Chapter Index

    ท่ามกลางความสุขที่เอ่อล้น อัศวินแห่งดวงตะวันก็เอ่ยขึ้นว่า "อัศวินหนุ่ม ข้าตกลงกับนางไว้แล้วว่าเจ้าจะตามเรากลับบ้านหากเจ้าปรารถนา แต่พูดตามตรง ตอนที่ตกลงกันข้าตั้งใจว่าพอพาเจ้าไปถึงซันเวย์เมื่อไหร่ จะจับเจ้าโยนเข้าคุกทันที แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว หากเจ้าอยากจะเดินตามเส้นทางแห่งความพินาศเหมือนอย่างที่ข้าเป็น เจ้าก็จงทำตามใจเจ้าเถิด เอาชุดเกราะและอาวุธของเจ้าคืนไป แล้วจะทำอะไรก็เชิญ แต่ถ้าเจ้าเชื่อคำแนะนำของข้า จงรีบไปเสียพรุ่งนี้ หรือจะให้ดีคือไปคืนนี้เลย และอย่าได้คิดจะร่วมทางกับเราอีก"

    ราล์ฟได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสับสนในใจ ใจหนึ่งเขาอยากจะตอบกลับอัศวินผู้นี้ด้วยท่าทีสุภาพ แต่ในขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกเกลียดชังจนไม่อาจเค้นคำพูดที่อ่อนหวานออกมาได้ เขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า "ข้าจะไม่ทิ้งท่านหญิงตราบเท่าที่นางยังต้องการให้ข้าติดตามไป หากท่านไม่พอใจ ก็จงใช้ความแข็งแกร่งและประสบการณ์การรบที่เหนือกว่าของท่านจัดการข้าเสียสิ ชักดาบออกมาแล้วสู้กับข้าให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย"

    คำพูดนั้นจุดไฟโทสะให้อัศวินแห่งดวงตะวันจนระเบิดออกมา "ถ้าอย่างนั้น มีอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าควรทำ คือจงใช้ดาบที่ข้าเพิ่งคืนให้ แทงนางให้ตายเสียเถอะ นั่นจะเป็นผลดีต่อทั้งเจ้า ข้า และชายที่นอนเจ็บอยู่ตรงนั้นด้วย"

    พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินพล่านไปมาในความสลัว ราล์ฟมองดูเขาด้วยความฉงน แต่ความเกลียดชังกลับลดน้อยลง เพราะเขาเริ่มคิดว่าอัศวินผู้นี้คงโกรธที่รู้ว่าท่านหญิงไม่มีวันรักตน ถึงอย่างนั้นลึกๆ ในใจของราล์ฟก็ยังคงมีความกังวลถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    ครู่หนึ่ง อัศวินแห่งดวงตะวันก็กลับมานั่งลงข้างๆ และเริ่มพูดกับเขาอีกครั้ง "เจ้ารู้ดีว่าข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่เจ้ากลับท้าให้ข้าสู้ด้วย แบบนี้มันถูกต้องแล้วหรือ"
    "แล้วมันผิดตรงไหน" ราล์ฟถาม "ข้าไม่เห็นว่ามันจะผิดอย่างไร"

    อัศวินนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ข้าต้องใช้คำพูดแบบไหนเจ้าถึงจะยอมจากไปในขณะที่ยังทันเวลา? บางทีในวันหน้า ข้าอาจจะใจดีและช่วยเหลือเจ้าก็ได้"

    แต่ราล์ฟไม่ตอบแม้แต่คำเดียว อัศวินจึงถอนหายใจยาว "ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าไม่มีทางยอมไป… เอาเถอะ ตามใจเจ้าแล้วกัน" เขาถอนหายใจอีกครั้งอย่างหนักหน่วง ราล์ฟพยายามข่มใจก่อนจะเอ่ยอย่างสุภาพว่า "ท่านครับ ข้าเสียใจที่กลายเป็นภาระที่น่ารำคาญสำหรับท่าน และข้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงไม่ใช้กำลังกำจัดข้าให้พ้นทางเสีย แต่ในเมื่อทำไม่ได้ ข้าขอถามหน่อยเถอะว่าผู้หญิงคนนี้มีความหมายอย่างไรกับท่าน ท่านถึงอยากให้ข้าฆ่านาง ทั้งที่ท่านเองก็รักนางอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้"

