ตอนที่ 8: CHAPTER VII
byบทที่ 7
บ่ายวันต่อมา ผมขับรถกลับจากด่านบนภูเขาแห่งแรก และแวะจอดที่ smistimento จุดคัดแยกผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยตามเอกสารเพื่อส่งตัวไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ผมนั่งรออยู่ในรถปล่อยให้คนขับจัดการเรื่องเอกสาร วันนั้นอากาศร้อนจัด ท้องฟ้าสีครามสดใส ถนนเป็นสีขาวโพลนและเต็มไปด้วยฝุ่น ผมนั่งเอนหลังบนเบาะสูงของรถฟีอัตโดยไม่ได้คิดอะไรเลย ขณะนั้นมีกองทหารกองหนึ่งเดินผ่านไป ผมมองดูพวกเขาที่กำลังร้อนระอุและเหงื่อท่วมตัว บางคนสวมหมวกเหล็ก แต่ส่วนใหญ่จะห้อยไว้กับเป้สะพายหลัง หมวกส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่เกินไปจนเกือบปิดหูคนใส่ มีเพียงพวกนายทหารเท่านั้นที่สวมหมวกที่ขนาดพอดีตัว พวกเขาคือทหารครึ่งหนึ่งของกองพลบาสิลิกาตา ซึ่งผมจำได้จากแถบสีแดงขาวที่ปกเสื้อ หลังจากกองทหารหลักผ่านไปแล้ว ยังมีทหารตกค้างเดินตามมาห่างๆ เป็นพวกที่เดินตามกองร้อยไม่ทัน สภาพแต่ละคนทั้งเหงื่อโชก ฝุ่นเขรอะ และดูเหนื่อยล้าจนบางคนดูอาการแย่มาก แล้วก็มีทหารคนหนึ่งเดินตามหลังคนสุดท้ายมา เขาเดินกะเผลก ก่อนจะหยุดแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างทาง ผมจึงลงจากรถเดินเข้าไปหา
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
เขาเงยหน้ามองผมแล้วพยายามลุกขึ้นยืน
“ผมจะไปต่อครับ”
“มีปัญหาอะไร”
“ก็… สงครามนี่แหละครับ”
“ขาเป็นอะไร”
“ไม่ใช่ที่ขาครับ ผมเป็นไส้เลื่อน”
“แล้วทำไมไม่ไปกับรถขนส่งล่ะ” ผมถาม “ทำไมไม่ไปโรงพยาบาล”
“เขาไม่ให้ไปครับ หมวดบอกว่าผมจงใจถอดสายรัดออกเอง”
“ไหนขอผมดูหน่อย”
“มันปูดออกมาเลยครับ”
“ข้างไหน”
“ตรงนี้ครับ”
ผมลองคลำดู
“ลองไอสิ” ผมบอก
“ผมกลัวมันจะยิ่งปูดครับ ตอนนี้มันใหญ่กว่าเมื่อเช้าสองเท่าแล้ว”
“นั่งลงก่อน” ผมบอก “เดี๋ยวพอผมจัดการเอกสารคนเจ็บพวกนี้เสร็จ จะพาคุณไปส่งที่หน่วยแพทย์เอง”
“เขาต้องหาว่าผมจงใจทำให้มันเป็นแน่”
“เขาทำอะไรคุณไม่ได้หรอก” ผมบอก “มันไม่ใช่แผลฉกรรจ์ คุณก็เป็นแบบนี้มาก่อนแล้วใช่ไหม”
“แต่ผมทำสายรัดหายครับ”
“เดี๋ยวเขาก็ส่งคุณไปโรงพยาบาลเองแหละ”
“ผมขออยู่ที่นี่ไม่ได้เหรอครับ ท่านหมวด”
“ไม่ได้หรอก ผมไม่มีเอกสารของคุณ”
คนขับรถเดินออกมาพร้อมเอกสารของผู้บาดเจ็บในรถ
“สี่คนไปโรงพยาบาล 105 อีกสองคนไป 132” เขาบอก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ
“คุณขับไปเลย” ผมบอก แล้วช่วยพยุงทหารที่เป็นไส้เลื่อนขึ้นมานั่งบนรถด้วยกัน
“คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหมครับ” เขาถาม
“ได้สิ”
