ตอนที่ 7: CHAPTER VI
byบทที่ 6
ผมต้องออกไปประจำการที่ด่านหน้าอยู่สองวัน พอกลับมาถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว จึงไม่ได้เจอคุณบาร์คลีย์จนกระทั่งเย็นวันถัดมา เธอไม่ได้อยู่ในสวน ผมเลยต้องไปนั่งรอในห้องทำงานของโรงพยาบาลจนกว่าเธอจะลงมา ในห้องนั้นมีรูปปั้นครึ่งตัวทำจากหินอ่อนวางอยู่บนเสาไม้ทาสีเรียงรายไปตามผนัง แม้แต่ตรงโถงทางเดินที่เชื่อมกับห้องทำงานก็ยังมีรูปปั้นพวกนี้ตั้งอยู่เต็มไปหมด ทุกรูปดูคล้ายกันไปหมดตามสไตล์งานหินอ่อน สำหรับผม งานประติมากรรมเป็นเรื่องน่าเบื่อมาแต่ไหนแต่ไร ถึงพวกงานบรอนซ์จะยังดูมีอะไรบ้าง แต่รูปปั้นหินอ่อนพวกนี้ดูแล้วเหมือนสุสานไม่มีผิด แต่ก็นะ สุสานที่เมืองปิซาน่ะสวย แต่ถ้าอยากเห็นงานหินอ่อนห่วยๆ ต้องไปที่เจนัว ที่นี่เคยเป็นวิลล่าของเศรษฐีชาวเยอรมันคนหนึ่ง ซึ่งเขาคงต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อรูปปั้นพวกนี้มา ผมสงสัยว่าใครเป็นคนปั้นและได้ค่าจ้างเท่าไหร่ พยายามมองว่าคนในรูปเป็นสมาชิกในครอบครัวหรือเปล่า แต่ทุกคนถูกปั้นออกมาในสไตล์คลาสสิกเหมือนกันหมดจนบอกอะไรไม่ได้เลย
ผมกุมหมวกนั่งรออยู่บนเก้าอี้ ตามระเบียบแล้วแม้แต่ในเมืองกอริเซียเราก็ต้องสวมหมวกเหล็ก แต่มันทั้งอึดอัดและดูเหมือนการแสดงละครจนเกินไป โดยเฉพาะในเมืองที่ชาวบ้านยังไม่ได้ถูกอพยพออกไป ผมจะใส่หมวกเหล็กก็ต่อเมื่อต้องออกไปที่ด่านหน้า พร้อมกับพกหน้ากากกันก๊าซของอังกฤษ ซึ่งเราเพิ่งจะเริ่มได้รับแจกกัน มันเป็นหน้ากากแบบใช้งานจริง นอกจากนี้เรายังถูกบังคับให้พกปืนพกอัตโนมัติ แม้แต่หมอหรือเจ้าหน้าที่สุขาภิบาลก็ต้องพก ผมรู้สึกถึงตัวปืนที่กดทับอยู่กับพนักพิงเก้าอี้ เพราะถ้าใครไม่พกปืนให้เห็นเด่นชัดก็เสี่ยงที่จะถูกจับ ส่วนรินัลดีน่ะพกซองปืนที่ยัดด้วยกระดาษชำระ แต่ผมพกปืนจริง และรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมือปืนจนกระทั่งได้ลองยิงดู มันเป็นปืนอัสตราขนาด 7.65 ลำกล้องสั้น ซึ่งเวลาเหนี่ยวไกปืนจะสะบัดแรงมากจนไม่มีทางยิงให้โดนอะไรเลย ผมพยายามฝึกยิงโดยเล็งต่ำกว่าเป้าหมายเพื่อคุมแรงสะบัดของลำกล้องสั้นๆ ที่น่าขันนั่น จนในที่สุดก็ยิงได้ใกล้เคียงจุดที่เล็งในระยะยี่สิบก้าว แต่แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าการพกปืนนี่มันไร้สาระสิ้นดี หลังจากนั้นผมก็เลิกสนใจมัน ปล่อยให้ปืนแกว่งไปมาตรงบั้นเอวโดยไม่รู้สึกอะไร นอกจากความอายลึกๆ เวลาเจอคนพูดภาษาอังกฤษ ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น โดยมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมองผมด้วยสายตาไม่พอใจจากหลังโต๊ะทำงาน ส่วนผมก็ได้แต่จ้องมองพื้นหินอ่อน เสาที่วางรูปปั้น และภาพจิตรกรรมฝาผนังพลางรอคุณบาร์คลีย์ ภาพพวกนั้นก็ไม่ได้แย่นะ ผมว่าภาพจิตรกรรมฝาผนังจะดูดีเป็นพิเศษก็ตอนที่มันเริ่มลอกและกะเทาะออกนี่แหละ
