ตลอดช่วงเวลาที่ครอบครัวเราลำบาก ฉันแทบไม่เคยได้ยินแม่บ่นเรื่องเงินทองเลยสักครั้ง พอใกล้เข้าสู่ฤดูร้อน แม่เปรยกับฉันและแมรี่ว่า “ถ้าคุณพ่อได้ไปพักผ่อนที่เมืองตากอากาศสักสองสามสัปดาห์ก็คงจะดีนะ แม่เชื่อว่าอากาศริมทะเลและการเปลี่ยนบรรยากาศจะช่วยให้ท่านดีขึ้นมาก แต่ก็นั่นแหละ… เราไม่มีเงิน” แม่พูดพลางถอนหายใจ เราสองคนอยากให้เป็นแบบนั้นเหลือเกินและรู้สึกเสียดายที่มันเป็นไปไม่ได้ “เอาเถอะ!” แม่พูดต่อ “บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ บางทีเราอาจจะพอหาทางทำให้แผนนี้เป็นจริงได้นะ แมรี่ ลูกวาดรูปสวย ลองวาดเพิ่มอีกสักสองสามรูปในสไตล์ที่ดีที่สุดของลูก แล้วเอาไปใส่กรอบรวมกับพวกภาพสีน้ำที่วาดไว้แล้ว ลองเอาไปเสนอขายให้พวกเจ้าของร้านขายภาพใจดีที่ตาถึงและเห็นคุณค่าของงานลูกดูสิ”

    “คุณแม่คะ หนูจะดีใจมากเลยถ้าแม่คิดว่ามัน ขายได้ และขายได้ราคาที่คุ้มค่าด้วย”

    “ลองดูก็ไม่เสียหายจ้ะลูกรัก ลูกเตรียมรูปให้พร้อม แล้วแม่จะพยายามหาคนซื้อให้เอง”

    “หนูอยากช่วยทำอะไรสักอย่างบ้างจังค่ะ” ฉันพูดขึ้น

    “ลูกเหรอ แอกเนส! อื้ม ใครจะรู้ล่ะ ลูกเองก็วาดรูปเก่งเหมือนกัน ถ้าเลือกหัวข้อที่เรียบง่าย แม่เชื่อว่าลูกน่าจะสร้างผลงานที่พวกเราภูมิใจนำไปโชว์ได้นะ”

    “แต่หนูมีแผนอื่นอยู่ในใจค่ะแม่ คิดมานานแล้วแต่ไม่กล้าบอก”

    “จริงเหรอ! ไหนบอกแม่ซิว่าเรื่องอะไร”

    “หนูอยากเป็นครูพี่เลี้ยงค่ะ”

    แม่อุทานด้วยความประหลาดใจและหัวเราะออกมา ส่วนพี่สาวถึงกับทำของในมือหลุดด้วยความตกใจ พร้อมโพล่งขึ้นว่า “เธอเนี่ยนะจะเป็นครูพี่เลี้ยง แอกเนส! ฝันกลางวันอยู่หรือเปล่า”

    “โธ่! หนูว่ามันก็ไม่ได้ แปลก ขนาดนั้นนี่คะ หนูไม่ได้บอกว่าสามารถสอนเด็กโตได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กหนูทำได้แน่นอน และหนูอยากทำด้วย เพราะหนูรักเด็กมาก ให้หนูทำเถอะนะคะคุณแม่!”

    “แต่ลูกรัก ลูกยังดูแล ตัวเอง ไม่ค่อยจะรอดเลยนะ แล้วเด็กเล็กน่ะต้องใช้การตัดสินใจและประสบการณ์ในการรับมือมากกว่าเด็กโตเสียอีก”

    “แต่แม่คะ หนูอายุเกินสิบแปดแล้ว หนูดูแลตัวเองได้ และดูแลคนอื่นได้ด้วย แม่ไม่รู้หรอกว่าหนูมีความรอบคอบและมีวุฒิภาวะแค่ไหน เพราะหนูยังไม่เคยมีโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองเลย”

    “ลองคิดดูสิ” แมรี่แทรก “เธอจะทำยังไงในบ้านที่เต็มไปด้วยคนแปลกหน้า โดยที่ไม่มีฉันหรือแม่คอยพูดคอยจัดการให้ แถมยังต้องดูแลเด็กกลุ่มหนึ่งอีก จะหันไปปรึกษาใครก็ไม่มี แม้แต่เสื้อผ้าจะใส่อะไรเธอก็คงเลือกไม่ถูก”

