ตอนที่ 5
byภาพลักษณ์ของลอนดอนเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอาคารบ้านเรือนในตัวเมือง เขตลิเบอร์ตีส์ ชานเมือง เวสต์มินสเตอร์ หรือเซาท์วาร์ก ทุกแห่งล้วนเปลี่ยนไปหมด แม้ในเขตกำแพงเมืองจะยังไม่ถูกโรคระบาดโจมตีหนักนัก แต่ภาพรวมของเมืองกลับเต็มไปด้วยความหม่นหมอง ความโศกเศร้าฉายชัดบนใบหน้าของผู้คน แม้บางพื้นที่จะยังไม่วิกฤต แต่ทุกคนก็ดูวิตกกังวลอย่างหนัก เพราะเมื่อเห็นภัยร้ายคืบคลานเข้ามา ทุกคนต่างตระหนักว่าตนเองและครอบครัวกำลังตกอยู่ในอันตรายขั้นสูงสุด หากผมสามารถถ่ายทอดบรรยากาศในตอนนั้นให้คนที่ไม่ได้เห็นกับตาได้รับรู้ถึงความสยดสยองที่เกิดขึ้นทุกหัวระแหงได้ พวกเขาคงจะรู้สึกสะเทือนใจและตกตะลึงอย่างแน่นอน
อาจกล่าวได้ว่าลอนดอนทั้งเมืองกำลังหลั่งน้ำตา แม้จะไม่มีขบวนไว้อาลัยเดินตามท้องถนน เพราะไม่มีใครสวมชุดดำหรือจัดพิธีศพให้ญาติสนิทอย่างเป็นทางการ แต่เสียงคร่ำครวญกลับดังระงมไปทั่วเมือง ยามที่ผมเดินผ่านบ้านเรือน มักจะได้ยินเสียงกรีดร้องของหญิงสาวและเด็กๆ ที่หน้าต่างหรือประตูบ้าน ซึ่งคนรักของพวกเขาอาจกำลังจะสิ้นใจหรือเพิ่งจากไป เสียงเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในใจแม้แต่กับคนที่เข้มแข็งที่สุด ในช่วงแรกของการระบาด เราจะเห็นคราบน้ำตาและการคร่ำครวญในแทบทุกบ้าน แต่พอเวลาผ่านไป ใจคนเริ่มด้านชา ความตายกลายเป็นเรื่องชินตาจนผู้คนเริ่มไม่เสียใจกับการสูญเสียเพื่อนฝูง เพราะต่างก็คิดว่าตนเองคงถูกเรียกตัวไปในชั่วโมงถัดไป
บางครั้งหน้าที่การงานทำให้ผมต้องเดินทางไปยังอีกฟากหนึ่งของเมือง ซึ่งเป็นจุดที่โรคระบาดรุนแรงที่สุด สำหรับผมและคนอื่นๆ ในตอนนั้น มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่ได้เห็นถนนซึ่งเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนกลับกลายเป็นเมืองร้าง เงียบเหงาจนน่าใจหาย หากผมเป็นคนแปลกหน้าที่หลงทาง ผมอาจเดินผ่านถนนสายเล็กๆ ทั้งสายโดยไม่เจอใครเลยสักคน นอกจากยามที่เฝ้าหน้าบ้านที่ถูกสั่งปิดตาย ซึ่งผมจะเล่ารายละเอียดในภายหลัง
วันหนึ่งขณะที่ผมไปทำธุระในย่านนั้น ความอยากรู้อยากเห็นทำให้ผมสังเกตสิ่งรอบตัวมากกว่าปกติ และเดินเตร่ไปไกลเกินกว่าจุดที่ต้องไป ผมเดินขึ้นไปทางโฮลบอร์น ที่นั่นมีผู้คนพลุกพล่าน แต่ทุกคนกลับเดินเบียดกันอยู่กลางถนน ไม่ยอมเดินชิดขอบทาง ซึ่งผมสันนิษฐานว่าพวกเขาไม่อยากเข้าใกล้ใครที่เดินออกมาจากบ้าน หรือไม่อยากสูดดมกลิ่นที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคจากบ้านที่ติดเชื้อ
ย่านอินส์ออฟคอร์ต (Inns of Court) ถูกปิดเงียบ เหล่านักกฎหมายในเทมเพิล (Temple), ลินคอล์นส์อินน์ (Lincoln’s Inn) หรือเกรย์สอินน์ (Gray’s Inn) ก็แทบไม่มีใครปรากฏตัว ทุกอย่างดูสงบนิ่งจนน่าประหลาด เพราะไม่มีใครต้องการทนายความในยามนี้ อีกทั้งยังเป็นช่วงปิดภาคการศึกษา พวกเขาจึงพากันหนีไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด บ้านเรือนหลายแถวถูกปิดตาย ผู้คนพากันอพยพหนี เหลือเพียงยามเฝ้าบ้านเพียงคนสองคนเท่านั้น
ที่ผมบอกว่าบ้านเรือนถูกปิดตาย ผมไม่ได้หมายถึงการสั่งปิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นเพราะผู้คนจำนวนมากที่ต้องติดตามราชสำนักเนื่องจากหน้าที่การงานได้พากันย้ายออกไป ประกอบกับคนที่หวาดกลัวโรคระบาดก็พากันหนีไปเช่นกัน ทำให้ถนนบางสายกลายเป็นเมืองร้าง แต่ในเขตตัวเมืองชั้นใน ความตื่นตระหนกยังไม่รุนแรงเท่า เพราะในช่วงแรกโรคระบาดมีอาการขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกกลัวแล้วก็คลายกังวล สลับกันไปมาหลายครั้งจนเริ่มชิน และเมื่อเห็นว่าโรคยังไม่ลุกลามเข้าสู่ตัวเมืองหรือทางทิศตะวันออกและทิศใต้ ผู้คนก็เริ่มมีความกล้าและเริ่มด้านชากับมัน จริงอยู่ที่คนจำนวนมากอพยพหนี แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกเศรษฐีจากย่านเวสต์เอนด์หรือใจกลางเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีภาระเรื่องการค้าขายหรือธุรกิจติดพัน ส่วนคนทั่วไปยังคงปักหลักเผชิญชะตากรรม โดยเฉพาะในเขตลิเบอร์ตีส์ ชานเมือง เซาท์วาร์ก และย่านตะวันออกอย่าง วัปปิง, แรตคลิฟฟ์, สเต็ปนีย์ และโรเธอร์ไฮท์ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่นั่น ยกเว้นครอบครัวร่ำรวยเพียงไม่กี่บ้านที่ไม่ได้ยึดติดกับธุรกิจในพื้นที่