“แล้วคุณคิดยังไงกับสงครามเฮงซวยนี่”
“ห่วยแตก”
“ผมก็ว่ามันห่วยแตก พระช่วย มันห่วยแตกสิ้นดี”
“คุณเคยอยู่ที่อเมริกาเหรอ”
“ใช่ ที่พิตต์สเบิร์ก”
“ผมว่าแล้วว่าคุณต้องเป็นคนอเมริกัน”
“ผมพูดอิตาเลียนไม่ชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เปล่าครับ แต่ผมดูออกว่าคุณเป็นคนอเมริกันแน่ๆ”
“คนอเมริกันอีกคนแล้วเหรอ” คนขับรถพูดเป็นภาษาอิตาลีพลางมองมาที่ทหารคนนั้น
“ฟังนะครับหมวด คุณต้องพาผมไปส่งที่กองพันนั้นจริงๆ เหรอ”
“ใช่”
“คือ… หมอประจำกองพันเขารู้ว่าผมเป็นไส้เลื่อน ผมเลยจงใจทิ้งสายรัดบ้าๆ นั่นไป เพื่อให้มันอาการหนักจนไม่ต้องกลับไปแนวหน้าอีก”
“เข้าใจแล้ว”
“พาผมไปที่อื่นไม่ได้เหรอครับ”
“ถ้าอยู่ใกล้แนวหน้า ผมคงพาคุณไปส่งหน่วยแพทย์เบื้องต้นได้ แต่พอกลับมาทางนี้ คุณต้องมีเอกสารยืนยัน”
“ถ้าผมกลับไป พวกเขาต้องบังคับให้ผมผ่าตัด แล้วก็ส่งผมกลับไปแนวหน้าตลอดกาลแน่”
ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“คุณคงไม่อยากกลับไปแนวหน้าตลอดเวลาใช่ไหม” เขาถาม
“ไม่อยากครับ”
“พระเจ้า สงครามบ้าบออะไรกันเนี่ย”
“ฟังนะ” ผมบอก “คุณลงจากรถแล้วแกล้งล้มลงข้างทาง ทำเป็นหัวกระแทกจนโน เดี๋ยวขากลับผมจะแวะรับคุณไปส่งโรงพยาบาลเอง อัลโด จอดรถตรงนี้แหละ” เราจอดรถข้างทางและผมช่วยพยุงเขาลง
“ผมจะรออยู่ตรงนี้ครับหมวด”
“โชคดีนะ” ผมบอก เราขับต่อไปจนผ่านกองทหารไปได้ประมาณหนึ่งไมล์ จากนั้นก็ข้ามแม่น้ำที่ขุ่นมัวด้วยน้ำที่ละลายจากหิมะและไหลเชี่ยวผ่านตอม่อสะพาน มุ่งหน้าผ่านที่ราบเพื่อนำผู้บาดเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลทั้งสองแห่ง ขากลับผมเป็นคนขับและเร่งเครื่องรถเปล่าเพื่อกลับไปรับชายจากพิตต์สเบิร์กคนนั้น เราผ่านกองทหารที่ดูจะร้อนและเดินช้าลงกว่าเดิม ตามด้วยพวกทหารตกค้าง จนกระทั่งเห็นรถพยาบาลลากด้วยม้าจอดอยู่ข้างทาง ชายสองคนกำลังช่วยกันยกทหารไส้เลื่อนขึ้นรถ พวกเขาขับรถย้อนกลับมารับเขานั่นเอง เขาหันมาส่ายหน้าให้ผม หมวกเหล็กหลุดออก หน้าผากมีเลือดซึมใต้ไรผม จมูกถลอก มีฝุ่นเกาะตามรอยเลือดและเส้นผม
“ดูรอยโนสิครับหมวด!” เขาตะโกน “ช่วยไม่ได้จริงๆ พวกเขาตามมารับผมจนได้”
ผมกลับถึงวิลล่าตอนห้าโมงเย็น เดินไปอาบน้ำตรงจุดล้างรถ จากนั้นก็กลับมาเขียนรายงานในห้อง โดยสวมเพียงกางเกงและเสื้อซับในนั่งอยู่หน้าหน้าต่างที่เปิดกว้าง อีกสองวันการบุกจะเริ่มขึ้น และผมต้องนำรถไปยังพลาวา ผมไม่ได้เขียนจดหมายกลับอเมริกาเสียนานจนรู้ตัวว่าควรทำ แต่พอนานเกินไปมันก็กลายเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มเขียน เพราะไม่มีอะไรจะเล่า