ตอนที่ 48: CHAPTER XXXVI
byบทที่ 36
ช่วงนั้นผมยุ่งอยู่กับหลายอย่าง ทั้งรวบรวมข้อมูลสำหรับหนังสือ ประวัติและคดีความแห่งนิวเกต (Chronicles of Newgate) เขียนบทวิจารณ์หนังสือให้วารสารฉบับหนึ่งที่ก่อตั้งขึ้นด้วยแนวคิดแปลกใหม่ และบางครั้งก็พยายามอย่างเต็มที่ในการแปลงานปรัชญาของสำนักพิมพ์บางส่วนเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งงานชิ้นหลังนี้แหละที่ทำให้ผมเจอกับอุปสรรคไม่น้อย
จริงอยู่ที่ผมพอมีความรู้ภาษาเยอรมันอยู่บ้าง และแปลจากเยอรมันเป็นอังกฤษได้คล่องแคล่ว แต่การแปลจากภาษาต่างประเทศมาเป็นภาษาแม่นั้นต่างกับการแปลจากภาษาแม่เป็นภาษาต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง ในช่วงแรกที่ผมลองแปลงานของสำนักพิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวเองล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะความไม่แม่นยำในไวยากรณ์เยอรมัน แต่ด้วยความช่วยเหลือจากตำรา พจนานุกรม และความอดทนอย่างยิ่งยวด ในที่สุดผมก็ก้าวข้ามอุปสรรคทางภาษาไปได้
ทว่ากลับมีปัญหาอีกอย่างที่ใหญ่หลวงกว่าเรื่องภาษาเยอรมัน นั่นคือภาษาที่ตัวผู้เขียนใช้ งานเขียนของท่านผู้นี้เข้าใจยากเหลือเกิน ซึ่งผมหมายถึงเฉพาะในงานเขียนนะ เพราะเวลาพูดคุยกันปกติภาษาอังกฤษของเขาก็เรียบง่ายดี แม้เขาจะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนักวิชาการ แต่เวลาเขียนเขามักชอบใช้คำกรีกและละตินในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็ขัดกับพจนานุกรมโดยสิ้นเชิง ผลก็คือมีหลายครั้งที่ผมมืดแปดด้าน ไม่เข้าใจเลยว่าเขาสื่อถึงอะไร ผมใช้เวลาเป็นสิบนาทีจ้องมองประโยคเหล่านั้น พยายามเดาความหมายแต่ก็ไร้ผล จนสุดท้ายต้องส่ายหัวแล้วหยิบปากกาขึ้นมาแปลแบบตรงตัวตามตัวอักษรไปเลย
บางครั้งผมเกือบจะอดใจไม่ไหว อยากจะเปลี่ยนคำพูดของเขาให้เป็นสำนวนของผมเองเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ความรู้สึกผิดก็เข้ามาขัดขวาง คำเตือนที่ว่า "ผู้แปลคือผู้ทรยศ" (Traduttore traditore) ดังระงมอยู่ในหู ผมถามตัวเองว่ามันจะสมเกียรติหรือถ้าผมทำแบบนั้น ในเมื่อเขาไว้วางใจให้ผมแปลงานอันละเอียดอ่อนนี้เป็นภาษาเยอรมัน ผมควรทำให้เขาพูดภาษาเยอรมันในแบบที่ต่างไปจากที่เขาพูดภาษาอังกฤษอย่างนั้นหรือ? ไม่ ผมยอมรับไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนข้อความลึกลับเหล่านั้นเป็นคำพูดของผมเอง อาจเป็นการทำลายระบบปรัชญาทั้งหมดของเขาลงอย่างรุนแรง อีกอย่าง เวลาผมแปลงานจากต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษ ผมเคยทำแบบนี้ไหม? ผมเคยทำกับเหล่านักขับลำนำใน Kaempe Viser หรือกับ Ab Gwilym หรือเปล่า? แม้แต่ตอนแปลบทกวี "โอ้ถึงสายหมอก" (Ode to the Mist) ที่ตัวบทเดิมก็คลุมเครือเหมือนหมอกอยู่แล้ว ผมยังไม่คิดจะทำให้มันชัดเจนขึ้นเลย เมื่อย้อนกลับไปดูงานแปล ผมพบว่า Ab Gwilym ในฉบับของผมก็ยังคงคลุมเครือเหมือนต้นฉบับเป๊ะ ในเมื่อกับคนที่ไม่ได้จ้างผมแปลผมยังไม่กล้าถือวิสาสะ แล้วกับคนที่จ้างผมมาโดยเฉพาะ ผมจะกล้าเอาความคิดตัวเองไปแทนที่ความคิดเขาได้อย่างไร? ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบอกว่าห้ามทำเด็ดขาด ดังนั้น ผมจึงถ่ายทอดเรื่องราว "แอปเปิลกับลูกแพร์" ของเขาให้ชาวเยอรมันได้รับรู้ในแบบที่เขาเขียนจริงๆ
