แต่เธอไม่ได้ลงไปในทันที อลิซใช้เวลาล้างตาที่แดงก่ำ ทาแป้งกลบจมูกที่ฟ้องความรู้สึก จัดทรงผมที่ยุ่งเหยิง และพยายามดึงตัวเองให้กลับมาเป็นหญิงสาวที่ดูสงบ มั่นคง และควบคุมอารมณ์ได้ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่อาร์คไรท์เห็นเมื่อเธอก้าวเข้ามาในห้อง

    “ฉันนึกว่ามีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เปลี่ยนใจได้เสียอีก” เธอเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงสดใส แต่เขากลับเมินเฉยต่อความพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ดูเป็นปกติของเธอ

    “ขอบคุณที่ยอมลงมา” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าจนรอยยิ้มที่ฝืนปั้นขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวเลือนหายไปทันที “ผม… ผมอยากจะ… คุยกับคุณ”

    “ค่ะ?” เธอนั่งลงและผายมือให้เขานั่งเก้าอี้ใกล้ๆ เขาหย่อนตัวลงนั่งแล้วเงียบไป สายตามองออกไปนอกหน้าต่าง

    “เห็นว่าอยากจะคุยกับฉันไม่ใช่หรือคะ” เธอเตือนเขาด้วยความประหม่าหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง

    “ใช่” เขาหันกลับมาอย่างกะทันหันจนเธอตั้งตัวไม่ติด “อลิซ ผมมีเรื่องจะเล่าให้คุณฟัง”

    “ยินดีค่ะ ใครๆ ก็ชอบฟังเรื่องเล่ากันทั้งนั้น จริงไหมคะ?”

    “งั้นหรือ” แววตาที่โศกเศร้าของอาร์คไรท์ยิ่งหม่นลง อลิซไม่รู้เลยว่าเขากำลังนึกถึงเรื่องราวอีกเรื่องที่เขาเคยเล่าในห้องนี้ ตอนนั้นบิลลี่คือผู้ฟัง แต่ตอนนี้… เขาเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงที่ดูเร่งรีบเล็กน้อย

    “ตอนผมยังเด็กมาก ผมไปเยี่ยมคุณลุง ซึ่งสมัยหนุ่มๆ ท่านเป็นนักล่าสัตว์ตัวยง ที่หน้าเตาผิงในห้องสมุดมีหนังเสือโคร่งผืนยักษ์ที่มีหัวเสือดูสมจริงมาก ครั้งแรกที่เห็นผมกรีดร้องแล้ววิ่งไปซ่อนตัว หลังจากนั้นผมก็ไม่ยอมกลับเข้าห้องนั้นอีกเลย พวกลูกพี่ลูกน้องพยายามคะยั้นคะยอ ทั้งดุ ทั้งอ้อนวอน และหัวเราะเยาะผมสลับกันไป แต่ผมก็ดื้อดึง ไม่ยอมไปในที่ที่ต้องเห็นสิ่งน่ากลัวนั่นอีก แม้พวกเขาจะบอกว่ามันก็แค่ ‘พรมเก่าๆ ผืนหนึ่ง’ ก็ตาม”

    “จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจจัดการเรื่องนี้ ท่านใช้ความเด็ดขาดบังคับให้ผมเดินตรงไปหาเจ้าสัตว์ร้ายที่น่าเกรงขามนั่นและยืนข้างๆ มัน ท่านจับมือที่สั่นเทาของผมวางลงบนหัวที่เรียบเนียนของสัตว์ร้าย และผลักมืออีกข้างเข้าไปในปากสีแดงที่เปิดกว้างซึ่งมีฟันแหลมคมวาววับ”

    “‘เห็นไหม’ ลุงบอก ‘ไม่มีอะไรต้องกลัวเลย มันทำร้ายเจ้าไม่ได้หรอก ก็เจ้าตัวใหญ่กว่า ดีกว่า และแข็งแรงกว่าไอ้ของตายบนพื้นนี่ทุกอย่าง!’”

