เมื่อยักษ์จัดการงานส่วนแรกเสร็จสิ้น เขาก็เริ่มสร้างป้อมปราการขึ้นในเมืองสามแห่งซึ่งดูแข็งแกร่งจนไม่มีใครสามารถตีให้แตกได้ ป้อมแรกเขาตั้งชื่อว่า "ป้อมท้าทาย" (Hold of Defiance) เพื่อใช้ควบคุมเมืองทั้งหมดและปิดกั้นไม่ให้กษัตริย์องค์เดิมล่วงรู้ความเป็นไป ป้อมที่สองคือ "ป้อมเที่ยงคืน" (Midnight Hold) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อขัดขวางไม่ให้ชาวเมืองแมนโซล (Mansoul) รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง และป้อมที่สามคือ "ป้อมบาปแสนหวาน" (Sweet-Sin Hold) เพื่อสร้างกำแพงปิดกั้นแมนโซลจากความปรารถนาในความดีทั้งปวง โดยป้อมแรกตั้งอยู่ใกล้กับประตูตา (Eye-gate) เพื่อบดบังแสงสว่างให้มืดมิด ป้อมที่สองสร้างไว้ใกล้กับปราสาทเก่าเพื่อให้เมืองนี้ตาบอดสนิท และป้อมที่สามตั้งอยู่ใจกลางตลาด

    ดิอาโบลัส (Diabolus) แต่งตั้งให้ "สไปท์-ก็อด" (Spite-God) ผู้ต่ำช้าและลบหลู่พระเจ้า เป็นผู้ดูแลป้อมแรก ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บุกเข้ายึดแมนโซลตั้งแต่ต้น ส่วนป้อมเที่ยงคืนนั้นมี "เลิฟ-โน-ไลท์" (Love-no-Light) ซึ่งเป็นพวกบุกเบิกกลุ่มแรกเช่นกันเป็นผู้ดูแล และป้อมบาปแสนหวานถูกดูแลโดย "เลิฟ-เฟลช" (Love-Flesh) ชายผู้มัวเมาในกามราคะอย่างหนัก เขาไม่ได้มาจากดินแดนเดียวกับคนอื่น และสำหรับเขาแล้ว ความสุขจากการเสพกามนั้นหอมหวานยิ่งกว่าสรวงสวรรค์ของพระเจ้าเสียอีก

    เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ดิอาโบลัสก็มั่นใจว่าตนเองปลอดภัย เขาเข้ายึดแมนโซลและวางกำลังทหารไว้รอบด้าน กำจัดเจ้าหน้าที่ชุดเก่าแล้วตั้งคนของตนขึ้นแทน ทำลายรูปเคารพของชัดดาย (Shaddai) แล้วตั้งรูปเคารพของตนเอง ฉีกตำรากฎหมายเก่าทิ้งแล้วแทนที่ด้วยคำลวงที่ไร้สาระ ทั้งยังแต่งตั้งผู้พิพากษาและสมาชิกสภาชุดใหม่ รวมถึงสร้างป้อมปราการและบรรจุทหารไว้เต็มอัตรา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่า หากกษัตริย์ชัดดายหรือพระบุตรบุกเข้ามาทวงคืน เขาจะสามารถรับมือได้อย่างมั่นคง

    แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมไม่อาจเป็นความลับได้ ข่าวการสูญเสียเมืองแมนโซลในทวีปยูนิเวิร์ส (Universe) ย่อมส่งไปถึงกษัตริย์ชัดดาย ว่าดิอาโบลัส อดีตข้ารับใช้ผู้ทรยศได้ก่อกบฏและยึดครองเมืองไว้เป็นของตน ซึ่งข่าวที่ส่งไปถึงพระองค์นั้นละเอียดถี่ถ้วนในทุกประเด็น