ผมจึงส่งไปรษณียบัตรของกองทัพ (Zona di Guerra) ไปสองสามใบ โดยขีดฆ่าทุกอย่างทิ้ง เหลือไว้เพียงคำว่า “ผมสบายดี” แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับพวกเขา ไปรษณียบัตรพวกนี้คงดูดีมากในอเมริกา ดูแปลกและลึกลับดี พื้นที่สงครามแห่งนี้ก็ทั้งแปลกและลึกลับจริงๆ แต่ผมคิดว่ามันถูกจัดการได้ดีและดูโหดร้ายน้อยกว่าสงครามครั้งก่อนๆ ที่รบกับออสเตรีย กองทัพออสเตรียถูกสร้างมาเพื่อให้จักรพรรดินโปเลียนได้รับชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นนโปเลียนคนไหนก็ตาม ผมอยากให้เรามีนโปเลียนบ้าง แต่สิ่งที่เรามีคือ นายพลคาดอร์นา ผู้ท้วมและมั่งคั่ง กับวิตตอริโอ เอ็มมานูเอเล ชายร่างเล็กคอยาวที่มีเคราแพะ ส่วนทางปีกขวามีดยุกแห่งออสต้า บางทีเขาอาจจะดูดีเกินกว่าจะเป็นนายพลผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็ดูสมชายชาตรี หลายคนอยากให้เขาเป็นกษัตริย์เพราะเขามีสง่าราศีแบบนั้น เขาเป็นอาของกษัตริย์และบัญชาการกองทัพที่สาม ส่วนเราอยู่ในกองทัพที่สอง มีปืนใหญ่ของอังกฤษบางหน่วยประจำการอยู่กับกองทัพที่สาม ผมเคยเจอพลปืนสองคนจากหน่วยนั้นในมิลาน พวกเขานิสัยดีมากและเราก็มีคืนที่สนุกด้วยกัน พวกเขาตัวใหญ่ ขี้อาย ประหม่า และตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ผมอยากไปอยู่กับพวกอังกฤษจัง มันคงง่ายกว่านี้มาก ถึงอย่างนั้นผมก็คงถูกฆ่าตายอยู่ดี ไม่ใช่ในงานรถพยาบาลหรอก ใช่ แม้แต่คนขับรถพยาบาลอังกฤษบางครั้งก็ถูกฆ่าตาย แต่ก็นั่นแหละ ผมรู้ว่าผมจะไม่ตาย ไม่ใช่ในสงครามครั้งนี้ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย สำหรับผม สงครามนี้ดูไม่ต่างจากหนังเรื่องหนึ่ง ผมแค่หวังว่ามันจะจบลงเสียที บางทีอาจจะจบในฤดูร้อนนี้ หรือไม่พวกออสเตรียก็อาจจะพ่ายแพ้ไปเอง เหมือนที่เคยเป็นในสงครามครั้งก่อนๆ สงครามครั้งนี้มันเป็นอะไรกันแน่ ใครๆ ก็บอกว่าฝรั่งเศสไม่ไหวแล้ว รินัลดีบอกว่าทหารฝรั่งเศสก่อจลาจลและเดินทัพมุ่งหน้าสู่ปารีส พอผมถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ตอบสั้นๆ ว่า “อ๋อ พวกเขาหยุดไว้ได้” ผมอยากไปออสเตรียแบบไม่มีสงคราม อยากไปป่าดำ (Black Forest) อยากไปเทือกเขาฮาร์ตซ์ (Hartz Mountains) ว่าแต่เทือกเขาฮาร์ตซ์อยู่ที่ไหนกันนะ ตอนนี้พวกเขารบกันอยู่ที่เทือกเขาคาร์เพเทียน ซึ่งผมไม่อยากไปที่นั่นเลย แต่ถ้าไม่มีสงคราม การไปสเปนก็น่าจะดีเหมือนกัน พระอาทิตย์เริ่มตกดิน อากาศเริ่มเย็นลง หลังมื้อค่ำผมจะไปหาแคทเธอรีน บาร์คลีย์ ผมอยากให้เธออยู่ที่นี่ตอนนี้ อยากอยู่กับเธอที่มิลาน อยากไปกินข้าวที่ร้านโคว่า (Cova) แล้วเดินทอดน่องไปตามถนนเวีย มันโซนี (Via Manzoni) ในเย็นวันที่อากาศร้อนๆ ข้ามฝั่งเลี้ยวไปตามลำคลองเพื่อเข้าโรงแรมกับแคทเธอรีน บางทีเธออาจจะยอม บางทีเธออาจจะแกล้งทำเป็นว่าผมคือแฟนหนุ่มที่ตายไปแล้วของเธอ เราเดินเข้าประตูหน้า พนักงานเปิดประตูถอดหมวกคำนับ ผมหยุดที่เคาน์เตอร์คอนเซียร์จเพื่อขอรับกุญแจ เธอจะยืนรอที่ลิฟต์ แล้วเราก็เข้าไปในลิฟต์ที่ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นช้าๆ ส่งเสียงคลิกทุกชั้นจนถึงชั้นของเรา พนักงานเปิดประตูรออยู่ เธอเดินนำเข้าไป ผมเดินตาม เราเดินไปตามโถงทางเดิน ผมไขกุญแจเปิดประตูห้อง แล้วยกหูโทรศัพท์สั่งไวน์คาพรี บิอังกา (Capri Bianca) หนึ่งขวดในถังเงินที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง คุณจะได้ยินเสียงน้ำแข็งกระทบถังดังแว่วมาตามทางเดิน พนักงานเคาะประตู แล้วผมจะบอกให้เขาวางไว้หน้าห้อง เพราะเราจะไม่สวมเสื้อผ้าเลยเนื่องจากอากาศร้อนจัด หน้าต่างเปิดกว้าง มีนกนางแอ่นบินว่อนเหนือหลังคาบ้าน และเมื่อความมืดมาเยือน หากมองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นค้างคาวตัวเล็กๆ บินล่าเหยื่อเหนือหลังคาและยอดไม้ เราจะดื่มไวน์คาพรีในห้องที่ล็อกประตู ท่ามกลางอากาศร้อนที่มีเพียงผ้าปูที่นอนผืนเดียว และเราจะรักกันตลอดทั้งคืนในค่ำคืนที่ร้อนระอุของมิลาน มันควรจะเป็นแบบนั้น ผมจะรีบกินข้าวแล้วไปหาแคทเธอรีน
ในห้องอาหารพวกเขากุยกันมากเกินไป ผมจึงดื่มไวน์ เพราะคืนนี้เราจะรู้สึกเป็นพี่น้องกันไม่ได้เลยถ้าผมไม่ดื่มสักหน่อย และคุยกับบาทหลวงเรื่องอาร์ชบิชอปไอร์แลนด์ ผู้ซึ่งดูจะเป็นคนสูงส่ง ผมแสร้งทำเป็นรู้จักกับความไม่ยุติธรรมที่ท่านได้รับ ทั้งที่ในฐานะคนอเมริกันผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย แต่มันคงเสียมารยาทถ้าผมไม่รู้เรื่องอะไรเลยหลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายอันยอดเยี่ยมว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความเข้าใจผิด ผมคิดว่าท่านมีชื่อที่ไพเราะ และการที่ท่านมาจากมินนิโซตาทำให้ชื่อนั้นดูละมุนขึ้นไปอีก ไอร์แลนด์แห่งมินนิโซตา ไอร์แลนด์แห่งวิสคอนซิน ไอร์แลนด์แห่งมิชิแกน ความสวยงามของมันคือเสียงที่คล้ายกับคำว่าเกาะ (Island) ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น “ครับคุณพ่อ” “จริงครับคุณพ่อ” “อาจจะเป็นอย่างนั้นครับคุณพ่อ” “ไม่ครับคุณพ่อ” “อืม บางทีอาจจะใช่ครับคุณพ่อ” “คุณพ่อรู้เรื่องนี้ดีกว่าผมครับ” บาทหลวงเป็นคนดีแต่จืดชืด พวกนายทหารก็ไม่ค่อยดีแถมยังจืดชืด กษัตริย์ก็ดีแต่จืดชืด มีเพียงไวน์ที่รสชาติแย่แต่ไม่จืดชืด มันกัดกร่อนเคลือบฟันจนรู้สึกได้ที่เพดานปาก
