ่งก้านถูกโปรยไว้บนพื้นอย่างไม่ตั้งใจ เพราะบางแห่งก็หนาแน่นและบางแห่งก็เบาบาง การฝังประดับนั้นน่ามหัศจรรย์ยิ่งนักในทุกจุด ตรงนี้เห็นหอยทากกำลังคลานอยู่บนพวงองุ่นราวกับอยู่ในร่มเงา ตรงนั้นมีกิ้งก่าตัวน้อยวิ่งอยู่บนกิ่งก้าน ด้านนี้เป็นพวงองุ่นที่ดูเหมือนยังเขียวอยู่ ส่วนอีกด้านเป็นพวงที่ดูสุกงอม ซึ่งเหมือนจริงเสียจนสามารถหลอกนกซาตาร์ลิงและนกชนิดอื่นๆ ได้ง่ายดายพอๆ กับภาพที่ซูซิสวาดไว้
มิหนำซ้ำ แม้แต่พวกเราเองก็ยังถูกหลอก เพราะในจุดที่ศิลปินดูเหมือนจะโปรยกิ่งองุ่นไว้หนาแน่นที่สุด เราอดไม่ได้ที่จะต้องก้าวเท้ากว้างๆ ด้วยเกรงว่าเท้าจะไปพันเข้ากับกิ่งก้าน เหมือนเวลาที่ผู้คนเดินข้ามพื้นที่เต็มไปด้วยหินขรุขระ
จากนั้นข้าพเจ้าจึงทอดสายตามองไปยังหลังคาและผนังวิหาร ซึ่งทั้งหมดฉาบด้วยหินพอร์ไฟรีและงานโมเสก โดยทางด้านซ้ายตรงทางเข้าได้ถ่ายทอดภาพการรบที่เทพแบคคัสผู้ใจดีทรงปราบชาวอินเดียได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนี้

0 Comments