ตอนที่ 6: CHAPTER IV (part 2)
byบรรยากาศตอนนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและความหวาดกลัว แสงไฟจากหน้าต่างและประตูที่เปิดกว้างทำให้เราเห็นทุกการเคลื่อนไหวของชายหญิงคู่นั้นได้อย่างชัดเจน ไม่มีใครตามพวกเขาออกไป บางทีเรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในนั้น จนไม่มีใครอยากทิ้งเบียร์และความรื่นเริงเพื่อมาดูบทสรุป แต่แล้วสถานการณ์ที่ดูตึงเครียดก็พลิกผันกลายเป็นอันตรายสำหรับเราในทันที เมื่อถึงริมตลิ่ง หญิงสาวที่กะระยะได้อย่างแม่นยำหักหลบอย่างว่องไว ทิ้งให้ชายคนนั้น ซึ่งดูออกชัดว่าเป็นคนแปลกหน้า วิ่งถลันตกน้ำเสียงดังตูม ส่วนเธอหัวเราะอย่างผู้ชนะแล้วรีบวิ่งกลับเข้าบ้าน เสียงของเธอเรียกให้กลุ่มผู้ชายแห่กันออกมาดูเรื่องสนุกด้วยความสะใจ บางคนถือตะเกียงและเทียนไข ตามมาด้วยหญิงสูงวัยคนหนึ่งที่กรีดร้องเสียงหลง ในมือถือท่อนไม้ติดไฟขนาดใหญ่ที่เพิ่งดึงออกมาจากเตาผิง
โชคดีที่แม่น้ำตื้น เพราะถ้าลึกกว่านี้อีกนิด ชายคนนั้นคงลอยมาชนเราเข้าเต็มๆ ความเย็นจัดของน้ำทำให้เขาสร่างเมา เขาสะบัดตัวตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งเหมือนหนูน้ำตัวยักษ์ และพยายามจะย่องกลับเข้าบ้าน แต่ยังไม่ทันพ้นสิบก้าว กลุ่มคนเถื่อนก็กรูเข้าไปรุมทำร้ายจนเขาร้องลั่นเหมือนวัวบาดเจ็บ หญิงที่ถือท่อนไม้ไฟด่าทอเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายจนผมที่แอบอยู่ในความมืดถึงกับหน้าชาร้อนผ่าว เธอฟาดท่อนไม้ไฟลงบนหัวเขาไม่ยั้ง ทุกครั้งที่ฟาดจะมีประกายไฟกระเด็นออกมา จนเพื่อนร่วมวงเหล้าของเขาต้องถอยรั้งออกไปยืนล้อมเป็นวงกว้างเพื่อความปลอดภัย ชายคนนั้นคงถูกไฟคลอกไปแล้วถ้าตัวไม่เปียกโชกจากการตกน้ำ และไม่มีเพื่อนคนไหนคิดจะช่วยเขา เหมือนกับที่ไม่มีใครห้ามเขาในตอนแรก ทุกอย่างเป็นเรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบเอง และเพื่อนๆ ของเขาก็ดูจะสนุกกับการเห็นเขาตกที่นั่งลำบากเหมือนเด็กๆ ในที่สุด เมื่อหญิงคนนั้นเริ่มหอบและชายผู้เคราะห์ร้ายยอมจำนน ทั้งคู่ก็ตกลงกันได้ กลุ่มคนเหล่านั้นจึงส่งเสียงเฮแล้วแห่กันกลับเข้าโรงเหล้า ทิ้งให้เราอยู่ตามลำพังบนแม่น้ำอีกครั้ง
"บททดสอบด้วยน้ำและไฟสินะ" ผมเปรย "ออกเรือเถอะโจ"
"พับผ่าสิ! ยัยเบสจัดหนักซะสะใจเลย" โจตอบ พร้อมกับออกแรงดันหัวเรือให้กลับสู่กลางน้ำ
แม้จะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น แต่การหนีรอดมาได้ทำให้เราทุกคนเงียบขรึม ผมเกลี้ยกล่อมให้มิสซิสเวย์นฟลีตเอนตัวลงนอนเพื่อหลบลมหนาวที่พัดกรรโชกข้ามแม่น้ำ ผมกับโจสลับกันพายเรือจนในที่สุดไม่ถึงชั่วโมง เราก็มาถึงทุ่งหญ้าชายเมือง
