เมื่อกษัตริย์ชัดดายทรงตรวจพลเสร็จสิ้น ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้บัญชาการกองทัพในการศึกครั้งนี้ด้วยพระองค์เอง จึงทรงมอบหนังสือแต่งตั้งให้แก่เหล่ากัปตันแต่ละท่าน พร้อมกำชับต่อหน้าทหารทุกคนว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และกล้าหาญอย่างที่สุด เนื้อหาในหนังสือแต่งตั้งของทุกคนนั้นเหมือนกันทุกประการ จะต่างกันเพียงแค่ชื่อ ตำแหน่ง และลำดับขั้นของกัปตันแต่ละท่านเท่านั้น ซึ่งผมจะขอเล่ารายละเอียดในหนังสือแต่งตั้งนั้นให้ฟังดังนี้

    หนังสือแต่งตั้งจากพระเจ้าชัดดายผู้ยิ่งใหญ่ กษัตริย์แห่งเมืองแมนโซล ถึงกัปตันโบอาเนอร์เกส ผู้กล้าหาญและซื่อสัตย์ เพื่อมอบหมายให้นำทัพเข้าทำศึกกับเมืองแมนโซล

    ‘โบอาเนอร์เกสเอ๋ย เจ้าคือหนึ่งในกัปตันผู้เด็ดเดี่ยวและทรงพลัง ผู้บัญชาการเหล่าทหารกล้าผู้ซื่อสัตย์หนึ่งหมื่นนาย จงไปในนามของข้า นำกองกำลังนี้มุ่งหน้าสู่เมืองแมนโซลที่น่าเวทนา เมื่อไปถึงที่นั่น ให้ยื่นข้อเสนอสันติภาพเป็นอันดับแรก จงสั่งให้พวกเขาละทิ้งแอกและการกดขี่ของดิอาโบลัสผู้ชั่วร้าย แล้วกลับมาหาข้า ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวและกษัตริย์ที่ชอบธรรมของพวกเขา และจงสั่งให้พวกเขาชำระล้างทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิอาโบลัสออกจากเมืองแมนโซลให้หมดสิ้น โดยเจ้าต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาเชื่อฟังคำสั่งอย่างจริงใจ

    หากพวกเขาตอบรับและยอมสยบ จงใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีสร้างค่ายทหารของข้าขึ้นในเมืองแมนโซลอันเลื่องชื่อ และห้ามทำร้ายชาวเมืองแม้แต่คนเดียวตราบเท่าที่พวกเขายอมจำนนต่อข้า จงปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเพื่อนหรือพี่น้อง เพราะข้ารักทุกคนและพวกเขาเป็นที่รักยิ่งของข้า จงบอกพวกเขาว่าในวันหนึ่งข้าจะเสด็จไปหา เพื่อให้รู้ว่าข้านั้นเปี่ยมด้วยความเมตตา

    แต่หากพวกเขาดื้อรั้น ขัดขืน หรือกบฏ แม้เจ้าจะประกาศคำสั่งและแสดงอำนาจของข้าแล้วก็ตาม ข้าขอสั่งให้เจ้าใช้ทั้งเล่ห์เหลี่ยม พลัง และกำลังทั้งหมดที่มี บดขยี้พวกเขาให้ยอมสยบด้วยกำลังทหาร… ลาก่อน’

    นี่คือสรุปใจความในหนังสือแต่งตั้ง ซึ่งกัปตันท่านอื่นๆ ก็ได้รับคำสั่งในลักษณะเดียวกันนี้