ตอนแรกผมเกือบจะคล้อยตามทฤษฎีเรื่องลูกแพร์ของเขา เพราะคิดว่าโลกจะเป็นรูปแอปเปิลไปทำไม ในเมื่อเป็นรูปลูกแพร์ก็น่าจะดูสวยกว่า และลูกแพร์ก็เป็นผลไม้ที่ดูดีกว่าแอปเปิล ผมคิดว่าเขาอาจจะพูดถูก และตั้งใจจะเขียนชมจุดนี้ในบทวิจารณ์ที่กำลังจะเขียนลงวารสาร แต่หลังจากนั่งคิดทบทวนอยู่นาน ผมก็เริ่มไม่แน่ใจ ทฤษฎีของออกซฟอร์ดก็น่าสนใจ โลกอาจจะเป็นรูปลูกแพร์ก็ได้ แต่ผมไม่รู้ และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้แน่ๆ คือโลกนี้รสชาติไม่เหมือนลูกแพร์ ผมชอบลูกแพร์ แต่ผมไม่ชอบโลกใบนี้ สำหรับผม โลกมีรสชาติเหมือนแอปเปิลมากกว่า และผมไม่เคยชอบแอปเปิลเลย ผมจึงตัดสินใจสนับสนุนทฤษฎีของออกซฟอร์ด อีกอย่าง ผมเขียนให้วารสารของออกซฟอร์ด จึงมีหน้าที่ต้องสนับสนุนแนวคิดของทางนี้
ในบทวิจารณ์ ผมจึงยืนยันว่าโลกนั้นกลม โดยยกคัมภีร์มาอ้างและพยายามพิสูจน์ว่าแอปเปิลในคัมภีร์คือตัวแทนของโลก ทั้งในด้านรูปร่างและคุณสมบัติ ผมเขียนว่า "แอปเปิลนั้นกลม และโลกก็กลม แอปเปิลเป็นผลไม้รสเปรี้ยวที่น่ารังเกียจ และใครเล่าที่ลิ้มรสโลกใบนี้มามากพอโดยไม่รู้สึกเสียวฟันบ้าง?" อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วผมปฏิบัติกับผู้เขียนอย่างสุภาพและมีมารยาทตามแบบฉบับชาวออกซฟอร์ด ทั้งชื่นชมสไตล์การเขียน ยอมรับว่ามุมมองส่วนใหญ่ของเขามีเหตุผล เพียงแต่เห็นต่างกันแค่เรื่องแอปเปิลกับลูกแพร์เท่านั้น
ผมไม่ชอบการเขียนบทวิจารณ์เลย มันไม่ใช่ทางของผม และผมชอบมันน้อยกว่าการแปลปรัชญาของสำนักพิมพ์นั้นมาก เพราะการแปลงานแบบนั้นดูจะเข้ากับคนที่ถูกขนานนามว่า "ลาเวนโกร" (Lavengro) มากกว่า ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าเขาคิดค้นการเขียนบทวิจารณ์ขึ้นมาทำไม งานที่มีคุณค่าไม่จำเป็นต้องมีใครมาวิจารณ์ เพราะมันพิสูจน์ตัวเองได้และไม่ต้องการคำชม ส่วนงานที่ไร้ค่าก็จะตายไปเองโดยไม่ต้องมีใครไปฆ่า
วารสารที่ผมทำงานด้วยนั้นใช้แผนการดำเนินงานแบบใหม่ คือประกาศว่าจะวิจารณ์หนังสือใหม่ทุกเล่ม ซึ่งไม่เคยมีวารสารฉบับไหนกล้าทำมาก่อน เพราะปกติจะเลือกวิจารณ์เพียงหนึ่งในสิบของหนังสือที่ออกในสมัยนั้น แต่คำว่า "ทุกเล่ม" ของผมหมายถึงเล่มที่ส่งมาให้เท่านั้น เพราะแน่นอนว่าวารสารคงไม่สนใจหนังสือที่ผู้เขียนไม่สนใจวารสาร ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่คิดว่าวารสารจะถูกละเลย เพราะผมเชื่อว่าหนังสือเกือบทั้งหมดในยุคนั้นถูกส่งมาและได้รับการวิจารณ์ตามกำหนด ผมพูดได้เต็มปากเพราะผมดูแลหลายแผนก โดยเฉพาะด้านกวีนิพนธ์และปรัชญา
