Search Bookmarks
    Chapter Index

    กระดาษโน้ตแผ่นที่แอนทำหายนั้น หากจำกันได้ จะมีจดหมายสองฉบับ ฉบับหนึ่งลงชื่อเธอ อีกฉบับลงชื่อเจฟฟรีย์ ซึ่งในสายตาคนนอก เนื้อความในนั้นบ่งบอกถึงความสัมพันธ์บางอย่างที่ทั้งคู่พยายามปกปิดไม่ให้ใครรู้

    มิสเตอร์บิชอปริกส์คิดว่าหากเขาสังเกตการณ์ที่สวอนเฮเวนให้ดี เขาอาจจะหาทางเปลี่ยนจดหมายที่ขโมยมานี้ให้กลายเป็นเงินได้ เขาจึงเก็บมันไว้ในกระเป๋าตั้งแต่ตอนออกจากเคิร์กแอนดรูว์ นอกจากนี้เขายังจำแบลนช์ได้ว่าเธอเป็นเพื่อนกับหญิงสาวที่พักในโรงแรม ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางทำเงินให้เขาได้ และเขายังแอบได้ยินทุกคำพูดที่เลดี้ลันดีคุยกับมิสซิสเดลาเมนเรื่องเจฟฟรีย์กับมิสซิสเกลนอาร์มอีกด้วย บิชอปริกส์มั่นใจว่าก่อนที่แขกจะแยกย้ายและบริกรจะถูกปล่อยตัวกลับบ้าน เขาต้องหาเหตุผลดีๆ มายินดีกับตัวเองที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานเลี้ยงที่สวอนเฮเวนลอดจ์ครั้งนี้แน่นอน

    ช่วงบ่ายแก่ๆ บรรยากาศรื่นเริงบนโต๊ะอาหารเริ่มจืดจางลงในบางกลุ่ม

    แขกวัยรุ่น โดยเฉพาะพวกผู้หญิง เริ่มอยู่ไม่สุขเมื่อของหวานถูกนำมาเสิร์ฟ พวกเธอต่างมองไปยังสนามหญ้าเขียวขจีกลางลานกว้างด้วยความโหยหา บางคนเผลอใช้นิ้วเคาะจังหวะเพลงวอลตซ์ที่วงดนตรีกำลังบรรเลงอย่างใจลอย เมื่อมิสซิสเดลาเมนสังเกตเห็นจึงลุกขึ้นเป็นคนแรก และสามีของเธอก็ส่งสัญญาณบอกวงดนตรี เพียงสิบนาทีต่อมา การเต้นรำแบบควอดริลครั้งแรกก็เริ่มขึ้นบนผืนหญ้า โดยมีเหล่าผู้ชมยืนล้อมรอบเป็นกลุ่มๆ ดูสวยงาม ส่วนพวกคนรับใช้และบริกรที่หมดหน้าที่แล้วก็ปลีกตัวออกไปปิกนิกกันเอง

    คนสุดท้ายที่ละจากโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่าคือบิชอปริกส์ผู้เฒ่า เขาเป็นคนเดียวในบรรดาบริกรที่รู้จักวิธีทำตัวให้ดูเหมือนกำลังดูแลแขก แต่จริงๆ แล้วแอบหาความสำราญให้ตัวเอง แทนที่จะรีบไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงาน เขากลับเดินวนรอบโต๊ะ ทำทีเป็นเก็บเศษขนมปัง แต่ความจริงคือแอบดื่มไวน์ที่เหลือในแก้วจนเกลี้ยง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับงานนี้ เขาก็สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกจากด้านหลัง พอหันไปก็พบว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับมิสลันดี

    “ฉันอยากได้น้ำเย็นๆ ค่ะ” แบลนช์บอก “ช่วยไปตักน้ำจากลำธารให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ”

    เธอชี้ไปยังลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลรินอยู่ปลายลานกว้าง

    บิชอปริกส์ทำท่าตกใจอย่างเป็นธรรมชาติ

    “พุทโธ่ คุณหนู” เขาอุทาน “จะยอมให้ท้องเสียเพราะน้ำเย็นๆ ทำไมกัน ในเมื่อมีไวน์ให้ดื่มตั้งเยอะแยะ แค่เอ่ยปากขอเอง!”