ตอนนี้เราต้องระวังตัวขั้นสูงสุด เพราะเห็นว่าบนสะพานทางเข้าเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คน หลายคนถือตะเกียงและคบไฟ กำแพงเมืองทอดตัวขนานไปกับแม่น้ำทางด้านขวา โดยมีแถบทุ่งหญ้าแคบๆ คั่นกลาง กำแพงส่วนใหญ่พังทลายลงเป็นซากปรักหักพัง และในช่องว่างเหล่านั้นมีกระท่อมหลังเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากหินของกำแพงเก่า หนึ่งในนั้นคือบ้านของมิสซิสมาธา ท็องก์ส หรือที่ใครๆ เรียกว่า "ยัยรีบแต่ง" เราพายเรือเข้าหาตลิ่งตรงระดับบ้านของเธอโดยไม่ให้คนบนสะพานสังเกตเห็น แม้จะอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ช่วงเรือก็ตาม
ผมก้าวลงจากเรืออย่างระมัดระวังและย่องไปที่หน้าต่างหลังบ้าน เห็นหญิงชราผู้ครองตัวเป็นโสดกำลังขะมักเขม้นทำของขาย ซึ่งคงเตรียมไว้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายเช่นนี้ เพราะจะมีเงินหมุนเวียนในเมืองมากขึ้น และเงินเหล่านั้นคงไหลเข้ากระเป๋าพวกเด็กๆ ไม่น้อย ผมยกสลักหน้าต่างแล้วก้าวเข้าไป เธอร้องจี๊ดด้วยความตกใจจนกระทั่งเห็นว่าเป็นใคร จึงเปลี่ยนจากเสียงร้องเป็นเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจ
"อยู่คนเดียวหรือเปล่าครับ" ผมถาม เธอพยักหน้า "งั้นรอสักครู่ เดี๋ยวผมจะกลับมาพร้อมแขกคนหนึ่ง ช่วยเงียบไว้ด้วยนะครับ"
ผมกลับไปที่เรือ ต้องเคลื่อนไหวให้เงียบกริบเหมือนแมว แต่พอเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินโจพูดเสียงหนักแน่นว่า "ผมไม่เอาด้วยหรอก" ผมด่าให้เขาเงียบโดยไม่เสียเวลาถามว่าเขาไม่เห็นด้วยเรื่องอะไร แล้วจึงช่วยพยุงมิสซิสเวย์นฟลีตขึ้นฝั่ง
"เอาละโจ" ผมกระซิบ "รีบพายกลับไปได้แล้ว อีกไม่กี่นาทีพระจันทร์จะขึ้น คุณควรจะถึงที่หมายภายในหนึ่งชั่วโมง พรุ่งนี้ทั้งวันคุณจะนั่งพักในครัวเพื่อชดเชยเรื่องนี้ก็ได้"
"เจนบอกว่าจะรอผม" เขาตอบ ซึ่งผมก็ดีใจที่เขามีแรงจูงใจที่ดีในการทำภารกิจที่ยากลำบากนี้ให้สำเร็จ
"ลาก่อนนะโจ" มิสซิสเวย์นฟลีตกล่าว พร้อมกับจับมือชายหนุ่มอย่างอบอุ่น "ฝากความคิดถึงของฉันไปให้เจ้านายของคุณและเจนด้วยนะ บอกพวกเขาว่าฉันซาบซึ้งใจมาก"
"ลาก่อนครับคุณผู้หญิง ขอพระเจ้าคุ้มครอง" เขาตอบเรียบๆ ก่อนจะกระซิบให้ผมได้ยินเพียงคนเดียวว่า "ดูแลเธอให้ดีนะมาสเตอร์นอลล์ เจนหลงเธอหัวปักหัวปำ ถ้าเธอเป็นอะไรไป เจนไม่มองหน้าผมแน่"
ผมบีบมือที่หยาบกร้านของเขา ส่งข้อความฝากกลับบ้าน แล้วย่อตัวดันเรือให้ลอยออกไปตามกระแสน้ำ วินาทีที่ผมปล่อยมือจากเรือและเห็นมันเลือนหายไปในความมืด ผมรู้สึกได้ในใจว่าสายใยสุดท้ายที่ผูกพันกับชีวิตเก่าได้ขาดสะบั้นลงแล้ว และเมื่อผมยืดตัวขึ้น มือหนึ่งก็วางลงบนแขนของผม ผมรู้สึกสั่นสะท้านไปทุกอณูผิวกับสายใยอันแสนหวานที่เชื่อมโยงผมเข้าสู่ชีวิตใหม่

0 Comments