    เริ่มตั้งแต่กลอุบาย ความเจ้าเล่ห์ และคำลวงที่ดิอาโบลัสใช้หลอกล่อชาวเมืองแมนโซลผู้ใสซื่อ อีกประการหนึ่ง คือการลอบสังหารกัปตันรีซิสแทนซ์ (Captain Resistance) ผู้กล้าหาญและสูงส่งขณะที่เขายืนเฝ้าประตูเมืองพร้อมกับชาวเมืองคนอื่นๆ อีกประการหนึ่ง คือการตายของลอร์ดอินโนเซนต์ (Lord Innocent) ผู้กล้า ซึ่งบางคนบอกว่าเขาตายด้วยความโศกเศร้า หรือบางคนก็ว่าถูกพิษจากลมหายใจเหม็นโฉ่ของ "อิล-พอส" (Ill-Pause) เมื่อได้ยินคำด่าทอที่น่ารังเกียจซึ่งอิล-พอสใช้กล่าวถึงกษัตริย์ชัดดาย ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวที่ชอบธรรม ผู้ส่งสารยังเล่าอีกว่า หลังจากอิล-พอสกล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ ในนามของดิอาโบลัสผู้เป็นนาย ชาวเมืองที่ซื่อเกินไปก็หลงเชื่อและร่วมใจกันเปิดประตูหู (Ear-gate) ซึ่งเป็นประตูหลักของเมือง ยอมให้ดิอาโบลัสและพรรคพวกบุกเข้ายึดครองแมนโซลได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังรายงานว่าดิอาโบลัสได้ปลดนายกเทศมนตรีและผู้บันทึกกฎหมายออกจากตำแหน่งอำนาจทั้งหมด อีกประการหนึ่ง คือลอร์ดวิลบีวิล (Lord Willbewill) และนายไมน์ (Mr. Mind) ผู้เป็นเสมียน ได้กลายเป็นกบฏและคนพเนจร ทั้งคู่เที่ยวเตร่ไปทั่วเมืองและสอนวิถีชั่วร้ายให้แก่ผู้คน ยิ่งไปกว่านั้น วิลบีวิลยังได้รับความไว้วางใจอย่างสูง โดยดิอาโบลัสมอบอำนาจดูแลจุดยุทธศาสตร์ทั้งหมดในแมนโซลให้เขา และแต่งตั้งนายแอฟเฟคชัน (Mr. Affection) เป็นผู้ช่วยในแผนการกบฏครั้งนี้ ผู้ส่งสารกล่าวเสริมว่า "ลอร์ดวิลบีวิลผู้ชั่วร้ายได้ประกาศตัดขาดจากกษัตริย์ชัดดาย และมอบความภักดีให้แก่ดิอาโบลัสอย่างน่าสยดสยอง"

    "นอกจากนี้" ผู้ส่งสารเล่าต่อ "ทรราชผู้ก่อกบฏเหนือเมืองแมนโซลที่เคยรุ่งเรืองแต่บัดนี้กำลังเสื่อมสลาย ได้ตั้งนายกเทศมนตรีและผู้บันทึกกฎหมายของตนเองขึ้นมา โดยตั้งนายลัสติงส์ (Mr. Lustings) เป็นนายกเทศมนตรี และนายฟอร์เก็ต-กู๊ด (Mr. Forget-Good) เป็นผู้บันทึกกฎหมาย ซึ่งทั้งคู่คือคนที่เลวทรามที่สุดในเมืองแมนโซล" ผู้ส่งสารยังเล่าถึงเหล่าสมาชิกสภาชุดใหม่ที่ดิอาโบลัสแต่งตั้ง รวมถึงป้อมปราการและหอคอยที่สร้างขึ้น และที่เกือบจะลืมเล่าไปคือ ดิอาโบลัสได้ติดอาวุธให้ชาวเมืองแมนโซล เพื่อให้พวกเขามีกำลังในการต่อต้านกษัตริย์ชัดดาย หากพระองค์เสด็จมาเพื่อนำพวกเขากลับสู่ความจงรักภักดีดังเดิม

    การรายงานข่าวครั้งนี้ไม่ได้ทำเป็นการลับ แต่ทำต่อหน้าพระพักตร์ในท้องพระโรง โดยมีกษัตริย์ พระบุตร เหล่าขุนนาง และแม่ทัพนายกองร่วมรับฟัง เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลง บรรยากาศในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสะเทือนใจอย่างยิ่งที่เมืองแมนโซลอันเลื่องชื่อถูกยึดครอง มีเพียงกษัตริย์และพระบุตรเท่านั้นที่ทรงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าและเตรียมแผนการช่วยเหลือไว้แล้ว แม้จะไม่ได้บอกให้ทุกคนทราบ แต่เพื่อเป็นการร่วมแบ่งปันความทุกข์ของชาวเมือง ทั้งสองพระองค์จึงทรงแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียแมนโซลอย่างสูงสุด กษัตริย์ทรงตรัสว่าเรื่องนี้สร้างความเจ็บปวดร้าวรานในพระทัย และพระบุตรเองก็ทรงรู้สึกไม่ต่างกัน ทำให้ทุกคนเห็นว่าทั้งสองพระองค์ทรงรักและเมตตาเมืองแมนโซลเพียงใด