    แบลนช์ส่งสายตาปรามเขา บิชอปริกส์ไม่ใช่คนหัวช้า เขาจึงรีบหยิบแก้ว ขยิบตาข้างที่ยังใช้งานได้ให้เธอ แล้วนำทางไปยังลำธาร ภาพของหญิงสาวที่อยากดื่มน้ำพุธรรมชาติกับบริกรที่ไปตักน้ำให้ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีใครสงสัย และด้วยเสียงดนตรีที่บรรเลงอยู่ จึงไม่มีใครได้ยินว่าทั้งคู่คุยอะไรกันที่ริมลำธาร

    “จำฉันได้ไหมคะ ที่โรงแรมในคืนที่มีพายุ?” แบลนช์ถาม

    บิชอปริกส์มีเหตุผลบางอย่าง (ซึ่งถูกเก็บไว้อย่างดีในสมุดพก) ที่ทำให้เขาไม่รีบยอมรับในทันที

    “ข้าไม่ได้บอกว่าจำไม่ได้นะคุณหนู ใครเล่าจะกล้าตอบแบบนั้นกับสาวสวยอย่างคุณ”

    เพื่อช่วยกระตุ้นความจำ แบลนช์จึงหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา บิชอปริกส์เริ่มเปลี่ยนความสนใจไปมองทิวทัศน์รอบตัว เขามองสายน้ำที่ไหลผ่านด้วยสายตาของคนที่ไม่ไว้ใจน้ำเปล่าในฐานะเครื่องดื่มเอาเสียเลย

    “ดูเจ้านี่สิ” เขาพูดกับลำธาร “ไหลไปสู่ความพินาศในทะเลสาบโน่น! ข้าไม่เห็นว่าเจ้าจะมีอะไรดีในสภาพดิบๆ แบบนี้ เขาว่ากันว่าเจ้าเป็นตัวแทนของชีวิตมนุษย์ ข้าขอค้าน เด็ดขาด เจ้าจะไม่มีค่าอะไรเลยจนกว่าจะถูกต้มให้ร้อน เติมน้ำตาลให้หวาน และเสริมฤทธิ์ด้วยวิสกี้ ถึงตอนนั้นเจ้าถึงจะเป็น ‘ทอดดี้’ (เหล้าผสมน้ำร้อน) และเมื่อนั้นแหละที่ชีวิตมนุษย์จะยอมรับในตัวเจ้า!”

    “ตั้งแต่ตอนอยู่ที่โรงแรม ฉันได้ยินเรื่องของคุณมากกว่าที่คุณคิดนะคะ” แบลนช์พูดต่อ (เธอเปิดกระเป๋าสตางค์ออก บิชอปริกส์จึงกลับมาตั้งใจฟังอย่างเต็มที่) “คุณใจดีกับผู้หญิงคนหนึ่งที่พักอยู่ที่เครกเฟอร์นีมาก ฉันรู้ว่าคุณต้องตกงานจากโรงแรมเพราะคุณทุ่มเทดูแลเธอคนนั้น เธอเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุดค่ะ มิสเตอร์บิชอปริกส์ ฉันอยากขอบคุณคุณจริงๆ โปรดรับสิ่งนี้ไว้เถอะนะคะ”

    แบลนช์ส่งความรู้สึกทั้งหมดผ่านสายตาและน้ำเสียง ขณะที่เธอเทเงินในกระเป๋าลงบนมืออันสั่นเทาด้วยโรคเกาต์ (และเต็มไปด้วยความโลภ) ของบิชอปริกส์

    เป็นเรื่องยากที่จะเห็นหญิงสาวพกเงินเต็มกระเป๋า (ไม่ว่าเธอจะรวยแค่ไหนก็ตาม) ในโลกที่ศิวิไลซ์แบบนี้ เพราะไม่เงินหมดก็มักจะลืมทิ้งไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งที่บ้าน ในกระเป๋าของแบลนช์มีเหรียญหนึ่งโซเวอเรนกับอีกหกเจ็ดชิลลิง ซึ่งหากมองว่าเป็นเงินติดตัวของทายาทมหาเศรษฐีมันก็น้อยนิดจนน่าสมเพช แต่สำหรับเงินรางวัลให้บิชอปริกส์แล้ว มันช่างมหาศาล ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์รีบเก็บเงินเข้ากระเป๋าด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างทำท่าเช็ดน้ำตาแห่งความตื้นตันที่ ไม่ได้ ไหลออกมาจริงๆ

