ตอนที่ 8
byบทที่ 5 เหยื่อของกฎหมาย
ในวันเดียวกันนั้น ขณะที่ซาร่ากำลังเดินวุ่นจัดการธุระในห้างให้กิลเดอร์ เธอก็ถูกพนักงานขายหญิงคนหนึ่งดักเรียก ซึ่งซาร่าพอจะจำได้ว่าเธอชื่อเฮเลน มอร์ริส ทั้งคู่ปลีกตัวออกมาอยู่ในจุดที่ไร้ผู้คนจนแทบจะอยู่กันตามลำพัง เฮเลนมีท่าทีประหม่าขณะเอื้อมมือมาจับแขนซาร่าเพื่อรั้งตัวไว้ แม้ซาร่าจะแสดงออกชัดเจนว่าไม่พอใจ แต่พนักงานสาวก็ยังไม่ยอมปล่อย
“มีอะไรกับฉันนักหนา” ซาร่าถามเสียงห้วน
เฮเลนไม่อ้อมค้อม เธอโพล่งคำถามออกมาทันที
“แมรี่ เทอร์เนอร์ เป็นยังไงบ้างคะ”
“อ๋อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ!” เลขาสาวอุทานอย่างรำคาญใจที่ถูกขัดจังหวะการทำงาน “เดี๋ยวพวกเธอทุกคนก็รู้เองนั่นแหละ”
“บอกฉันตอนนี้เลยเถอะค่ะ” น้ำเสียงของเด็กสาวมีพลังดึงดูดอย่างประหลาด แม้ใบหน้าจะซีดเซียวดูแก่กว่าวัย และรูปร่างผอมบางในชุดยูนิฟอร์มสีดำผ้ากันเปื้อนสีขาวจะดูจืดชืดไร้ตัวตน แต่ในขณะนี้เธอกลับดูมีอะไรบางอย่างที่น่าเกรงขาม “บอกฉันตอนนี้เลย” เธอเน้นคำเดิมด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น จนซาร่ารู้สึกเหมือนถูกสะกดให้ต้องยอมตอบทั้งที่ใจไม่ต้องการ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ซาร่าแปลกใจตัวเองมาก
“โดนจำคุกสามปี” ซาร่าตอบสั้นๆ
“สามปี!” เฮเลนทวนคำด้วยน้ำเสียงที่บอกไม่ถูก แต่มันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “สามปีจริงๆ เหรอคะ”
“ใช่” ซาร่าตอบ เมื่อเห็นความจริงจังของอีกฝ่าย “สามปี”
“พระเจ้า!” คำอุทานนั้นไม่ได้มาจากความลบหลู่ แต่เป็นความตระหนกตกใจอย่างรุนแรงที่พุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ซาร่ามองปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความฉงน เพราะปกติเธอไม่ใช่คนชอบแสดงอารมณ์ และมองว่าการแสดงออกที่รุนแรงแบบนี้ดูน่าสงสัย อีกทั้งเธอยังจำได้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฮเลน มอร์ริส ให้ความสนใจเรื่องของแมรี่ เทอร์เนอร์ เป็นพิเศษ ซาร่าเริ่มสงสัยว่าทำไม
“นี่” เธอถามตรงๆ ตามนิสัย “ทำไมเธอถึงดูเดือดร้อนแทนขนาดนั้น นี่เป็นครั้งที่สามแล้วนะที่ถามเรื่องแมรี่ มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ”
พนักงานสาวสะดุ้งโหยง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับแดงซ่านด้วยความตกใจ เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้ทำให้เธอเสียอาการอย่างมาก
“เกี่ยวอะไรกับฉันเหรอคะ” เธอทวนคำเพื่อถ่วงเวลา “เปล่าค่ะ… ไม่เกี่ยวเลย!” สีหน้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อนึกข้ออ้างขึ้นมาได้ “ไม่เกี่ยวหรอกค่ะ แค่… เธอเป็นเพื่อนฉัน เป็นเพื่อนสนิทมากน่ะค่ะ ใช่แล้ว!” แต่เพียงชั่วพริบตา ความโล่งใจก็หายวับไป เมื่อความจริงอันโหดร้ายย้อนกลับมาตอกย้ำในใจ ดวงตาหม่นแสงและริมฝีปากขาวซีดสั่นระริก เธอพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “น่ากลัวเกินไป… สามปีเชียวเหรอ! ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้… เลวร้ายที่สุด!” พูดจบเธอก็รีบเดินจากไปพร้อมก้มหน้าพึมพำอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ท่าทางเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสับสน
ซาร่ามองตามด้วยความงุนงง เธอเดาไม่ออกเลยว่าอะไรทำให้เด็กสาวคนนั้นสะเทือนใจได้ขนาดนี้ แต่แล้วสัญชาตญาณการมองโลกแบบทื่อๆ ของเธอก็ให้คำตอบง่ายๆ
“พนันได้เลยว่ายัยนั่นคงเคยคิดจะขโมยของเหมือนกัน แต่ไม่กล้าทำเพราะกลัว” เมื่อได้ข้อสรุปที่น่าพอใจ เลขาสาวก็เดินกลับไปทำงานต่ออย่างสบายใจ โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า เด็กสาวคนนั้นอาจจะเคยถูกสิ่งยั่วยวนให้ขโมยของ… และเธอไม่ได้ต้านทานมันได้สำเร็จ
เพราะบทสนทนาสั้นๆ นั้นเอง ทำให้เมื่อกลับมาถึงออฟฟิศ ซาร่าจึงเอาแต่คิดเรื่องของแมรี่ เทอร์เนอร์ ในขณะที่กิลเดอร์ไม่อยู่พอดี ทันใดนั้นเธอก็เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งอยู่ที่ประตู แต่ในตอนแรกเธอจำไม่ได้ เพราะในความทรงจำ แมรี่ เทอร์เนอร์ คือเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่ดูมีชีวิตชีวาในทุกย่างก้าว ใบหน้าสวยหมดจด ผิวพรรณผุดผ่อง และมีรอยยิ้มสดใสที่ส่องประกายแม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับเป็นร่างผอมบางที่ยืนโงนเงน ท่าทางอ่อนแรงจนดูน่ากลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือร่องรอยของความสิ้นหวัง—ความสิ้นหวังของคนที่ผ่านความทุกข์มาอย่างสาหัส และยังต้องเผชิญกับมันอีกมหาศาล
ข้างกายหญิงสาวผู้น่าสงสารมีชายคนหนึ่งยืนคุมอยู่ มือของเขาบีบข้อมือเธอไว้แน่น เขาใส่หมวกเดอร์บีรั้งไปด้านหลังบนศีรษะรูปทรงคล้ายลูกกระสุน และสวมรองเท้าพื้นหนาหัวเหลี่ยมเทอะทะ
ชายคนนั้นเป็นคนเปิดบทสนทนา แคสซิดีจากกองบัญชาการ พูดด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้างและเย็นชา ซึ่งเข้ากับรูปลักษณ์กำยำทื่อๆ ของเขาเป็นอย่างดี
“อัยการเขตสั่งให้ผมพาตัวเด็กคนนี้มาส่งที่นี่ ก่อนจะพากลับไปที่สถานีแกรนด์เซ็นทรัล”
ซาร่าลุกขึ้นยืนอย่างเหม่อลอย ทันทีที่ได้ยินเสียงแหบพร่าของตำรวจ เธอถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าร่างที่น่าเวทนาตรงประตูคือแมรี่ เทอร์เนอร์ คนที่เธอจำได้ว่าแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง เธอพยายามฝืนทำน้ำเสียงให้ร่าเริงตามปกติ
“คุณกิลเดอร์จะกลับมาเดี๋ยวนี้ค่ะ เข้ามานั่งรอข้างในก่อน” เธออยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคำต้อนรับหรือคำปลอบโยน แต่กลับพบว่าตัวเองพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้แต่ยืนอึ้งขณะที่ตำรวจจูงตัวผู้ต้องหาให้เดินตามเข้ามา
ทั้งคู่เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ตำรวจเดินด้วยย่างก้าวเกอะกะเพื่อให้เข้ากับจังหวะการเดินที่อ่อนแรงของเด็กสาว ส่วนแมรี่ปล่อยให้เขาลากไปโดยไม่ขัดขืน เพราะรู้ดีว่าการต่อต้านอำนาจที่กุมชะตาเธออยู่ในขณะนี้ไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่กลางห้อง ซาร่าจึงรวบรวมความกล้าพูดแสดงความเห็นใจออกมา
“ฉันเสียใจด้วยนะแมรี่” เธอพูดอย่างลังเล “เสียใจจริงๆ เสียใจที่สุดเลย”
เด็กสาวหยุดเดินตามตำรวจ เธอไม่เงยหน้าขึ้นมอง ยืนโงนเงนเหมือนคนไม่มีแรง น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นไร้ชีวิตชีวา
“งั้นเหรอคะ” เธอพูด “ฉันไม่รู้เลย เพราะตั้งแต่เข้าไปอยู่ในคุกทอมบ์ส ไม่เคยมีใครมาเยี่ยมฉันเลยสักคน” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรันทดขณะย้ำคำเดิม “ไม่มีใครมาหาฉันเลย!”