    เมื่อเหล่าผู้บัญชาการได้รับมอบอำนาจจากกษัตริย์ และถึงวันที่นัดหมายในสถานที่ที่กำหนดไว้ ทุกคนต่างปรากฏตัวด้วยความสง่างามสมกับเกียรติและหน้าที่ หลังจากได้รับเลี้ยงส่งจากกษัตริย์ชัดดาย กองทัพก็เคลื่อนพลพร้อมโบกสะบัดธงชัยมุ่งหน้าสู่เมืองแมนโซล โดยมีกัปตันโบอาเนอร์เกสเป็นทัพหน้า กัปตันคอนวิคชันและกัปตันจดจ์เมนต์คุมทัพกลาง และกัปตันเอกเซคิวชันคุมทัพหลัง เนื่องจากเมืองแมนโซลอยู่ไกลจากราชสำนักของชัดดายมาก พวกเขาจึงต้องเดินทางผ่านดินแดนและผู้คนมากมาย ซึ่งตลอดทางพวกเขาไม่ได้ทำร้ายหรือรังแกใครเลย แต่กลับมอบคำอวยพรให้ทุกที่ที่ผ่านไป โดยมีกษัตริย์เป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด

    หลังจากเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดเมืองแมนโซลก็ปรากฏแก่สายตา เมื่อเห็นสภาพเมือง เหล่ากัปตันต่างรู้สึกสลดใจ เพราะเห็นได้ชัดว่าเมืองนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจและการบงการของดิอาโบลัสอย่างสิ้นเชิง

    สรุปสั้นๆ คือ เหล่ากัปตันเคลื่อนทัพมาถึงหน้าเมืองและหยุดอยู่ที่ "ประตูหู" (Ear-gate) ซึ่งเป็นจุดสำหรับการรับฟัง เมื่อกางเต็นท์และสร้างค่ายมั่นเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าโจมตี

    ทางด้านชาวเมือง เมื่อเห็นกองทัพที่สง่างาม สวมชุดเกราะแวววาว มีระเบียบวินัยเคร่งครัด และโบกธงชัยอย่างน่าเกรงขาม ต่างก็พากันออกมานอกบ้านเพื่อจ้องมองด้วยความสงสัย แต่ดิอาโบลัสผู้เจ้าเล่ห์เกรงว่าชาวเมืองจะถูกชักชวนให้เปิดประตูเมืองรับกัปตันเหล่านั้น จึงรีบลงมาจากปราสาทและสั่งให้ทุกคนกลับเข้าเมืองทันที จากนั้นเขาก็เริ่มพูดจาหลอกลวงว่า

    ‘สุภาพชนทั้งหลาย’ เขาเอ่ย ‘แม้พวกท่านจะเป็นเพื่อนที่ข้าไว้ใจและรักยิ่ง แต่ข้าต้องขอตำหนิที่พวกท่านทำตัวไม่ระวัง ออกไปจ้องมองกองกำลังที่น่าเกรงขามซึ่งมาตั้งค่ายล้อมเมืองแมนโซลของเรา พวกท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไร? พวกเขาคือกลุ่มคนที่ข้าเคยเตือนไว้ตั้งนานแล้วว่าจะมาทำลายเมืองนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ข้าทุ่มเทให้พวกท่านสวม ชุดเกราะเต็มยศ และสร้างป้อมปราการทางจิตใจให้แข็งแกร่ง แล้วทำไมตอนที่พวกเขาปรากฏตัวครั้งแรก พวกท่านไม่รีบจุดสัญญาณไฟเตือนภัยให้คนทั้งเมืองรู้ เพื่อที่เราจะได้เตรียมการป้องกันและเผชิญหน้ากับพวกเขาอย่างเด็ดขาด? ถ้าทำแบบนั้นข้าคงจะพอใจในตัวพวกท่านมากกว่านี้ แต่สิ่งที่พวกท่านทำทำให้ข้าเริ่มกังวล—ข้าบอกว่ากังวลจริงๆ—ว่าเมื่อถึงเวลาต้องสู้กันจริงๆ พวกท่านจะไม่มีความกล้าพอที่จะยืนหยัดได้ ข้าถึงได้สั่งให้มีเวรยามและเพิ่มกำลังทหารที่ประตูเมือง ข้าพยายามทำให้พวกท่านแข็งแกร่งดั่งเหล็กและมีหัวใจที่หนักแน่นดั่งหินโม่ เพื่ออะไรกัน? เพื่อให้พวกท่านทำตัวอ่อนแอเหมือนผู้หญิง ออกไปยืนมองศัตรูตัวฉกาจเหมือนพวกไร้เดียงสาอย่างนั้นหรือ? ช่างน่าอายนัก! จงเตรียมพร้อมป้องกันตัว ตีกลองระดมพล และรวมตัวกันอย่างนักรบ ให้ศัตรูรู้ว่าก่อนที่มันจะยึดเมืองนี้ได้ เมืองแมนโซลยังมีชายผู้กล้าหาญอยู่