    “หว่านพืชเช่นไร ย่อมได้ผลเช่นนั้น!” บิชอปริกส์ตะโกนพร้อมเงยตาข้างเดียวขึ้นฟ้าอย่างศรัทธา “ทำดีได้ดีจริงๆ! ฮึ่ม! ตอนที่ข้าเห็นผู้หญิงผู้น่าสงสารคนนั้นครั้งแรก ข้ายังบอกเลยว่า ‘ข้ารู้สึกเหมือนเป็นพ่อของเจ้า’ ช่างน่ามหัศจรรย์ที่ความดีของคนเราย้อนกลับมาหาในโลกที่โหดร้ายใบนี้” บิชอปริกส์พูดต่อพลางจ้องแบลนช์ด้วยความคาดหวัง “ตอนที่แม่สาวน้อยคนนั้นมองข้า ข้ารู้สึกถึงความผูกพันทางใจอย่างรุนแรงเลยล่ะ เธอเป็นคนบอกคุณเรื่องที่ข้าช่วยเธอตอนที่ยังทำงานอยู่ที่โรงแรมใช่ไหม?”

    “ใช่ค่ะ เธอเป็นคนบอกฉันเอง”

    “ข้าขอเสียมารยาทถามได้ไหมว่า ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”

    “ฉันไม่ทราบค่ะ มิสเตอร์บิชอปริกส์ ฉันเสียใจมากที่ต้องบอกว่าเธอจากไปแล้ว และฉันไม่รู้ว่าเธอไปที่ไหน”

    “โอ้! แย่จริง แล้วไอ้คุณสามีที่เดินตามก้นเธอต้อยๆ วันหนึ่ง แล้วหายหัวไปพร้อมแสงอาทิตย์อีกวันล่ะ สองคนนั้นหนีไปด้วยกันหรือเปล่า?”

    “ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยค่ะ ไม่เคยเห็นหน้าด้วยซ้ำ คุณเคยเห็นเขา บอกฉันหน่อยได้ไหมคะว่าเขาเป็นคนยังไง?”

    “เหอะ! ก็แค่คนอ่อนแอคนหนึ่ง ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเชอร์รี่ไวน์ดีๆ เป็นยังไง ข้อดีอย่างเดียวคือใจป้ำเรื่องเงิน—ใช่ ใจป้ำเรื่องเงินจริงๆ!”

    เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเค้นคำบรรยายลักษณะของชายที่อยู่กับแอนได้มากกว่านี้ แบลนช์จึงเข้าสู่จุดประสงค์หลักของการสนทนา เธอไม่อยากเสียเวลาอ้อมค้อม จึงวกเข้าเรื่องที่ละเอียดอ่อนและน่ากังวลอย่างเรื่องจดหมายที่หายไปทันที

    “มีอีกเรื่องที่ฉันอยากจะบอกคุณค่ะ” เธอเริ่ม “เพื่อนของฉันทำของหายตอนพักที่โรงแรม”

    ความสงสัยในใจของบิชอปริกส์มลายหายไปทันที เพื่อนของหญิงสาวรู้เรื่องจดหมายที่หายไป และที่สำคัญกว่านั้น ดูเหมือนเธอจะอยากได้มันคืน!

    “อ้อ! ใช่ๆ” เขาตอบด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ปกติอยู่แล้ว ตั้งแต่เจ้าของโรงแรมลงมา ทุกคนในนั้นน่ะตัวแสบทั้งนั้นตั้งแต่ข้าลาออกมา ของที่ว่าหายคืออะไรหรือครับ?”

    “จดหมายฉบับหนึ่งค่ะ”

    สายตาคาดหวังและกังวลกลับมาอีกครั้ง บิชอปริกส์เริ่มคิดหนักว่าการหายไปของจดหมายนี้มีเรื่องการลักขโมยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

    “ที่ว่า ‘หาย’ นี่ หมายถึงถูกขโมยหรือเปล่าครับ?”

    แบลนช์รู้ทันทีว่าต้องทำให้เขาสบายใจในจุดนี้

    “โอ้ ไม่ค่ะ!” เธอตอบ “ไม่ได้ถูกขโมย แค่หายไป คุณพอจะรู้อะไรบ้างไหมคะ?”