“แล้วบาทหลวงคนนั้นก็ถูกจับขัง” ร็อคก้าเล่า “เพราะเขาพบพันธบัตรดอกเบี้ยสามเปอร์เซ็นต์ในตัวเขา เรื่องนี้เกิดขึ้นในฝรั่งเศสแน่นอน ถ้าเป็นที่นี่เขาไม่มีทางถูกจับ เขาปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องพันธบัตรดอกเบี้ยห้าเปอร์เซ็นต์เลย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เบซีเยร์ ผมอยู่ที่นั่นและอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เลยไปที่คุกเพื่อขอพบบาทหลวง เห็นได้ชัดเลยว่าเขาขโมยพันธบัตรมาจริงๆ”
“ฉันไม่เชื่อสักคำ” รินัลดีขัด
“ตามใจคุณเถอะ” ร็อคก้าตอบ “แต่ผมเล่าให้บาทหลวงของเราฟัง เพราะเรื่องนี้มีสาระมาก ท่านเป็นบาทหลวง ท่านน่าจะเข้าถึง”
บาทหลวงยิ้ม “เล่าต่อสิ ผมกำลังฟังอยู่”
“แน่นอนว่ามีพันธบัตรบางส่วนที่หาไม่เจอ แต่บาทหลวงคนนั้นมีพันธบัตรสามเปอร์เซ็นต์ครบ และมีพันธบัตรท้องถิ่นอีกหลายฉบับ ผมจำไม่ได้ว่าคืออะไรบ้าง ทีนี้จุดสำคัญของเรื่องคือ ผมไปที่คุก ยืนอยู่หน้าห้องขังของเขา แล้วพูดเหมือนกำลังจะสารภาพบาปว่า ‘ขอพรให้ลูกด้วยเถิดคุณพ่อ เพราะคุณพ่อได้ทำบาปแล้ว’”
ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
“แล้วเขาตอบว่ายังไง” บาทหลวงถาม แต่ร็อคก้าเมินคำถามนั้นแล้วหันมาอธิบายมุกให้ผมฟังแทน “คุณเข้าใจประเด็นใช่ไหม” ดูเหมือนมันจะเป็นมุกที่ตลกมากถ้าคุณเข้าใจมันอย่างถูกต้อง พวกเขารินไวน์ให้ผมเพิ่ม และผมก็เล่าเรื่องทหารอังกฤษที่ถูกจับไปอาบน้ำฝักบัว จากนั้นท่านพันตรีก็เล่าเรื่องชาวเชโกสโลวักสิบเอ็ดคนกับสิบตรีชาวฮังการี หลังจากดื่มไวน์ไปอีก ผมก็เล่าเรื่องจ๊อกกี้ที่เจอเหรียญเพนนี ท่านพันตรีบอกว่ามีเรื่องเล่าของอิตาลีที่คล้ายๆ กันเกี่ยวกับดัชเชสที่นอนไม่หลับในตอนกลางคืน พอถึงจุดนี้บาทหลวงก็ขอตัวลา ผมจึงเล่าเรื่องพนักงานขายของที่เดินทางมาถึงมาร์เซยตอนตีห้าขณะที่ลมมิสตรัลกำลังพัดแรง ท่านพันตรีบอกว่าได้ยินมาว่าผมคอแข็ง ผมปฏิเสธ แต่เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องจริง และขอให้สาบานต่อหน้าเทพเจ้าแบกคัส (Bacchus) เพื่อพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ ผมบอกว่าไม่ต้องถึงขั้นแบกคัสหรอก แต่เขายืนยันว่าต้องแบกคัส ผมต้องดวลไวน์แก้วต่อแก้วกับบาสซี ฟิลิปโป วินเชนซ่า บาสซีบอกว่านั่นไม่ใช่การทดสอบ เพราะเขาดื่มไปมากกว่าผมสองเท่าแล้ว ผมสวนกลับว่านั่นเป็นคำโกหกคำโต ไม่ว่าจะมีแบกคัสหรือไม่ หรือจะเป็นฟิลิปโป วินเชนซ่า บาสซี หรือบาสซี ฟิลิปโป วินเชนซ่า เขาก็ไม่ได้แตะไวน์เลยสักหยดตลอดทั้งเย็น แล้วสรุปเขาชื่ออะไรกันแน่ เขาถามกลับว่าชื่อผมคือเฟรเดริโก เอนริโก หรือเอนริโก เฟรเดริโก ผมบอกว่าให้คนเก่งที่สุดชนะไปโดยไม่ต้องพึ่งแบกคัส แล้วท่านพันตรีก็เริ่มให้เราดวลไวน์แดงในแก้วมัค พอผ่านไปครึ่งทางผมก็ไม่อยากดื่มต่อ เพราะนึกขึ้นได้ว่าต้องไปไหน