    “พี่คิดว่าเพราะหนูยอมทำตามที่พี่บอกเสมอ หนูเลยไม่มีความคิดเป็นของตัวเองงั้นสิ แต่ขอให้หนูได้ลองเถอะค่ะ แค่นั้นที่หนูขอ แล้วพี่จะได้เห็นว่าหนูทำอะไรได้บ้าง”

    จังหวะนั้นเองที่คุณพ่อเดินเข้ามา และพวกเราก็เล่าเรื่องที่กำลังถกเถียงกันให้ท่านฟัง

    “อะไรนะ แอกเนสตัวน้อยของพ่อจะเป็นครูพี่เลี้ยง!” ท่านอุทาน และแม้จะอยู่ในสภาวะหดหู่ แต่ท่านก็ยังหัวเราะให้กับความคิดนี้

    “ใช่ค่ะคุณพ่อ อย่าเพิ่งคัดค้านหนูเลยนะคะ หนูอยากทำจริงๆ และหนูมั่นใจว่าหนูจะทำออกมาได้ดีเยี่ยมเลยค่ะ”

    “แต่ลูกรัก พ่อเสียลูกไปไม่ได้หรอก” ท่านพูดพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “ไม่ ไม่เด็ดขาด ถึงเราจะลำบากแค่ไหน แต่เราคงยังไม่ตกต่ำถึงขั้นนั้น”

    “โอ้ ไม่หรอกค่ะ” แม่รีบพูด “ไม่มีความจำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ มันก็แค่ความอยากชั่วครั้งชั่วคราวของเด็กคนนี้เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นเงียบปากไปเลยนะยัยตัวแสบ ถึงลูกจะพร้อมทิ้งพวกเราไปขนาดนี้ แต่ลูกก็รู้ดีว่าพวกเราตัดใจให้ลูกจากไปไม่ได้ หรอก

    ฉันถูกสั่งให้เงียบในวันนั้นและอีกหลายวันต่อมา แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้ละทิ้งความฝันนี้ แมรี่เริ่มเตรียมอุปกรณ์วาดรูปและตั้งใจทำงานของเธอ ฉันเองก็ทำเช่นกัน แต่ในขณะที่วาดรูป ใจฉันกลับล่องลอยไปคิดถึงเรื่องอื่น มันจะวิเศษแค่ไหนนะถ้าได้เป็นครูพี่เลี้ยง! ได้ออกไปเผชิญโลกกว้าง เริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ได้ใช้ความสามารถที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ ได้ทดลองพลังที่ซ่อนอยู่ ได้หาเงินเลี้ยงชีพและช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว ไม่ต้องให้ท่านต้องคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและเสื้อผ้าให้ฉันอีก ได้พิสูจน์ให้คุณพ่อเห็นว่าแอกเนสตัวน้อยของท่านทำอะไรได้บ้าง และทำให้คุณแม่กับแมรี่เชื่อว่าฉันไม่ใช่เด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และไร้เดียงสาอย่างที่พวกเขาคิด และที่สำคัญ การได้รับความไว้วางใจให้ดูแลและอบรมสั่งสอนเด็กๆ มันช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน! ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอ เพราะความทรงจำที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคิดของตัวเองในวัยเด็กจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เจนโลกเสียอีก เพียงแค่ฉันนึกย้อนกลับไปตอนที่ตัวเองอายุเท่าลูกศิษย์ ฉันก็จะรู้วิธีชนะใจและทำให้เด็กๆ รัก รู้วิธีทำให้เด็กที่ทำผิดรู้สึกสำนึก รู้วิธีให้กำลังใจเด็กที่ขี้อายและปลอบโยนเด็กที่ทุกข์ใจ รู้วิธีทำให้คุณธรรมเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริง ทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องน่าปรารถนา และทำให้ศาสนาเป็นเรื่องงดงามและเข้าใจง่าย

    ช่างเป็นงานที่น่ารื่นรมย์เสียจริง!
    การได้สอนให้เมล็ดพันธุ์ตัวน้อยรู้จักเติบโต
    คอยฟูมฟักต้นไม้ที่อ่อนเยาว์ และเฝ้ามองยอดอ่อนผลิบานในทุกๆ วัน