ซาร่ารู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที เธอรู้ว่าคำตัดพ้อนั้นเป็นความจริง เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ไม่เคยนึกถึงเด็กสาวที่กำลังทนทุกข์อยู่ในคุกเลย เพื่อลดความรู้สึกผิด เธอจึงพยายามบอกว่ายังมีคนอื่นที่เห็นใจ
“โธ่ แต่เมื่อกี้เฮเลน มอร์ริส เพิ่งมาถามถึงเธอเองนะ! เธอถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังเสียใจกับเรื่องของเธอมากด้วย”
แต่ความพยายามของเลขาสาวกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
“เฮเลน มอร์ริส คือใครคะ” น้ำเสียงราบเรียบนั้นถามโดยไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย
ซาร่าตกใจชั่วขณะ เพราะเธอยังจำท่าทางตื่นตระหนกของพนักงานขายสาวที่บอกว่าตัวเองเป็นเพื่อนสนิทของนักโทษคนนี้ได้ดี แต่ปริศนานี้ยังไม่ทันได้คลี่คลาย กิลเดอร์ก็เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงตามปกติ เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นแขกทั้งสองคนกลางห้อง ก่อนจะสั่งเลขาสาวสั้นๆ ขณะเดินไปที่โต๊ะทำงาน
“ซาร่า ออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวถ้าต้องการอะไรฉันจะเรียก”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องขณะที่เลขาสาวเดินออกไป ทิ้งให้เด็กสาวและผู้คุมยืนรอคำสั่ง กิลเดอร์กระแอมไอสองครั้งด้วยความประหม่าซึ่งเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขา ก่อนจะหันไปพูดกับเด็กสาว ในที่สุดเจ้าของห้างก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเห็นใจอย่างแท้จริง เพราะภาพความโศกเศร้าที่ปรากฏตรงหน้ามันรุนแรงจนเขารู้สึกสะเทือนใจโดยไม่ต้องใช้จินตนาการ
“แม่หนู” กิลเดอร์พูดอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงด้วยความเสียใจ “ฉันเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ”
“ก็ควรจะเสียใจสิคะ!” คำตอบสวนกลับมาทันควัน แต่มันเป็นน้ำเสียงที่ปราศจากอารมณ์ ราวกับเธอกำลังพูดข้อเท็จจริงทั่วไปที่ไม่มีความรู้สึกมาเกี่ยวข้อง แต่คำตอบนี้กลับส่งผลลบต่อผู้จ้างงาน ความเห็นใจในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความขุ่นเคือง เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าด้วยการปฏิเสธความหวังดี
“นี่!” เขาอุทานอย่างหงุดหงิด “พูดกับฉันแบบนี้ได้ยังไง”
“ทำไมคะ แล้วคุณอยากให้ฉันพูดแบบไหน” น้ำเสียงที่เคยเฉื่อยชาเริ่มมีแววบางอย่างที่น่ากลัวแฝงอยู่
“ฉันคาดหวังจะเห็นความอ่อนน้อมถ่อมตนบ้าง จากคนที่อยู่ในสถานะอย่างเธอ” มหาเศรษฐีตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน
ทันใดนั้น ร่างที่เคยห่อเหี่ยวก็กลับมามีชีวิตชีวา กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเครียด เธอหยัดตัวยืนตรงด้วยพลังของวัยสาว ใบหน้าที่เคยซีดเผือดกลับมีสีเลือดขึ้นมาทันที ดวงตาเบิกกว้างและจ้องเขม็งไปยังชายผู้เป็นนายจ้าง
“จะให้ฉันอ่อนน้อมเหรอคะ” เธอถาม น้ำเสียงเริ่มมีความไพเราะแต่แฝงด้วยความดุดันและแรงอารมณ์ “คุณจะให้ฉันอ่อนน้อมได้ยังไง ในเมื่อฉันต้องติดคุกสามปี… ในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำ!”