ผมเห็นแคทเธอรีน บาร์คลีย์ เดินตรงมาตามโถงทางเดินจึงลุกขึ้นยืน เมื่อเธอก้าวเข้ามาหา ผมรู้สึกว่าเธอไม่ได้ดูตัวสูงนัก แต่เธอดูสวยมากจริงๆ
“สวัสดีตอนเย็นค่ะ คุณเฮนรี่” เธอทัก
“สวัสดีครับ” ผมตอบ โดยมีเจ้าหน้าที่แอบฟังอยู่หลังโต๊ะ
“เราจะนั่งตรงนี้ หรือจะออกไปที่สวนดีคะ”
“ออกไปข้างนอกเถอะครับ อากาศเย็นกว่าเยอะ”
ผมเดินตามหลังเธอออกไปในสวน โดยมีสายตาของเจ้าหน้าที่มองตามมา พอถึงทางเดินกรวดเธอก็ถามว่า “หายไปไหนมาคะ”
“ผมไปประจำการที่ด่านหน้าครับ”
“ส่งจดหมายบอกกันสักนิดไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ครับ” ผมตอบ “สถานการณ์ไม่ค่อยดี ผมนึกว่าจะกลับมาได้เร็วกว่านี้”
“คุณควรจะบอกให้ฉันรู้นะคะ ที่รัก”
เราเดินพ้นทางเดินเข้าสู่ร่มไม้ ผมกุมมือเธอไว้ก่อนจะหยุดเดินแล้วจูบเธอ
“ไม่มีที่ไหนที่เราจะไปกันได้เลยเหรอ”
“ไม่มีค่ะ” เธอตอบ “เราเดินเล่นกันได้แค่ที่นี่ คุณหายไปนานมากเลยนะ”
“เพิ่งจะสามวันเองครับ แต่ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว”
เธอมองหน้าผม “แล้วคุณรักฉันจริงๆ ใช่ไหม”
“ครับ”
“คุณเคยบอกว่ารักฉัน ใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ” ผมโกหก “ผมรักคุณ” จริงๆ แล้วผมไม่เคยพูดคำนี้มาก่อนเลย
“แล้วคุณเรียกฉันว่าแคทเธอรีนด้วยใช่ไหม”
“แคทเธอรีน” เราเดินต่อไปอีกพักหนึ่งก่อนจะหยุดลงใต้ต้นไม้
“พูดสิคะว่า ‘ผมกลับมาหาแคทเธอรีนในยามค่ำคืน’”
“ผมกลับมาหาแคทเธอรีนในยามค่ำคืน”
“โอ้ ที่รัก คุณกลับมาแล้วจริงๆ ใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“ฉันรักคุณมากเลย ช่วงที่ผ่านมามันทรมานเหลือเกิน คุณจะไม่ทิ้งฉันไปอีกใช่ไหม”
“ไม่ครับ ผมจะกลับมาหาคุณเสมอ”
“โอ้ ฉันรักคุณเหลือเกิน ช่วยวางมือไว้ตรงนั้นอีกครั้งสิคะ”
“มือผมก็ยังอยู่ที่เดิมนี่ครับ” ผมประคองหน้าเธอให้สบตากันก่อนจะจูบ และเห็นว่าเธอหลับตาพริ้ม ผมจูบลงบนเปลือกตาที่ปิดสนิทของเธอทั้งสองข้าง ผมคิดว่าเธอคงจะบ้าไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้บ้าจริงผมก็ไม่สนว่าตัวเองกำลังเอาตัวเข้าไปพัวพันกับอะไร เพราะแบบนี้ยังดีกว่าต้องไปบ้านพักนายทหารทุกเย็น ที่มีพวกผู้หญิงคอยรุมล้อมและเอาหมวกเราไปใส่กลับหลังเพื่อแสดงความรัก ก่อนที่พวกเธอจะเดินขึ้นชั้นบนไปกับนายทหารคนอื่นๆ ผมรู้ดีว่าผมไม่ได้รักแคทเธอรีน บาร์คลีย์ และไม่มีความคิดที่จะรักเธอด้วย เรื่องนี้มันก็แค่เกม เหมือนการเล่นบริดจ์ที่ใช้คำพูดแทนการลงไพ่ และเหมือนกับบริดจ์ที่เราต้องแสร้งทำเป็นว่ากำลังเดิมพันด้วยเงินหรือสิ่งของบางอย่าง แม้จะไม่มีใครบอกว่าเดิมพันครั้งนี้คืออะไร แต่สำหรับผม มันก็โอเค
“ผมอยากให้มีที่ที่เราไปกันได้จริงๆ” ผมพูด เพราะเริ่มรู้สึกถึงความลำบากตามสัญชาตญาณผู้ชายที่ต้องเล้าโลมกันในท่ายืนนานๆ
“ไม่มีที่แบบนั้นหรอกค่ะ” เธอตอบ พร้อมกับดึงสติกลับมาจากภวังค์