    “แล้วทำไม ข้า ต้องรู้เรื่องนี้ด้วยล่ะ?” เขาจ้องแบลนช์เขม็ง และสังเกตเห็นความลังเลชั่วขณะบนใบหน้าของเธอ “บอกข้ามาเถอะคุณหนู ในเมื่อคุณมาถามข่าวเรื่องจดหมายของเพื่อน… ทำไมถึงเจาะจงมาถาม ข้า?”

    คำถามนี้คือจุดตัดสิน อาจกล่าวได้ว่าอนาคตของแบลนช์ขึ้นอยู่กับคำตอบของเธอในตอนนี้

    หากเธอมีเงินพอ และกล้าพูดว่า “คุณมีจดหมายฉบับนั้นอยู่ มิสเตอร์บิชอปริกส์ ฉันสัญญาว่าจะไม่ถามอะไรทั้งนั้น และจะให้เงินคุณสิบปอนด์เพื่อแลกกับมัน” ข้อตกลงคงเกิดขึ้นทันที และเหตุการณ์หลังจากนี้คงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่เธอไม่มีเงินเหลืออยู่เลย และในวงสังคมที่สวอนเฮเวนก็ไม่มีเพื่อนคนไหนที่เธอจะกล้ายืมเงินสิบปอนด์มามอบให้เขาเป็นการลับโดยไม่ถูกเข้าใจผิด ด้วยความจำเป็นบีบบังคับ แบลนช์จึงต้องละทิ้งความหวังที่จะใช้เงินซื้อความเชื่อใจจากบิชอปริกส์

    ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการใช้ชื่อของเซอร์แพทริกเป็นเครื่องมือ หากเป็นผู้ชายในสถานการณ์นี้ คงมองว่าการเสี่ยงแบบนี้คือความบ้าคลั่ง แต่แบลนช์ซึ่งเคยทำเรื่องวู่วามมาแล้วครั้งหนึ่ง กลับพุ่งเข้าหาความเสี่ยงอีกครั้งอย่างไม่ลังเล ความกระหายที่จะตามหาแอนทำให้เธอใจร้อน เหมือนตอนที่เธอรีบซักไซ้เจฟฟรีย์ก่อนเขาจะออกจากวินดี้เกตส์ และตอนนี้เธอก็ตัดสินใจแย่งการจัดการบิชอปริกส์มาจากมืออันเชี่ยวชาญของเซอร์แพทริก ความรักแบบพี่น้องที่โหยหาทำให้หัวใจเธอกระซิบว่า ‘เสี่ยงเลย!’ และแบลนช์ก็ทำตามนั้นทันที

    “เซอร์แพทริกบอกให้ฉันมาหาคุณค่ะ” เธอพูด

    มือของบิชอปริกส์ที่เกือบจะยื่นจดหมายออกมาเพื่อแลกกับรางวัล หดกลับทันทีที่ได้ยินคำนั้น

    “เซอร์แพทริก?” เขาพูดซ้ำ “โอ้! คุณบอกเรื่องนี้กับเซอร์แพทริกแล้วเหรอ? ช่างเป็นคนที่หัวไวเสียจริง! แล้วท่านว่ายังไงบ้างล่ะ?”

    แบลนช์สังเกตเห็นน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป เธอจึงระมัดระวังคำพูดอย่างยิ่ง (แม้จะสายเกินไปแล้วก็ตาม)

    “เซอร์แพทริกคิดว่าคุณอาจจะพบจดหมายฉบับนั้น และอาจจะเพิ่งนึกขึ้นได้หลังจากออกจากโรงแรมมาแล้วค่ะ”

    บิชอปริกส์นึกถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานกับเจ้านายเก่า และสรุปได้อย่างถูกต้องว่า มุมมองของเซอร์แพทริกที่มีต่อเขาในเรื่องจดหมายหาย ไม่ได้ใสซื่ออย่างที่แบลนช์พยายามนำเสนอ “ตาเฒ่าปีศาจคนนั้น” เขาคิดในใจ “รู้จักข้าดีกว่า นั้น!

    “ว่ายังไงคะ?” แบลนช์ถามอย่างไม่อดทน “เซอร์แพทริกคิดถูกไหม?”