เสียงร้องที่หลุดออกมาจากลำคอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง คำพูดนั้นสั่นสะเทือนความรู้สึกของกิลเดอร์อย่างที่เขาไม่เคยคาดคิด เขาทำตัวไม่ถูก ได้แต่ขยับตัวไปมาบนเก้าอี้อย่างกระวนกระวาย อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็นึกไม่ออก ในขณะที่เขากำลังหาคำตำหนิหรือคำดุด่ามาโต้ตอบ เขาก็รู้สึกโล่งใจที่ได้ยินเสียงหยาบๆ ของตำรวจแทรกขึ้นมา
“อย่าไปถือสาเธอเลยครับท่าน” แคสซิดีพูดด้วยท่าทางที่พยายามให้ดูปลอบประโลม “พวกนี้ก็พูดแบบนี้ทุกคนแหละ บอกว่าตัวเองบริสุทธิ์! ใช่ครับ พูดเหมือนกันหมด พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ทำ ยืนกรานแบบนี้ไปจนนาทีสุดท้าย ไม่ว่าหลักฐานจะมัดตัวแน่นแค่ไหนก็ตาม”
เสียงของเด็กสาวดังกังวานและชัดเจน มีความเด็ดเดี่ยวและสง่างามอย่างน่าประหลาด ความเรียบง่ายของคำพูดนั้นอาจมีพลังโน้มน้าวใจคนที่รับฟังโดยไม่มีอคติ แม้ว่ามันจะเป็นคำพูดซ้ำซากที่อาชญากรทุกคนมักใช้ปฏิเสธก็ตาม
“ฉันบอกคุณว่า ฉันไม่ได้ทำ!”
กิลเดอร์รู้สึกถึงมวลอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาในขณะนั้น แต่เขาไม่ยอมแพ้ต่อมัน ด้วยความเป็นคนขาดจินตนาการ เขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าช่วงเวลานี้มีความหมายต่อเด็กสาวตรงหน้าอย่างไร เขาคิดเพียงว่าหน้าที่ของเขาคือการจัดการเรื่องโชคร้ายนี้ให้เรียบร้อยและละเอียดรอบคอบที่สุด ตามแบบฉบับคนที่ไต่เต้าจากจุดต่ำสุดขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของชีวิต
“จะเสแสร้งไปเพื่ออะไร” เขาถามเสียงแข็ง “เธอผ่านการพิจารณาคดีที่ยุติธรรมแล้ว เรื่องมันก็จบแค่นั้น”
เด็กสาวที่ยืนตัวสั่นและดูเหมือนจะพึ่งพิงร่างของตำรวจที่จับข้อมือเธอไว้ พูดขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและมั่นใจ ราวกับกำลังอธิบายเรื่องง่ายๆ ให้คนที่สงสัยฟัง
“ไม่เลยค่ะ ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!” เธอโต้กลับอย่างตรงไปตรงมา “ถ้าการพิจารณาคดีมันยุติธรรม ฉันคงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่”
เสียงหยาบของแคสซิดีแทรกขึ้นมาอีกครั้งพร้อมเสียงเยาะเย้ยตามสัญชาตญาณอาชีพ
“นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่พวกนี้พูดเหมือนกันหมด”
แต่เด็กสาวไม่สนใจคำถากถาง เธอพูดต่อด้วยความเกรี้ยวกราด ดวงตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มจ้องลึกเข้าไปในตากิลเดอร์ ซึ่งไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกปั่นป่วนอย่างบอกไม่ถูกภายใต้สายตานั้น
“คุณเรียกมันว่ายุติธรรมเหรอคะ ในเมื่อทนายที่ฉันมีเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน—คนที่ศาลสั่งให้ฉันใช้ ทนายที่เพิ่งจะว่าความคดีแรกในชีวิต—และคดีนั้นคือคดีของฉัน คดีที่ทำลายชีวิตฉันทั้งชีวิต! ทนายของฉันน่ะเหรอคะ เขาแค่ใช้ฉันเป็นที่ฝึกประสบการณ์—ฝึกบนความพินาศของฉัน!” เธอหยุดพูดราวกับหมดแรงจากอารมณ์ที่พุ่งพล่าน ดวงตาที่เคยเป็นประกายค่อยๆ หรี่ลงและปิดสนิท ร่างของเธอโงนเงนจนตำรวจต้องกระชับข้อมือให้แน่นขึ้น
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกิลเดอร์พยายามสลัดความรู้สึกที่รบกวนจิตใจออกไป และเขาก็ทำได้ในระดับหนึ่ง
“คณะลูกขุนตัดสินว่าเธอมีความผิด” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเข้มงวดแบบผู้มีอำนาจ
ทันใดนั้น แมรี่ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอีกครั้ง ดวงตาของเธอส่งประกายไฟจ้องไปยังชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน และก้าวไปข้างหน้าอย่างดุดันจนลากตัวตำรวจให้เดินตามไปด้วย

0 Comments