    เมื่อกษัตริย์และพระบุตรเสด็จเข้าสู่ห้องส่วนพระองค์ ทั้งสองได้หารือถึงแผนการที่วางไว้แต่แรกว่า ในเมื่อปล่อยให้แมนโซลต้องสูญเสียไปในช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ก็จะต้องนำกลับคืนมาให้ได้ และการทวงคืนครั้งนี้จะนำมาซึ่งเกียรติยศและชื่อเสียงชั่วนิรันดร์แก่ทั้งสองพระองค์ หลังจากนั้น พระบุตรของชัดดาย—ผู้มีรูปลักษณ์งดงาม อ่อนโยน และเปี่ยมด้วยความเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงมีความแค้นฝังลึกต่อดิอาโบลัส เพราะทรงถูกกำหนดมาให้เป็นศัตรูและเพื่อทวงคืนมงกุฎและศักดิ์ศรี—ได้ตกลงกับพระบิดาและสัญญาว่าจะทรงเป็นผู้ทวงคืนแมนโซล โดยทรงยึดมั่นในปณิธานนี้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ข้อตกลงมีใจความว่า เมื่อถึงเวลาที่กำหนด พระบุตรจะเสด็จไปยังทวีปยูนิเวิร์ส เพื่อใช้ความยุติธรรมและความถูกต้องในการชดเชยความโง่เขลาของชาวเมืองแมนโซล และวางรากฐานแห่งการปลดปล่อยให้พ้นจากอำนาจทรราชของดิอาโบลัสอย่างสมบูรณ์

    ยิ่งไปกว่านั้น เอ็มมานูเอล (Emmanuel) ทรงตัดสินใจว่าจะทำสงครามกับยักษ์ดิอาโบลัสในเวลาที่เหมาะสม ในขณะที่มันยังครอบครองเมืองแมนโซลอยู่ โดยจะใช้พละกำลังขับไล่มันออกจากรังและป้อมปราการ เพื่อยึดครองเมืองนั้นให้เป็นที่พำนักของพระองค์เอง

    เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น จึงมีคำสั่งให้เลขาธิการหอหลวงบันทึกข้อตกลงนี้เป็นลายลักษณ์อักษร และประกาศให้ทราบโดยทั่วกันทุกมุมของอาณาจักรยูนิเวิร์ส โดยมีใจความสำคัญโดยสรุปดังนี้:

    "ขอให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบว่า พระบุตรของกษัตริย์ชัดดายผู้ยิ่งใหญ่ ได้ทำพันธสัญญาต่อพระบิดาว่าจะนำเมืองแมนโซลกลับคืนมา และจะใช้พลังแห่งความรักอันไร้ที่เปรียบ เปลี่ยนแมนโซลให้มีสภาพที่ดีขึ้นและมีความสุขยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่จะถูกดิอาโบลัสเข้ายึดครอง"

    ประกาศเหล่านี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วหลายแห่ง สร้างความกังวลใจให้แก่ทรราชดิอาโบลัสเป็นอย่างมาก มันคิดในใจว่า "คราวนี้ข้าเดือดร้อนแน่ ที่พำนักของข้ากำลังจะถูกชิงไปเสียแล้ว"

    แต่เมื่อแผนการของกษัตริย์และพระบุตรเริ่มแพร่สะพัดในราชสำนัก เหล่าขุนนางและแม่ทัพนายกองต่างตื่นเต้นกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เริ่มจากการกระซิบกระซาบกัน จนกระทั่งข่าวลือดังระงมไปทั่ววัง ทุกคนต่างทึ่งในแผนการอันรุ่งโรจน์ที่กษัตริย์และพระบุตรทรงเตรียมไว้เพื่อช่วยเมืองแมนโซลที่น่าสงสาร จนเหล่าข้าราชบริพารแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยโดยไม่พูดถึงความรักที่กษัตริย์และพระบุตรทรงมีต่อเมืองแมนโซล

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note