    ด้วยแรงจูงใจมากมายขนาดนี้ ฉันจึงตัดสินใจที่จะมุ่งมั่นต่อไป แม้ความกลัวว่าจะทำให้แม่ไม่พอใจหรือทำให้พ่อเสียใจจะทำให้ฉันไม่กล้าหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกหลายวัน จนในที่สุด ฉันก็ได้หาโอกาสคุยกับแม่เป็นการส่วนตัว และใช้ความพยายามอย่างมากจนแม่ยอมสัญญาว่าจะช่วยผลักดันให้ และหลังจากนั้นฉันก็ได้รับความยินยอมอย่างไม่เต็มใจนักจากคุณพ่อ แม้แมรี่จะยังถอนหายใจแสดงความไม่เห็นด้วย แต่คุณแม่ผู้ใจดีก็เริ่มมองหาตำแหน่งงานให้ฉัน ท่านเขียนจดหมายถึงญาติๆ ของคุณพ่อและดูประกาศในหนังสือพิมพ์ ส่วนญาติทางฝั่งแม่นั้น ท่านขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว มีเพียงการส่งจดหมายตามธรรมเนียมเป็นครั้งคราวตั้งแต่แต่งงาน และแม่ไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้นในเรื่องแบบนี้แน่นอน แต่เนื่องจากพ่อแม่ของฉันปลีกตัวจากสังคมมานานมาก จึงใช้เวลาหลายสัปว่ากว่าจะหางานที่เหมาะสมได้ ในที่สุดฉันก็ดีใจสุดขีดเมื่อได้รับแจ้งว่าฉันจะได้ไปดูแลครอบครัวเล็กๆ ของคุณนายบลูมฟิลด์ ซึ่งคุณป้าเกรย์ผู้เจ้าระเบียบและใจดีเคยรู้จักกันสมัยสาวๆ และยืนยันว่าเธอเป็นผู้หญิงที่นิสัยดีมาก สามีของเธอเป็นพ่อค้าที่เกษียณอายุและมีฐานะมั่งคั่งพอตัว แต่เขากลับยอมจ่ายเงินเดือนให้ครูสอนเด็กๆ เพียงยี่สิบห้าปอนด์เท่านั้น ถึงอย่างนั้นฉันก็ยินดีรับงานนี้มากกว่าจะปฏิเสธ ซึ่งพ่อแม่ของฉันก็เห็นด้วยว่านั่นเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

    แต่ฉันยังต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกหลายสัปดาห์ หลายสัปดาห์นั้นช่างยาวนานและน่าเบื่อหน่ายสำหรับฉันเหลือเกิน! แต่โดยรวมแล้วมันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข เต็มไปด้วยความหวังและความคาดหวังที่แรงกล้า ฉันมีความสุขเป็นพิเศษตอนที่ช่วยตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ และตอนที่จัดกระเป๋าเดินทาง! แต่ในขณะที่จัดของ ความรู้สึกขมขื่นก็เริ่มแทรกซึมเข้ามา และเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น พร้อมสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น เมื่อคืนสุดท้ายที่บ้านมาถึง หัวใจของฉันก็พลันบีบคั้นด้วยความโศกเศร้า คนที่ฉันรักดูเศร้าสร้อยและพูดกับฉันด้วยความอ่อนโยนจนฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ฉันก็ยังแสร้งทำเป็นร่าเริง ฉันไปเดินเล่นที่ทุ่งมัวร์กับแมรี่เป็นครั้งสุดท้าย เดินเล่นในสวนและรอบบ้านเป็นครั้งสุดท้าย ให้อาหารนกพิราบสัตว์เลี้ยงตัวโปรดร่วมกับพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย นกน้อยแสนสวยที่เราฝึกให้จิกอาหารจากมือ ฉันลูบหลังที่นุ่มลื่นของพวกมันเป็นครั้งสุดท้ายในขณะที่พวกมันรุมล้อมอยู่ที่ตัก ฉันจูบเจ้านกแฟนเทลสีขาวราวหิมะคู่โปรดอย่างทะนุถนอม เล่นเปียโนตัวเก่าที่คุ้นเคยเป็นเพลงสุดท้าย และร้องเพลงให้คุณพ่อฟังเป็นครั้งสุดท้าย—ฉันหวังว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายจริงๆ แต่คงเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับช่วงเวลาที่ยาวนานหลังจากนี้ และบางที เมื่อฉันได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกครั้ง ความรู้สึกอาจจะเปลี่ยนไป สถานการณ์อาจเปลี่ยน และบ้านหลังนี้อาจไม่ใช่บ้านที่ฉันได้พำนักอย่างถาวรอีกต่อไป เจ้าลูกแมวน้อยเพื่อนรักของฉันก็คงเปลี่ยนไปเหมือนกัน ตอนนี้มันเริ่มโตเป็นแมวที่สง่างามแล้ว และเมื่อฉันกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงคริสต์มาส มันก็คงลืมเพื่อนเล่นและวีรกรรมแสนซนของฉันไปหมดแล้ว ฉันเล่นกับมันเป็นครั้งสุดท้าย และตอนที่ฉันลูบขนที่นุ่มและเป็นเงางามในขณะที่มันครางครืดๆ หลับไปบนตัก ฉันก็รู้สึกเศร้าจนไม่อาจปิดบังได้ เมื่อถึงเวลานอน ฉันกับแมรี่กลับเข้าไปในห้องนอนเล็กๆ ที่เงียบสงบ ลิ้นชักของฉันถูกเคลียร์จนว่างเปล่า ชั้นหนังสือในส่วนของฉันก็ว่างเปล่า และหลังจากนี้ แมรี่จะต้องนอนคนเดียวในความโดดเดี่ยวที่แสนหดหู่ตามที่เธอพูด หัวใจของฉันดิ่งวูบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัวและผิดที่ดึงดันจะจากเธอไป เมื่อฉันคุกเข่าลงข้างเตียงเล็กๆ ของเรา ฉันอธิษฐานขอพรให้เธอและพ่อแม่ด้วยความแรงกล้ากว่าครั้งไหนๆ เพื่อซ่อนอารมณ์ ฉันซบหน้าลงกับฝ่ามือจนน้ำตาอาบแก้ม เมื่อเงยหน้าขึ้น ฉันก็พบว่าแมรี่เองก็ร้องไห้เช่นกัน แต่เราไม่มีใครพูดอะไร เราเข้านอนในความเงียบ และขยับเข้าไปกอดกันให้แน่นขึ้นเพราะรู้ดีว่าต้องจากกันในไม่ช้า