    อัศวินแห่งดวงตะวันหัวเราะอย่างเกรี้ยวกราดและกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ทันใดนั้น ทั้งสองคนที่ดูแลคนเจ็บก็เดินเข้ามาพอดี และท่านนักบวชก็เอ่ยขึ้นว่า "อัศวินผู้นี้คงจะรอดชีวิตครับ แต่โชคดีจริงๆ ที่ท่านหญิงแห่งความอุดมสมบูรณ์มาช่วยไว้ทัน เพราะมือของนางมีพลังในการรักษา เหมือนกับเหล่านักบุญในสมัยโบราณ ขอให้เหล่านักบุญคุ้มครองนางให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง เพราะนางช่างอ่อนโยนและบริสุทธิ์สมคำร่ำลือจริงๆ"

    ท่านหญิงวางมือบนไหล่ของนักบวชเป็นเชิงให้เงียบลง จากนั้นนางก็นั่งลงบนผืนหญ้าข้างอัศวินแห่งดวงตะวัน และเริ่มชวนชายทั้งสามคุยด้วยน้ำเสียงหวานหูและร่าเริง ท่านนักบวชตอบโต้กับนางอย่างออกรส เล่าเรื่องกวางและนกในป่าและลำน้ำที่เขามักเห็นใกล้กับอาศรมของตนตามที่นางถาม จนสุดท้ายเขาก็พูดว่า "ความจริงข้าก็เขินที่จะเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเหล่าสัตว์ของพระเจ้าให้ใครฟังไปทั่ว แต่ท่านรู้ไหม แม้แต่ตอนนี้ข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่ ข้านั่งครุ่นคิดหลายอย่างอยู่ใต้ร่มไม้จนเริ่มเคลิ้มหลับ และในขณะที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั้น ข้าได้ยินพุ่มหนามพูดกับข้าเหมือนมนุษย์ บอกให้ข้าพายเรือทวนน้ำมาช่วยคนที่กำลังลำบาก ข้าจึงมาถึงที่นี่… ขอพระเจ้าอวยพร"

    ในขณะที่ท่านนักบวชเล่า อัศวินแห่งดวงตะวันก็พูดแทรกขึ้นมาเป็นระยะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคำพูดที่ฟังดูหงุดหงิดและประชดประชัน ส่วนราล์ฟนั้นพูดน้อยมากและมักจะตอบแบบใจลอย เพราะเขารู้สึกว่านางพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานและใจดีกว่าคนอื่นๆ เขาตกอยู่ในภวังค์แห่งความรักและความปรารถนาจนแทบไม่รู้ตัวว่ากำลังพูดอะไรออกไป

    เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง โดยมีท่านนักบวชและท่านหญิงคอยสลับกันไปดูแลอัศวินที่บาดเจ็บ ซึ่งตอนนี้เริ่มเพ้อเพราะพิษไข้

    จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิทเนื่องจากดวงจันทร์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่โชคดีที่ไม่มีเมฆฝนหรือพายุ ท่านหญิงจึงเอ่ยว่า "ท่านทั้งหลาย ตอนนี้แสงเทียนของเราดับลงแล้ว ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อนเถอะ เราต่างหาที่นอนที่เหมาะสมในโถงป่าแห่งนี้ ข้าจะนอนใกล้ๆ ท่านพ่อและเพื่อนที่บาดเจ็บ เผื่อว่าท่านต้องการความช่วยเหลือในตอนกลางคืน ส่วนท่าน บารอนแห่งซันเวย์ ท่านจงนอนกั้นระหว่างข้ากับป่า เพื่อปกป้องข้าจากกวางป่าและภูตพราย ส่วนเจ้า หนุ่มน้อยแห่งอัพมีดส์ เจ้าจะรังเกียจไหมหากต้องไปนอนเฝ้าม้า เผื่อว่าพวกมันจะตกใจกลัวอะไรเข้า"

    "ใช่เลย" อัศวินแห่งดวงตะวันประชด "ท่านเป็นนายหญิงของที่นี่จริงๆ อย่างที่เขาว่ากันว่าท่านควบคุมได้ทั้งคนและสัตว์ในป่าลึก แต่ครั้งนี้ข้าต้องยอมรับว่าท่านจัดสรรที่นอนได้ไม่เลว ถ้าเป็นข้า ข้าก็คงจัดให้เป็นแบบนี้เหมือนกัน"

    พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะไปนั่งกอดเข่าอยู่บนรากต้นโอ๊กโดยยังไม่ยอมนอน ส่วนท่านหญิงใช้ใบเฟิร์นที่เหลือจากการทำที่นอนให้คนเจ็บมาปูเป็นที่นอนให้ตนเอง ท่านนักบวชนอนลงบนหญ้าใกล้ๆ และทั้งคู่ก็หลับไปในเวลาอันรวดเร็ว

    ราล์ฟลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขาเดินผ่านร่างของหญิงสาวที่กำลังหลับใหลด้วยความเขินอายจากความรักที่เปี่ยมล้น มุ่งหน้าไปยังที่พักข้างม้าพร้อมกับอาวุธและชุดเกราะ ขณะล้มตัวลงนอน เขาบอกกับตัวเองว่าการได้อยู่ลำพังเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้นอนลืมตาคิดถึงความงดงามและความใจดีของท่านหญิงได้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความเป็นชายหนุ่มที่แข็งแรงและคุ้นชินกับการนอนกลางแจ้งในป่า เมื่อร่างกายเหนื่อยล้าจากงานตลอดทั้งวัน เขาจึงหลับสนิทอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความฝันถึงอดีตหรืออนาคตมารบกวน

    เล่มสอง
    เส้นทางสู่ความวุ่นวาย

    บทที่ 1
    ราล์ฟพบรักในป่ากว้าง

    เขาตื่นขึ้นมาในขณะที่ยังมืดมิด และรู้ตัวว่าถูกปลุกด้วยการสัมผัส แต่ด้วยสัญชาตญาณของนายพรานและนักรบ เขาจึงระงับอาการตกใจไม่ให้ลุกพรวดหรือร้องออกมา จนกระทั่งความง่วงหายไปและเริ่มรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เขาเห็นท่านหญิงโน้มตัวลงมาหา และกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ตื่นเถอะหนุ่มน้อย ตื่นเถอะราล์ฟ อย่าพูดอะไรทั้งนั้น ตามข้าเข้าไปในป่าสักพักก่อนรุ่งสาง ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า"

    เขาลุกขึ้นยืนพร้อมจะตามนางไปทันที หัวใจเต้นรัวด้วยความดีใจและสงสัย "เดี๋ยว" นางกระซิบ "หยิบดาบและชุดเกราะไปด้วยเพื่อความปลอดภัย สวมเสื้อเกราะซะ ข้าจะเป็นผู้ช่วยเจ้าเอง" นางส่งเสื้อเกราะให้เขาใส่ "ทีนี้" นางยังคงพูดเสียงเบา "สวมหมวกเหล็กปิดผมหยิกๆ ของเจ้าไว้ รัดดาบให้แน่น แล้วตามข้ามาเงียบๆ"

    เขาทำตามนั้น และในขณะที่ก้าวเข้าสู่ความมืดมิดของหมู่ไม้ เขารู้สึกถึงมือของนางที่กุมมือเขาไว้ ราล์ฟรู้สึกราวกับได้ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด เพราะแม้จะเป็นเพียงเสียงกระซิบ แต่น้ำเสียงของนางกลับเหมือนการปลอบประโลมและเสียงหัวเราะแห่งความสุขในทุกคำพูด

    นางนำทางเขาไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หลงทางท่ามกลางลำต้นของต้นสนที่มืดมิด ทุกวินาทีเขาเฝ้ารอให้นางบอกเหตุผลที่พาเขามาที่นี่ เพราะกลัวว่าเมื่อพูดจบแล้วนางจะจากเขาไป เขาจึงภาวนาให้ความเงียบและการกุมมือนี้คงอยู่ให้นานที่สุด เพื่อที่เขาจะได้คิดถึงแต่นางเพียงผู้เดียว และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ นางไม่พูดอะไรเลย มีเพียงเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอเหมือนเสียงนกในสวน และเสียงเสียดสีของอาภรณ์ยามที่นางก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ซึ่งดังก้องอยู่ในหูของเขาในป่าที่มืดมิดและไร้ลม

    หลังจากเดินมาได้มากกว่าครึ่งชั่วโมง แสงสว่างเริ่มปรากฏจนเขามองเห็นเงาร่างของนางที่เดินอยู่ข้างๆ นางยังคงกุมมือเขาและก้าวเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้ว่าภายนอกป่ารุ่งอรุณกำลังมาเยือน และแม้แต่ในป่าแห่งนี้ก็เริ่มสว่างจนเกือบจะเป็นเวลาโพล้เพล้