    ข้าจะเลิกตำหนิเพียงเท่านี้ แต่ข้าขอสั่งว่า ต่อจากนี้ห้ามทำแบบนี้อีก ห้ามใครก็ตามโผล่หัวพ้นกำแพงเมืองแมนโซลหากไม่ได้รับคำสั่งจากข้า เมื่อได้ยินแล้วจงทำตามที่ข้าสั่ง แล้วข้าจะดูแลความปลอดภัยและเกียรติยศของพวกท่านให้ดีที่สุด… ลาก่อน’

    คำพูดนี้ทำให้ชาวเมืองเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาตกอยู่ในความหวาดกลัว วิ่งวุ่นไปตามถนนในเมืองแมนโซลพร้อมตะโกนว่า ‘ช่วยด้วย! พวกคนที่พลิกโลกได้มาถึงที่นี่แล้ว’ ไม่มีใครสงบใจได้เลย ทุกคนต่างสติหลุดและร้องตะโกนว่า ‘ผู้ทำลายความสงบสุขของพวกเรามาถึงแล้ว’ ดิอาโบลัสเห็นดังนั้นก็แอบยิ้มในใจ ‘อา… แบบนี้แหละที่ข้าต้องการ ตอนนี้พวกเจ้าเชื่อฟังข้าแล้ว จงปักหลักอยู่ที่นี่ แล้วดูซิว่าพวกมันจะยึดเมืองนี้ได้หรือไม่’

    ก่อนที่กองทัพของกษัตริย์จะตั้งค่ายครบสามวัน กัปตันโบอาเนอร์เกสสั่งให้คนเป่าแตรเดินทางไปยังประตูหู เพื่อประกาศในนามของพระเจ้าชัดดาย ให้ชาวเมืองแมนโซลรับฟังข้อความที่เขาได้รับมอบหมายให้มาส่ง คนเป่าแตรที่ชื่อว่า "จงระวังสิ่งที่เจ้าได้ยิน" (Take-heed-what-you-hear) เดินทางไปที่ประตูหูและเป่าแตรเรียก แต่ไม่มีใครปรากฏตัวหรือตอบรับเลย เพราะดิอาโบลัสสั่งห้ามไว้ เมื่อคนเป่าแตรกลับมารายงาน กัปตันรู้สึกเสียใจแต่ก็สั่งให้เขาพักผ่อนในเต็นท์

    ต่อมากัปตันโบอาเนอร์เกสส่งคนเป่าแตรไปที่ประตูหูอีกครั้งเพื่อเรียกให้รับฟัง แต่ชาวเมืองก็ยังคงปิดเงียบ ไม่ยอมออกมาและไม่ยอมตอบรับ เพราะพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของดิอาโบลัสอย่างเคร่งครัด

    เหล่ากัปตันและนายทหารจึงเรียกประชุมสภาสงครามเพื่อหารือถึงวิธีที่จะยึดเมืองแมนโซล หลังจากถกเถียงกันอย่างละเอียดตามเนื้อหาในหนังสือแต่งตั้ง พวกเขาตัดสินใจจะส่งคนเป่าแตรไปแจ้งเตือนเป็นครั้งสุดท้าย แต่หากยังถูกปฏิเสธและเมืองยังคงดื้อรั้น พวกเขาตกลงกันว่าจะใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อบังคับให้ชาวเมืองยอมสยบต่อกษัตริย์ของพวกเขาด้วยกำลังทหาร

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note