มีครั้งหนึ่ง งานแปลปรัชญาของคานท์ (Kant) ฉบับภาษาอังกฤษมาวางบนโต๊ะผมก่อนวันตีพิมพ์หนึ่งวัน ในบทวิจารณ์ผมเขียนว่า ในไม่ช้าชาวอังกฤษคงจะได้มอบ quid pro quo (สิ่งตอบแทนที่เท่าเทียม) ให้กับชาวเยอรมันบ้าง ในสมัยนั้นนักเขียนมักจะออกค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์เอง ซึ่งงานกวีนิพนธ์ทุกเล่มที่ผมวิจารณ์ก็ดูจะเป็นแบบนั้น หากถามว่าผมวางตัวอย่างไรในฐานะนักวิจารณ์ ผมตอบได้เลยว่าผมไม่ลืมว่าผมทำงานให้วารสารที่ยึดหลักการของออกซฟอร์ด ซึ่งบรรณาธิการเคยแปลงานของควินทิเลียน (Quintilian) ดังนั้น งานทุกชิ้นที่ผ่านมือผมจึงได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพแบบสุภาพบุรุษชาวออกซฟอร์ด ไม่มีการโจมตีตัวบุคคล ไม่มีการด่าทอ หรือการเหน็บแนมที่ต่ำทราม ความสำรวมคือหัวใจสำคัญ หากจะมีคำตักเตือนบ้าง ก็จะเป็นการพูดอย่างนุ่มนวล เหมือนที่นักศึกษาหรือมหาบัณฑิตของออกซฟอร์ดเขาทำกัน ส่วนเพื่อนร่วมงานคนอื่นจะปฏิบัติกับนักเขียนอย่างไรนั้นผมไม่ทราบ ผมเดาว่าคงสุภาพแบบออกซฟอร์ดเหมือนกัน แต่ผมพูดไม่ได้เต็มปาก เพราะผมไม่อ่านงานวิจารณ์ของเพื่อนร่วมงาน และไม่แม้แต่จะกลับไปอ่านงานของตัวเองหลังจากตีพิมพ์แล้ว เพราะผมเกลียดการเขียนบทวิจารณ์จริงๆ
ในบรรดางานทั้งหมดช่วงนั้น ผมสารภาพเลยว่าผมชอบการรวบรวม "ประวัติและคดีความแห่งนิวเกต" (Newgate Lives and Trials) ที่สุด หลังจากที่ผมก้าวข้ามอคติในตอนแรกได้แล้ว เรื่องการพิจารณาคดีนั้นก็น่าสนใจพอตัว แต่ประวัติชีวิตของเหล่านักโทษต่างหากที่เต็มไปด้วยการผจญภัยที่บ้าบิ่นและเร้าใจ แถมยังเล่าด้วยภาษาที่ดิบและจริงใจ สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดคือศิลปะการเล่าเรื่องแบบเรียบง่ายของผู้เขียน (ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม) การเล่าเรื่องให้ชัดเจนและตรงไปตรงมาด้วยปากเปล่านั้นไม่ง่าย แต่การเขียนลงกระดาษนั้นยากยิ่งกว่า เพราะมีกับดักมากมาย ผู้คนมักกลัวการเขียนเรื่องธรรมดาๆ ลงไป จึงพยายามตกแต่งเรื่องราวด้วยการใส่การวิเคราะห์หรือการสะท้อนเชิงปรัชญา เพราะอยากจะดูโดดเด่น และคนที่อยากเด่นมักจะเล่าเรื่องให้เรียบง่ายไม่ได้
"ผมจึงตามพวกเขาไปยังซุ้มดนตรี ที่นั่นพวกเขาทำให้ผมเกือบเมาเหล้ายิน แล้วก็เริ่มพูดภาษาลับของพวกโจรซึ่งผมฟังไม่รู้เรื่อง" นี่คือคำพูดของ เฮนรี ซิมส์ (Henry Simms) ผู้ถูกประหารชีวิตที่ไทเบิร์นเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีก่อนหน้าช่วงเวลาที่ผมเล่า ผมมองว่าประโยคนี้คือผลงานชิ้นเอกของการเล่าเรื่อง เพราะมันกระชับและชัดเจนมาก เมื่อผมได้อ่านข้อความแบบนี้ ซึ่งมีอยู่มากมายในประวัติชีวิตแห่งนิวเกต ผมมักจะถอนหายใจด้วยความเสียดายที่โชคชะตาไม่ให้ผมได้แปลเรื่องราวเหล่านี้เป็นภาษาเยอรมัน แทนที่จะต้องมาแปลปรัชญาเรื่องแอปเปิลกับลูกแพร์ของสำนักพิมพ์นั่น