    เมื่อเดินต่อไปอีกนิด แสงสว่างก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เขาได้ยินเสียงนกขับขานอยู่ไม่ไกล และรู้ว่าตอนนี้พวกเขามาถึงชายป่าสนแล้ว นางยังคงนำทางอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงลานหญ้าเล็กๆ ที่มีเพียงต้นเมเปิลและพุ่มหนามล้อมรอบ แสงสว่างจ้าครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่พ้นขอบฟ้า

    ที่นั่น นางปล่อยมือเขาแล้วหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าของนางดูตื่นเต้นและแดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกาย และริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยราวกับกำลังสั่นไหว เขายืนมองนางด้วยตัวที่สั่นเทา ทั้งจากความตื่นเต้นและความกลัวว่านางจะตอบอย่างไรเมื่อเขาบอกความในใจ เพราะครั้งนี้เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เก็บมันไว้อีกต่อไป เขาถอดหมวกเหล็กวางลงบนหญ้า และสังเกตเห็นว่านางสวมเพียงชุดกระโปรงสีเขียว โดยทิ้งผ้าคลุมและเสื้อนอกไว้เบื้องหลัง

    ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด ทันใดนั้นนางก็ยกมือขึ้นปิดหน้า หน้าอกกระเพื่อมไหว ไหล่สั่นสะท้านด้วยเสียงสะอื้น และระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาจนน้ำตาไหลผ่านซอกนิ้ว ราล์ฟรีบทิ้งตัวลงแทบเท้านาง จูบเท้า กอดเข่า และซบหน้าลงกับชายผ้าของนาง เขาออดอ้อนและพร่ำบอกรักด้วยคำพูดมากมาย แต่นางยังคงร้องไห้และไม่พูดอะไร จนกระทั่งนางเอื้อมมือลงมาลูบใบหน้าของเขา เขาจึงประทับริมฝีปากลงบนมือนั้น นางยอมให้เขาทำเช่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงแขนให้เขาลุกขึ้นและนำทางเขาเดินต่อไปอย่างรวดเร็วเหมือนก่อนหน้านี้ เขาไม่รู้ว่าควรทำหรือพูดอะไร และไม่กล้าแม้แต่จะรั้งนางไว้ หรือถามว่าเกิดอะไรขึ้น

    พวกเขาเดินข้ามพื้นที่โล่งที่มีต้นไม้น้อยนิด เขาเงียบสนิท ส่วนนางเดินนำโดยไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าหรือลังเลในเส้นทาง จนกระทั่งกลับเข้าสู่ป่าทึบอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาพยายามจะพูด นางจะรีบปรามว่า "ยังไม่ใช่ตอนนี้! ยังไม่ใช่ตอนนี้!" จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นมาได้ประมาณสามชั่วโมง นางก็นำเขาผ่านพุ่มไม้เฮเซลที่หนาทึบราวกับกำแพง เข้าสู่ลานหญ้าโล่งที่มีหินสีเทาก้อนใหญ่กระจัดกระจาย ดูเหมือนซากวงล้อมพิพากษาของชนเผ่าที่ถูกลืม นางทิ้งตัวลงบนหญ้า ซบหน้าลงท่ามกลางมวลดอกไม้ และเริ่มร้องไห้สะอื้นอีกครั้ง เขาโน้มตัวลงไปหานาง จนกระทั่งนางหันมาดึงเขาลงไปหา ใช้มือประคองใบหน้า และแนบแก้มที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตาเข้ากับแก้มของเขา พร้อมกับจูบเขาอย่างยาวนานและอ่อนหวาน จนราล์ฟแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้งในความรัก

    ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นว่า "เรื่องแรกที่ข้าจะบอกคือ ข้าได้ช่วยเจ้าให้พ้นจากความตายแล้ว และเรื่องนี้ทำให้ข้ามีความสุขจนแทบจะทนไม่ไหว"