“งั้นเรานั่งตรงนั้นสักพักเถอะ”
เรานั่งลงบนม้านั่งหินเรียบๆ ผมกุมมือแคทเธอรีนไว้ แต่เธอไม่ยอมให้ผมโอบไหล่
“คุณเหนื่อยมากไหมคะ” เธอถาม
“ไม่ครับ”
เธอก้มมองพื้นหญ้า “เกมที่เราเล่นกันอยู่นี่มันห่วยแตกเนอะ ว่าไหม”
“เกมอะไรครับ”
“อย่ามาทำเป็นซื่อหน่อยเลย”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะซื่อนะ”
“คุณเป็นเด็กดีนะ” เธอพูด “และคุณก็เล่นเกมนี้ได้ดีเท่าที่คุณจะทำได้ แต่มันเป็นเกมที่ห่วยจริงๆ”
“คุณรู้เสมอเลยเหรอว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่”
“ไม่เสมอหรอกค่ะ แต่กับคุณน่ะฉันรู้ คุณไม่ต้องแสร้งว่ารักฉันแล้วก็ได้ สำหรับเย็นนี้เรื่องนั้นจบลงแล้ว มีอะไรที่คุณอยากจะคุยไหมคะ”
“แต่ผมรักคุณจริงๆ นะ”
“ขอร้องล่ะ อย่าโกหกกันในเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย ฉันเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายมาและตอนนี้ฉันโอเคแล้ว คุณเห็นไหมว่าฉันไม่ได้บ้า และไม่ได้เสียสติ แค่มีบางช่วงที่มันเกิดขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ผมบีบมือเธอ “แคทเธอรีนที่รัก”
“ตอนนี้คำว่าแคทเธอรีนฟังดูแปลกๆ นะ คุณออกเสียงไม่ค่อยเหมือนเดิมเลย แต่คุณนิสัยดีนะ เป็นเด็กดีมากจริงๆ”
“คุณพ่อพระก็บอกแบบนั้นครับ”
“ใช่ คุณเป็นคนดี แล้วคุณจะมาหาฉันอีกใช่ไหม”
“แน่นอนครับ”
“และคุณไม่ต้องบอกว่ารักฉันแล้วนะ เรื่องนั้นพักไว้ก่อนเถอะ” เธอลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมา “ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”
ผมอยากจูบเธอ
“ไม่ค่ะ” เธอปฏิเสธ “ฉันเหนื่อยมากจริงๆ”
“ขอจูบทีเถอะครับ” ผมอ้อน
“ฉันเหนื่อยเหลือเกิน ที่รัก”
“จูบผมหน่อยนะ”
“อยากจูบขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ครับ”
เราจูบกัน แล้วเธอก็ผละออกทันที “ไม่ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ ที่รัก” เราเดินไปที่ประตู ผมมองตามเธอที่เดินกลับเข้าไปในโถงทางเดิน ผมชอบมองท่าทางเวลาเธอเคลื่อนไหว เธอเดินลับตาไป ส่วนผมก็เดินกลับบ้าน คืนนั้นอากาศร้อนจัด และดูเหมือนจะมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นบนภูเขา ผมมองเห็นแสงวาบจากการยิงปืนใหญ่ที่ซานกาเบรียล
ผมหยุดเดินที่หน้าวิลล่ารอสซ่า หน้าต่างยังเปิดอยู่และข้างในยังคงมีงานเลี้ยงกันต่อ มีเสียงคนร้องเพลงดังออกมา ผมจึงเดินกลับบ้าน รินัลดีเดินเข้ามาในห้องขณะที่ผมกำลังถอดเสื้อผ้า
“อา ฮ่า!” เขาอุทาน “ดูท่าจะไปได้ไม่สวยนะ เจ้าหนูคงกำลังงงล่ะสิ”
“คุณไปไหนมา”
“ไปวิลล่ารอสซ่าน่ะสิ ได้รับการขัดเกลาจิตใจอย่างดีเลยล่ะเจ้าหนู พวกเราร้องเพลงกันสนุกเลย แล้วนายล่ะไปไหนมา”
“ไปเยี่ยมคนอังกฤษครับ”
“ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันไม่ได้ไปพัวพันกับพวกอังกฤษ”

0 Comments