ช่วงนั้นจิตใจผมค่อนข้างปั่นป่วน เมื่อได้อ่านเรื่องราวของพวกโจรและนักล้วงกระเป๋า ความสงสัยแปลกๆ เกี่ยวกับความดีและความชั่วก็เริ่มผุดขึ้นมา ตอนเด็กๆ ผมเคยเป็นพวกเชื่อในเรื่องเหตุปัจจัย (necessitarian) ถึงขั้นเคยเขียนเรียงความเรื่องอาชญากรรม (ซึ่งตอนนี้วางอยู่ตรงหน้าผม เขียนด้วยลายมือกลมๆ แบบเด็กๆ) โดยพยายามพิสูจน์ว่าความดีหรือความชั่วไม่มีอยู่จริง ทุกการกระทำของเราเป็นเพียงผลลัพธ์ของสถานการณ์หรือความจำเป็นเท่านั้น ความสงสัยเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผมนึกไม่ออกเลยว่า หากพิจารณาทุกปัจจัยประกอบกันแล้ว พวกโจรป่าหรือนักล้วงกระเป๋าเหล่านี้จะเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร เช่นเดียวกับที่บิชอปลาทิเมอร์ (Bishop Latimer) — ซึ่งผู้อ่านคงทราบว่าผมเคยอ่านหนังสือ Book of Martyrs ของฟ็อกซ์ — จะเป็นอย่างอื่นไปได้นอกเหนือจากบิชอปลาทิเมอร์ ช่วงนั้นจิตใจผมไม่ปกติเอาเสียเลย
ความคิดประหลาดๆ ที่ว่าทุกอย่างเป็นเพียงความฝันที่หลอกลวงก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง บางคืนตอนเที่ยงคืน หลังจากตรากตรำทำงานมาหลายชั่วโมง ผมจะทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ มองไปรอบๆ ห้องเช่าซอมซ่อที่สว่างรำไรด้วยแสงเทียนที่เขม่าเกาะหนา หรือมองกองหนังสือและกระดาษตรงหน้า แล้วอุทานว่า "ฉันมีตัวตนจริงๆ หรือเปล่า? สิ่งที่ฉันเห็นรอบตัวนี้มีอยู่จริงไหม? หรือทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน… ฝันที่หลอกลวง? ห้องนี้เป็นความฝัน เฟอร์นิเจอร์เป็นความฝัน สำนักพิมพ์เป็นความฝัน ปรัชญาของเขาก็เป็นความฝัน? แล้วตัวฉันเองล่ะ เป็นแค่ความฝันที่กำลังฝันว่ากำลังแปลความฝันอยู่หรือเปล่า? ฉันไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไมทุกอย่างจะเป็นความฝันไม่ได้ แล้วความจริงจะมีประโยชน์อะไร?"
จากนั้นผมก็จะหยิกตัวเอง และเล็มไส้เทียนที่เต็มไปด้วยควัน "ฉันไม่เห็นประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้เลย ดังนั้นทำไมฉันต้องเชื่อว่ามันมีอยู่จริง? ถ้ามันมีโอกาสหรือความเป็นไปได้ว่าทั้งหมดนี้จะนำไปสู่บางสิ่ง ฉันอาจจะเชื่อ แต่…" แล้วผมก็จะจ้องมองและครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะส่ายหัวและกลับไปทำงานต่ออีกชั่วโมงสองชั่วโมง จากนั้นอาจจะเริ่มตัวสั่น หาว และมองไปยังห้องนอนด้วยความโหยหา แล้วหันกลับมามองกองกระดาษและหนังสือด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป บางครั้งผมก็กลับไปทำงานต่อ แต่บ่อยครั้งที่ผมลุกขึ้น หาวและสั่นอีกรอบ แล้วถือไฟเดินไปยังห้องนอน
เขาว่ากันว่ากินน้อยฝันดี แต่ช่วงนั้นผมกินน้อยจริง ทว่าฝันของผมกลับไม่ดีเลย ผมฝันเรื่องแปลกประหลาดและหลุดโลกสารพัด อย่างหนึ่งที่ผมฝันคือ โลกทั้งใบหันมาคลั่งไคล้การกัดสุนัข และตัวผมเองก็ร่วมวงด้วย ในสนามประลองขนาดมหึมา ผมได้วางเดิมพันให้บูลด็อกอังกฤษสู้กับสุนัขล่าเนื้อของพระสันตะปาปาแห่งโรม