    "โอ้ สำหรับข้ามันคือความสุขที่สุด" เขาตอบ "เพราะข้ารอคอยเจ้ามาหลายวันเหลือเกิน" เขาจูบและกอดนางอย่างโหยหา ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดจะเติมเต็มความต้องการได้ จนกระทั่งนางผละออกเล็กน้อย ส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักมาให้แล้วพูดว่า "พอเถอะจ้ะ ให้เราได้คุยกันก่อน"
    "ครับ" เขาตอบ "แต่ข้าขอจับมือเจ้าไว้ได้ไหม"
    "ได้สิ" นางหัวเราะและยื่นมือให้ "ข้าบอกว่าข้าช่วยเจ้าให้พ้นจากความตาย แต่เจ้ายังไม่ได้ถามเลยว่าเรื่องอะไรและอย่างไร"
    "ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามตอนนี้เลย" ราล์ฟกล่าว
    นางถามกลับว่า "เจ้าคิดว่าเขาจะปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่หรือ"

    "ใครกันครับ ในเมื่อเจ้ายังปล่อยให้ข้ามีชีวิตอยู่"

    "เขาก็คือศัตรูของเจ้า อัศวินแห่งดวงตะวันอย่างไรเล่า" นางกล่าว "ทำไมเจ้าไม่หนีไปจากเขาก่อนหน้านี้? จริงๆ เขาไม่ได้อยากฆ่าเจ้าหรอก เขาแค่ต้องการให้เจ้าจากไป แต่ถ้าเจ้าหลงเข้าไปในบ้านของเขา เขาคงจะแทงเจ้าด้วยดาบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คงขังเจ้าไว้ในคุกจนกว่าวัยหนุ่มของเจ้าจะหมดสิ้นไป… ข้าคิดว่ามันต้องเป็นแบบนั้น" นางพูดพลางมองเขาด้วยสายตาสั่นไหว

    ราล์ฟตอบว่า "ข้าจะจากไปได้อย่างไรในเมื่อเจ้ายังอยู่กับเขา? เจ้าไม่เห็นข้าหรือ ข้านึกว่าเจ้าอยากให้ข้าอยู่ต่อ"

    นางมองเขาด้วยความรักที่อ่อนโยนจนเขาแทบจะโผเข้าหานาง แต่นางห้ามไว้พร้อมยิ้มแล้วพูดว่า "อา ใช่ ข้าเห็นเจ้า และข้าไม่คิดว่าเจ้าจะยอมพรากจากข้าไป ข้าจึงเป็นห่วงเจ้า" นางใช้มืออีกข้างสัมผัสแก้มของเขา ราล์ฟถอนหายใจและขมวดคิ้วเล็กน้อย "แต่ชายคนนั้นเป็นใครกันถึงคิดจะฆ่าข้า? และทำไมเขาถึงเป็นทรราชที่ทำให้เจ้าต้องหนีมาเช่นนี้"

    นางหัวเราะแล้วตอบว่า "พ่อคนซื่อ เขาคือสามีของข้านี่เอง"

    ราล์ฟหน้าแดงก่ำ ใบหน้ามืดมนลงทันที เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่นางห้ามไว้ "แต่เขาก็ไม่ได้เป็นสามีข้าเต็มตัวหรอก เพราะก่อนที่เราจะได้ร่วมเตียงกัน เขาต้องสาปแช่งและขับไล่ข้าออกจากบ้านเสียก่อน" นางยิ้ม แต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อจนดวงตาสีเทาของนางดูแปลกตาและเป็นประกาย

    ราล์ฟลุกพรวดขึ้น ชักดาบออกมาครึ่งเล่มและตะโกนลั่น "ขอให้พระเจ้าช่วยให้ข้าฆ่ามันได้! ทำไมข้าถึงฆ่ามันไม่ได้!" เขาเดินพล่านไปมาบนลานหญ้าด้วยความโกรธแค้น แต่นางโน้มตัวมาหาเขาแล้วหัวเราะ "โธ่ พ่อผู้กล้า เราจะไม่กลับไปหาเขาหรอก เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าเจ้า และเขาก็ชนะเจ้าไปแล้ว ที่นี่เป็นที่รกร้าง แต่เจ้าส่งเสียงดังเกินไปแล้วนะ มาพักผ่อนข้างๆ ข้าเถอะ"

    เขาจึงกลับมานั่งลงข้างนาง กุมมือและจูบข้อมือของนางอย่างทะนุถนอม "ใช่ แต่เขากระหายในตัวเจ้ามาก เห็นได้ชัดเลย เป็นโชคร้ายของข้าจริงๆ ที่ไม่ได้ฆ่ามันเสียตอนนั้น"

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note