“บาสซีชนะ” ผมบอก “เขาเก่งกว่าผม ผมต้องไปแล้ว”
“เขาชนะจริงๆ นั่นแหละ” รินัลดีเสริม “เขามีนัดสำคัญ ผมรู้หมดแหละ”
“ผมต้องไปแล้ว”
“ไว้วันหลังนะ” บาสซีบอก “วันที่คุณรู้สึกแข็งแรงกว่านี้” เขาตบไหล่ผม บนโต๊ะมีเทียนจุดสว่างไสว นายทหารทุกคนดูมีความสุขมาก “ราตรีสวัสดิ์ครับทุกท่าน” ผมกล่าว
รินัลดีเดินออกมากับผม เรายืนอยู่บนพื้นดินหน้าประตู เขาบอกว่า “อย่าเดินขึ้นไปทั้งที่เมาแบบนี้เลย”
“ผมไม่ได้เมา รินิน จริงๆ นะ”
“ลองเคี้ยวเมล็ดกาแฟดูสิ”
“ไร้สาระ”
“เดี๋ยวฉันไปเอาให้ พ่อหนุ่ม คุณเดินไปเดินมาแถวนี้แหละ” เขาเดินกลับมาพร้อมเมล็ดกาแฟคั่วกำมือหนึ่ง “เคี้ยวซะ แล้วขอให้พระเจ้าคุ้มครอง”
“แบกคัส” ผมพูด
“เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง”
“ผมไหวนา”
เราเดินผ่านตัวเมืองไปด้วยกันโดยที่ผมเคี้ยวเมล็ดกาแฟไปตลอดทาง เมื่อถึงประตูทางเข้าวิลล่าของอังกฤษ รินัลดีก็บอกลา
“ราตรีสวัสดิ์” ผมบอก “ทำไมไม่เข้าไปด้วยกันล่ะ”
เขาส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ฉันชอบความสุขแบบเรียบง่ายมากกว่า”
“ขอบใจสำหรับเมล็ดกาแฟนะ”
“ไม่เป็นไร พ่อหนุ่ม ไม่เป็นไรเลย”
ผมเริ่มเดินเข้าทางเดิน ต้นไซปรัสที่เรียงรายอยู่สองข้างทางเห็นเป็นเงาชัดเจน ผมหันกลับไปมองเห็นรินัลดียืนส่งอยู่ จึงโบกมือให้เขา
ผมนั่งรอแคทเธอรีน บาร์คลีย์ ลงมาที่ห้องรับแขกของวิลล่า มีใครบางคนกำลังเดินตรงมา ผมรีบลุกขึ้นยืน แต่ไม่ใช่แคทเธอรีน เป็นมิสเฟอร์กูสัน
“สวัสดีค่ะ” เธอพูด “แคทเธอรีนฝากมาบอกว่า เสียใจด้วยนะคะที่คืนนี้เธอไม่สามารถออกมาพบคุณได้”
“ผมเสียใจด้วย หวังว่าเธอคงไม่ป่วยนะ”
“เธอก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ค่ะ”
“ฝากบอกเธอด้วยนะครับว่าผมเสียใจจริงๆ”
“ค่ะ จะบอกให้”
“คุณคิดว่าถ้าผมลองมาพบเธอพรุ่งนี้ จะดีไหมครับ”
“คิดว่าดีค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ ราตรีสวัสดิ์”
ผมเดินออกจากประตู และทันใดนั้นผมก็รู้สึกเหงาและว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้ผมมองเรื่องการมาพบแคทเธอรีนเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมดื่มจนมึนและเกือบจะลืมมาด้วยซ้ำ แต่พอไม่ได้พบเธอที่นี่ ผมกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและใจหายอย่างยิ่ง

0 Comments