Chapter Index

    “ไม่มีครับ ถ้าท่านตรวจศพเองก็น่าจะเห็น”

    คำตอบนั้นทำให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพถึงกับหน้าตึง เขาจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่โรบินสันจะขอตัวออกไปและให้แม่หม้ายแอนเข้ามาให้การแทน เธอสะอื้นไห้อย่างหนักขณะเล่าว่าลูกชายของเธอเป็นคนดี มีจิตใจเมตตา และไม่มีศัตรูที่ไหนเลย เธอยังเล่าถึงความฝันประหลาดที่เกิดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ชันสูตรกลับปัดตกและไม่ให้ความสำคัญเพราะเขาไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ทว่าผู้คนที่อยู่ในศาลกลับตั้งใจฟังเรื่องลางบอกเหตุของเธออย่างใจจดใจจ่อ แม่หม้ายแอนปิดท้ายคำให้การด้วยการคร่ำครวญว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรในเมื่อซิด ลูกชายเพียงคนเดียวจากไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ชันสูตรก็ตอบไม่ได้ว่าเธอควรทำอย่างไร จึงสั่งให้เธอออกไปจากห้องพิจารณาคดี

    คนต่อมาที่ถูกเรียกตัวมาคือ แซมมวล ควาส เจ้าของโรงแรม เซเลอร์ส เรสต์ เขาเป็นชายร่างใหญ่กำยำ ผมและหนวดเคราสีแดงฉาน ดูเผินๆ เหมือนกะลาสีเรือ ซึ่งเมื่อซักถามเพิ่มเติมจึงพบว่าเขาเป็นอดีตกัปตันเรือจริงๆ ควาสให้การด้วยน้ำเสียงห้วนๆ แต่ดูจริงใจ แม้ว่าโรงแรมที่เขาบริหารจะดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก แต่ตัวเขากลับดูเป็นคนตรงไปตรงมา คำให้การของเขาไม่ต่างจากข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์นัก เขาบอกว่าคืนนั้นในโรงแรมมีเพียงตัวเขา ภรรยา ลูกสองคน และพนักงานบริการเท่านั้น โบลตันเข้านอนโดยบอกว่าอาจจะออกเดินทางไปการ์ตลีย์แต่เช้า และจ่ายเงินหนึ่งปอนด์เพื่อให้ช่วยขนลังไม้ข้ามฝั่งไปขึ้นรถบรรทุก พอรุ่งเช้าโบลตันหายตัวไป ควาสจึงทำตามคำสั่ง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือสิ่งที่ทุกคนทราบดี และเขายืนยันว่าไม่รู้เลยว่าในลังนั้นมีมัมมี่อยู่

    “แล้วคุณคิดว่าในนั้นคืออะไร?” เจ้าหน้าที่ชันสูตรถามสวนทันที

    “เสื้อผ้ากับของแปลกๆ จากต่างแดนครับ” พยานตอบอย่างเรียบเฉย

    “คุณโบลตันบอกคุณอย่างนั้นหรือ?”

    “เขาไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับลังนั้นเลย” ควาสคำราม “แต่เขาชวนคุยเรื่องมอลตาเยอะมาก ซึ่งผมรู้จักที่นั่นดีเพราะเคยแวะจอดเรือบ่อยครั้งสมัยยังเป็นกะลาสี”

    “เขาได้เปรยถึงเรื่องทะเลาะเบาะแว้งที่มอลตาบ้างไหม?”

    “ไม่ครับ”

    “เขาบอกไหมว่ามีศัตรู?”

    “ไม่ครับ”

    “คุณรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่กำลังหวาดกลัวความตายหรือเปล่า?”

    “ไม่เลยครับ” พยานตอบเป็นครั้งที่สาม “เขาดูมีความสุขดี ผมไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะตาย จนกระทั่งได้ยินว่าพบศพเขาอยู่ในลังไม้”

    ทั้งเจ้าหน้าที่ชันสูตรและสารวัตรเดทพยายามซักไซ้สารพัดคำถามเพื่อหาจุดจับผิด แต่ความพยายามที่จะทำให้ควาสกลายเป็นผู้ต้องสงสัยนั้นล้มเหลว เพราะเขาตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาและดูเหมือนจะเล่าทุกอย่างที่รู้จนหมดสิ้น สุดท้ายจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยตัวเขาไป และเรียก เอลิซา ไฟลท์ เข้ามาเป็นพยานปากสุดท้าย