    “ถูกเหรอ?” บิชอปริกส์ตอบอย่างฉะฉาน “ท่านน่ะห่างไกลจากความจริงยิ่งกว่าระยะทางจากบ้านจอห์นโอโกรตส์ไปถึงเยริโคเสียอีก!”

    “คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจดหมายเลยเหรอคะ?”

    “ไม่รู้แม้แต่นิดเดียว เรื่องจดหมายนี่ข้าเพิ่งเคยได้ยินจากปากคุณนี่แหละ”

    หัวใจของแบลนช์หล่นวูบ เธอทำแผนพังและขัดขาเซอร์แพทริกเป็นครั้งที่สองหรือเปล่า? ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น! เธอยังมีโอกาสที่ชายคนนี้จะยอมเชื่อใจอาของเธอ มากกว่าจะเชื่อใจคนแปลกหน้าอย่างเธอ สิ่งที่ฉลาดที่สุดที่ควรทำตอนนี้คือการปูทางให้เซอร์แพทริกได้ใช้บารมีและความสามารถจัดการต่อ เธอจึงเริ่มบทสนทนาใหม่โดยมีเป้าหมายนั้น

    “เสียใจด้วยนะคะที่เซอร์แพทริกเดาผิด” เธอพูดต่อ “เพื่อนของฉันอยากได้จดหมายคืนมากตอนที่ฉันเจอเธอครั้งสุดท้าย ฉันเลยหวังว่าจะได้ข่าวจากคุณ แต่ไม่ว่าท่านจะเดาถูกหรือผิด เซอร์แพทริกมีเหตุผลที่อยากพบคุณ และฉันขอแจ้งให้ทราบว่า ท่านได้ฝากจดหมายถึงคุณไว้ที่โรงแรมเครกเฟอร์นีค่ะ”

    “ข้าว่าจดหมายนั่นคงต้องรอนานหน่อยนะ ถ้าต้องรอจนกว่าข้าจะกลับไปที่โรงแรม” บิชอปริกส์เปรย

    “ถ้าอย่างนั้น” แบลนช์รีบพูด “คุณควรให้ที่อยู่ที่เซอร์แพทริกจะเขียนจดหมายถึงคุณได้ คุณคงไม่อยากให้ฉันบอกท่านว่าฉันเจอคุณที่นี่ แต่คุณปฏิเสธที่จะติดต่อกับท่านใช่ไหมคะ?”

    “อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาด!” บิชอปริกส์อุทานอย่างแรงกล้า “สิ่งเดียวที่ข้าจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด คือความเคารพที่ข้ามีต่อเซอร์แพทริก ข้าจะขอรบกวนให้คุณหนูช่วยถือการ์ดใบนี้ไว้ ข้ายังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง (น่าเสียดายที่อายุขนาดนี้แล้ว!) แต่ถ้าเซอร์แพทริกต้องการตัวข้า ท่านสามารถติดต่อข้าได้ที่นี่” เขายื่นการ์ดใบเล็กๆ มอมแมมใบหนึ่งให้แบลนช์ ซึ่งเป็นชื่อและที่อยู่ของคนขายเนื้อในเอดินบะระ “ซามูเอล บิชอปริกส์” เขาพูดอย่างลื่นไหล “ฝากถึงเดวี่ ดาว คนขายเนื้อ ถนนคาวเกต เอมโบร ที่นั่นแหละครับคือที่ลี้ภัยของข้าในตอนนี้”

    แบลนช์รับที่อยู่นั้นมาด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แม้เธอจะเสี่ยงทำหน้าที่แทนเซอร์แพทริกและล้มเหลวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอก็ได้ประโยชน์บางอย่างเป็นการชดเชย คือการเปิดช่องทางติดต่อระหว่างอาของเธอกับบิชอปริกส์ “คุณจะได้รับข่าวจากเซอร์แพทริกค่ะ” เธอพูดพร้อมพยักหน้าให้ด้วยความใจดี แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับแขกคนอื่นๆ

    “ข้าจะได้รับข่าวจากเซอร์แพทริกงั้นรึ?” บิชอปริกส์พูดกับตัวเองเมื่ออยู่ลำพัง “เซอร์แพทริกต้องใช้ปาฏิหาริย์ขั้นสูงสุดเลยล่ะ ถึงจะหาซามูเอล บิชอปริกส์ เจอที่ถนนคาวเกต เอมโบร!”

    Note