    แต่เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง ความหวังและกำลังใจก็กลับคืนมา ฉันต้องออกเดินทางแต่เช้า เพื่อให้รถม้า (รถม้าสองล้อที่เช่าจากคุณสมิธ พ่อค้าผ้าและของชำประจำหมู่บ้าน) สามารถเดินทางกลับได้ภายในวันเดียว ฉันตื่นขึ้นมา ล้างหน้า แต่งตัว ทานมื้อเช้าอย่างรีบเร่ง ได้รับอ้อมกอดอันอบอุ่นจากคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว จูบเจ้าแมว—ซึ่งทำให้แซลลี่ สาวใช้ ทำหน้าตกใจมาก—จับมือกับเธอ ขึ้นรถม้า ดึงผ้าคลุมหน้าลงมาปิด และในวินาทีนั้นเองที่ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ รถม้าเคลื่อนตัวออกไป ฉันหันกลับไปมอง คุณแม่และพี่สาวที่รักยังคงยืนอยู่ที่ประตู มองตามฉันมาและโบกมือลา ฉันโบกมือตอบและอธิษฐานขอให้พระเจ้าคุ้มครองพวกเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ เมื่อรถม้าลงจากเนินเขา ฉันก็มองไม่เห็นพวกเขาอีกเลย

    “เช้านี้อากาศค่อนข้างเย็นนะครับคุณแอกเนส” สมิธเอ่ยขึ้น “แถมฟ้ายังครึ้มอีกด้วย แต่หวังว่าเราคงจะถึงจุดหมายก่อนที่ฝนจะเทลงมานะ”

    “ค่ะ หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด

    “เมื่อคืนฝนตกหนักทีเดียว”

    “ค่ะ”

    “แต่ลมหนาวแบบนี้ น่าจะช่วยไล่ฝนไปได้นะ”

    “อาจจะเป็นอย่างนั้นค่ะ”

    บทสนทนาของเราจบลงเพียงเท่านี้ เราข้ามหุบเขาและเริ่มไต่ขึ้นเนินเขาฝั่งตรงข้าม ขณะที่กำลังขึ้นไป ฉันหันกลับไปมองอีกครั้ง เห็นยอดโบสถ์ของหมู่บ้าน และบ้านพักบาทหลวงสีเทาหลังเก่าที่อยู่ถัดไป กำลังอาบแสงแดดที่ส่องลงมาเป็นลำ แม้จะเป็นเพียงแสงรำไรที่ดูอ่อนแรง แต่ในขณะที่หมู่บ้านและภูเขารอบๆ ตกอยู่ในเงามืดสลัว ฉันกลับมองว่าแสงแดดที่พาดผ่านนั้นเป็นลางดีสำหรับบ้านของฉัน ฉันพนมมืออธิษฐานขอพรให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นอย่างแรงกล้า แล้วรีบหันหน้าหนีทันที เพราะฉันเห็นว่าแสงแดดกำลังจะหายไป และฉันจงใจไม่หันกลับไปมองอีก เพราะกลัวว่าจะเห็นบ้านหลังนั้นจมอยู่ในเงามืดที่หดหู่เหมือนกับทัศนียภาพที่เหลือรอบตัว

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note