ต้องไม่ลืมว่าในช่วงที่โรคระบาดเริ่มระลอกแรก ทั้งในเมืองและชานเมืองมีประชากรหนาแน่นอย่างมหาศาล แม้ว่าในเวลาต่อมาผมจะได้เห็นประชากรเพิ่มขึ้นมากกว่านี้อีก แต่ในตอนนั้นเราเชื่อกันว่า หลังจากสงครามสิ้นสุด กองทัพถูกปลด และราชวงศ์กลับมาครองอำนาจ ผู้คนจำนวนมากได้หลั่งไหลเข้าสู่ลอนดอนเพื่อสร้างตัวหรือมารับใช้ราชสำนักเพื่อหวังรางวัลและความก้าวหน้า จนคาดกันว่ามีประชากรเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าหนึ่งแสนคน บางคนถึงกับบอกว่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะครอบครัวที่ล้มละลายจากฝ่ายราชวงศ์ต่างพากันมาพึ่งพิงที่นี่ ทหารเก่าหันมาเปิดร้านค้า ครอบครัวใหม่ๆ ย้ายเข้ามาตั้งรกราก อีกทั้งราชสำนักยังนำพาเอาความหรูหราและแฟชั่นใหม่ๆ เข้ามาด้วย ผู้คนใช้ชีวิตอย่างรื่นเริงและฟุ่มเฟือย ความสุขจากการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ (Restoration) ได้ดึงดูดผู้คนจำนวนมหาศาลให้เข้ามาอยู่ในลอนดอน
ผมมักจะคิดว่า เหมือนกับตอนที่กรุงเยรูซาเล็มถูกโรมันล้อมในขณะที่ชาวยิวรวมตัวกันฉลองเทศกาลปัสกา ทำให้มีผู้คนจำนวนมหาศาลติดอยู่ในเมืองอย่างไม่คาดคิด ทั้งที่หากเป็นเวลาปกติพวกเขาคงกระจายตัวอยู่ตามประเทศต่างๆ ลอนดอนก็เช่นกัน โรคระบาดเข้ามาในจังหวะที่ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติจากเหตุผลที่ผมกล่าวมา การหลั่งไหลของผู้คนที่ต้องการเข้าหาความรุ่งโรจน์ของราชสำนักทำให้การค้าในเมืองเฟื่องฟู โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นและของหรูหรา ซึ่งส่งผลให้เกิดการจ้างงานช่างฝีมือและผู้ผลิตจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจนที่ต้องขายแรงงาน ผมจำได้ว่าในรายงานที่เสนอต่อท่านนายกเทศมนตรีเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของคนจน มีการประมาณการว่ามีช่างทอริบบิ้นไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคนในและรอบเมือง ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตโชเรดิตช์, สเต็ปนีย์, ไวท์แชพเพล และบิชอปสเกต โดยเฉพาะแถบสพิตัลฟิลด์ส (Spitalfields) ซึ่งในตอนนั้นยังมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบันประมาณหนึ่งในห้า
จากข้อมูลนี้ เราพอจะประเมินจำนวนประชากรทั้งหมดได้ และผมเองก็แปลกใจเสมอว่า หลังจากที่มีคนอพยพหนีไปมากมายในช่วงแรก ทำไมถึงยังมีผู้คนหลงเหลืออยู่ในเมืองจำนวนมากขนาดนี้
แต่ผมขอพาย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่น่าตกใจนี้ ในขณะที่ความกลัวเริ่มก่อตัว มันถูกกระตุ้นให้รุนแรงขึ้นด้วยเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่าง ซึ่งหากนำมารวมกันแล้ว ผมแปลกใจมากที่ผู้คนไม่ลุกฮือหนีออกจากบ้านพร้อมกันในคราวเดียว และทิ้งเมืองนี้ให้กลายเป็นเหมือน อะเคลดามะ (Akeldama) หรือทุ่งเลือดที่สวรรค์กำหนดให้ถูกลบหายไปจากโลก โดยให้ทุกคนที่ติดอยู่ในนั้นพินาศไปพร้อมกัน ผมจะขอยกตัวอย่างเพียงไม่กี่เรื่อง แต่เชื่อเถอะว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมากมาย และมีพวกหมอดูหรือคนที่อ้างว่ามีอาคมคอยปั่นกระแส จนผมสงสัยจริงๆ ว่าทำไมถึงยังมีคน (โดยเฉพาะผู้หญิง) ยอมอยู่ที่นี่ต่อ

0 Comments