    ปรากฏว่าคำให้การของเธอสำคัญที่สุด เพราะเธอรู้หลายเรื่องที่ไม่ได้บอกทั้งเจ้านาย นักข่าว หรือแม้แต่ตำรวจ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงปิดบัง เธอสารภาพตามตรงว่าหวังจะได้เงินรางวัล แต่พอรู้ว่าไม่มีรางวัลให้ เธอจึงยอมเล่าทุกอย่างที่รู้ ซึ่งข้อมูลนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ

    เด็กสาวเล่าว่า โบลตันเข้านอนตอนสองทุ่มที่ชั้นล่าง ห้องนอนมีหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งมองเห็นแม่น้ำในระยะที่ขว้างหินถึง ตามที่ระบุไว้ในผังห้อง ประมาณสามทุ่มหรือหลังจากนั้นเล็กน้อย เธอออกไปคุยกับคนรัก และในความมืดนั้นเธอเห็นหน้าต่างเปิดอยู่ โดยมีโบลตันกำลังคุยกับหญิงชราคนหนึ่งที่ใช้ผ้าคลุมไหล่พันรอบตัว เธอไม่เห็นหน้าและบอกไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นสูงเท่าไหร่ เพราะเธอคนนั้นก้มตัวลงฟังโบลตันอยู่ ตอนนั้นเอลิซาไม่ได้สนใจมากนักเพราะรีบไปหาคนรัก แต่พอเดินกลับมาทางหน้าต่างตอนสี่ทุ่ม หน้าต่างก็ปิดสนิทและไฟในห้องดับลงแล้ว เธอจึงคิดว่าคุณโบลตันหลับไปแล้ว

    “แต่พูดตามตรงนะคะ” เอลิซา ไฟลท์ กล่าว “ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรเลย จนกระทั่งเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ฉันถึงเพิ่งนึกได้ว่าสิ่งที่จำได้ทั้งหมดนั้นสำคัญมาก”

    “แล้วคุณจำได้หมดไหม?”

    “ค่ะ” เด็กสาวตอบอย่างซื่อสัตย์ “ฉันเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้ฟังหมดแล้ว ส่วนเช้าวันรุ่งขึ้น…” เธอลังเล

    “ว่ายังไง เช้าวันรุ่งขึ้นเกิดอะไรขึ้น?”

    “คุณโบลตันล็อคประตูห้องค่ะ ฉันรู้เพราะคืนก่อนหน้าตอนสองทุ่มนิดๆ ฉันไม่รู้ว่าเขาเข้านอนแล้ว เลยลองเปิดประตูเข้าไปเพื่อเตรียมเตียง แต่เขาตะโกนบอกผ่านประตูว่าเขานอนอยู่แล้ว ซึ่งประตูนั้นล็อคอยู่ ฉันลองบิดดูแล้วค่ะ แต่จริงๆ เขาก็โกหก เพราะหลังจากสามทุ่มฉันยังเห็นเขาคุยกับผู้หญิงที่หน้าต่างอยู่เลย”

    “ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าเป็นหญิงชรา” เจ้าหน้าที่ชันสูตรทวนบันทึก “คุณรู้ได้ยังไงว่าเธอแก่?”

    “ฉันบอกไม่ได้หรอกค่ะว่าแก่หรือสาว” พยานตอบตามตรง “มันเป็นแค่คำพูดติดปากน่ะค่ะ เธอใช้ผ้าคลุมไหล่สีเข้มปิดหัวและใส่ชุดสีเข้ม ฉันบอกไม่ได้หรอกค่ะว่าเธอแก่หรือสาว ผิวขาวหรือดำ อ้วนหรือผอม สูงหรือเตี้ย เพราะคืนนั้นมันมืดมาก”

    เจ้าหน้าที่ชันสูตรก้มดูผังห้อง

    “มีตะเกียงแก๊สอยู่ใกล้หน้าต่างห้องนอน คุณไม่เห็นเธอในแสงไฟนั้นหรือ?”

    “เห็นค่ะ แต่แค่แวบเดียว ฉันไม่ได้สังเกตอะไรมาก ถ้าฉันรู้ว่าเขาจะถูกฆ่า ฉันคงสังเกตให้ละเอียดกว่านี้”

    “แล้วเรื่องประตูที่ล็อคละ?”

    “ล็อคไว้ทั้งคืนค่ะ แต่พอฉันไปถึงตอนเช้า ประตูกลับไม่ได้ล็อค ฉันเคาะเรียกตั้งหลายครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จนถึงสิบเอ็ดโมง ฉันคิดว่าเขาคงนอนดึกมากเลยลองเปิดประตูดู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อคอย่างที่บอก… แต่” พยานเน้นเสียง “หน้าต่างถูกลงกลอนและม่านถูกดึงลงมาปิดสนิทค่ะ”

    “ก็สมเหตุสมผลนะ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรวิเคราะห์ “หลังจากคุณโบลตันคุยกับผู้หญิงคนนั้น เขาก็คงลงกลอนหน้าต่างและปิดม่าน แล้วพอจะออกไปตอนเช้า เขาก็คงปลดล็อคประตู”

    “ขอประทานโทษนะคะท่าน แต่เราก็รู้กันว่าเขาไม่ได้ออกไปไหนตอนเช้า เพราะเขาอยู่ในลังไม้ที่ถูกตอกตะปูปิดตายไปแล้ว”

    เจ้าหน้าที่ชันสูตรแทบอยากจะเตะตัวเองที่พลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เขาเห็นรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะสารวัตรเดท

    “ถ้าอย่างนั้น ฆาตกรต้องออกทางประตู” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

    “ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่รู้แล้วค่ะว่าเขาออกไปได้ยังไง!” เอลิซา ไฟลท์ ร้องบอก “เพราะฉันตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า ประตูหน้าและหลังของโรงแรมถูกล็อคสนิท และหลังจากหกโมงฉันก็เดินไปเดินมาตามทางเดินและห้องต่างๆ เพื่อทำงาน เจ้านายกับคุณนายและคนอื่นๆ ก็อยู่กันเต็มไปหมด ฆาตกรจะเดินออกไปได้ยังไงโดยที่ไม่มีใครเห็นเลยคะ?”

    “บางทีคุณอาจจะเห็นแต่ไม่ได้สังเกต?”

    “โธ่ท่านคะ ถ้ามีคนแปลกหน้าเดินไปมา พวกเราทุกคนต้องสังเกตเห็นแน่นอนค่ะ”

    คำให้การสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ซึ่งถือว่าน้อยนิดจนแทบไม่มีประโยชน์ มีการเรียกแม่หม้ายแอนกลับมาอีกครั้งเพื่อให้เอลิซาช่วยระบุว่าเธอคือผู้หญิงที่คุยกับโบลตันหรือไม่ แต่พยานจำไม่ได้ และตัวแม่หม้ายเองก็มีเพื่อนสามคนมายืนยันว่าในคืนและเวลาเกิดเหตุ เธอกำลังดื่มจินอยู่ที่บ้าน นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงผู้หญิงปริศนาคนนี้กับคดีฆาตกรรม และตามคำให้การที่เป็นเอกฉันท์ของทุกคนในโรงแรม เซเลอร์ส เรสต์ ไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรจากห้องนอนของโบลตันเลย ทั้งที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรตั้งข้อสังเกตว่า การตอกตะปูหรือการเลื่อยไม้ต้องมีเสียงดังแน่นอน แต่กลับไม่มีใครพิสูจน์ได้ และแม้จะเรียกพยานหลายปากมาสอบซ้ำ ก็ไม่มีใครช่วยคลี่คลายปริศนานี้ได้เลย ในสถานการณ์เช่นนี้ คณะลูกขุนจึงทำได้เพียงตัดสินว่าเป็นคดีฆาตกรรมโดยเจตนา โดยผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่ไม่ทราบชื่อ และมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า เชือกที่ใช้รัดคอโบลตันนั้น ทั้งเจ้าของโรงแรมและสาวใช้ยืนยันว่าเป็นเชือกที่ใช้ดึงม่านหน้าต่างในห้องนอนนั่นเอง

    “เอาละ” โฮปพูดขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นการชันสูตร “สรุปคือไม่มีหลักฐานมัดตัวใครได้เลย แล้วเราจะทำยังไงต่อดี?”

    “ฉันจะบอกนาย หลังจากที่ฉันได้พบกับแรนดอมแล้ว” ศาสตราจารย์ตอบสั้นๆ อย่างเย็นชา

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note