    “พอท่านทำให้ผมกล้าเดินเข้าไปสัมผัสมันได้ด้วยตัวเอง ท่านก็ให้บทเรียนกับผม”

    “‘จำไว้นะ’ ลุงกำชับ ‘อย่าวิ่งหนีไปซ่อนตัวอีก มีแต่คนขลาดเท่านั้นที่ทำแบบนั้น จงเดินตรงไปเผชิญหน้ากับมัน สิบต่อหนึ่งเจ้าจะพบว่ามันเป็นแค่หนังตายๆ ที่ปลอมตัวเป็นของจริง และต่อให้มันไม่ใช่… ต่อให้มันมีชีวิต จงเผชิญหน้ากับมัน หาอาวุธแล้วสู้กับมัน เชื่อมั่นว่าเจ้าจะชนะแล้วเจ้าจะชนะ อย่าวิ่งหนี จงเป็นลูกผู้ชาย ลูกผู้ชายไม่วิ่งหนี จำไว้เจ้าหนู!’”

    อาร์คไรท์หยุดพูดและถอนหายใจยาว เขาไม่ได้มองหญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะถ้าเขามอง เขาจะได้เห็นใบหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของเธอ

    “เอาละ” เขาพูดต่อ “ผมไม่เคยลืมเรื่องหนังเสือผืนนั้น และไม่เคยลืมสิ่งที่มันเป็นตัวแทน นับตั้งแต่วันที่คุณลุงเบนผลักมือผมเข้าไปในปากสีแดงที่น่าเกลียดแต่ไร้พิษสงนั่น ตั้งแต่เด็กผมจึงพยายาม… ที่จะไม่วิ่งหนี ผมพยายามมาตลอด แต่ว่าวันนี้… ผมวิ่งหนี”

    เสียงของอาร์คไรท์ค่อยๆ เบาลงจนสามคำสุดท้ายแทบจะไม่ได้ยิน หากไม่ใช่เพราะอลิซมีความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งรอบข้าง หลังจากสิ้นคำพูดนั้น มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่ดังท่ามกลางความเงียบ ก่อนที่ชายหนุ่มจะพยายามดึงสติกลับมา ราวกับกำลังสลัดตัวเองให้หลุดจากแรงกดดันที่ทำให้เขามึนชา

    “อลิซ ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณอีก หลังจากที่ผมพูดไปเมื่อคืนว่าผมรักบิลลี่ นีลสัน แค่นั้นก็แย่พอแล้ว เพราะผมพบว่าเธอมีพันธะกับชายคนอื่น แต่ทว่าวันนี้ผมกลับพบสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น ผมพบว่าผมรักบิลลี่ เฮนชอว์ ซึ่งเป็นภรรยาของชายคนอื่น และ… ผมวิ่งหนี แต่ตอนนี้ผมกลับมาแล้ว ผมจะเผชิญหน้ากับมัน ผมไม่ได้หลอกตัวเอง! ความรักของผมไม่ใช่หนังเสือที่ตายแล้ว แต่มันคือสัตว์ร้ายที่มีชีวิตและตื่นตัว—ขอพระเจ้าเมตตาผมด้วย!—มันกำลังจะทำลายจิตวิญญาณของผม แต่ผมจะสู้กับมัน และ… ผมอยากให้คุณช่วยผม”

    หญิงสาวหลุดเสียงร้องออกมาเบาๆ ชายหนุ่มหันไปมอง แต่เขาไม่เห็นใบหน้าของเธอชัดเจนนัก เพราะแสงยามโพล้เพล้ทำให้ห้องเต็มไปด้วยเงาสลัว เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง

    “นั่นคือเหตุผลที่ผมเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้ฟัง เพื่อที่คุณจะได้ช่วยผม คุณจะช่วยผมใช่ไหม?”

    ไม่มีคำตอบ เขาพยายามมองหน้าเธออีกครั้ง แต่เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

    “ที่ผ่านมาคุณช่วยผมไว้มากแล้วนะสาวน้อย ทั้งมิตรภาพและความเป็นเพื่อนของคุณ มันมีความหมายกับผมที่สุด คุณคงจะไม่ทิ้งผมไป… ตอนนี้ใช่ไหม?”

    “ไม่… โอ ไม่ค่ะ!” คำตอบนั้นแผ่วเบาและขาดห้วง แต่เขาก็ได้ยิน

    “ขอบคุณ ผมรู้ว่าคุณไม่ทำแบบนั้น” เขาหยุดนิ่งแล้วลุกขึ้นยืน เมื่อพูดอีกครั้ง น้ำเสียงของเขามีความร่าเริงที่ดูฝืนธรรมชาติเล็กน้อย “แต่ผมต้องไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคุณ คงจะ ทิ้งผมไปจริงๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่สมควรด้วย และขอร้องล่ะ อย่าให้ใจดีๆ ของคุณต้องโศกเศร้าเพราะผมมากเกินไปเลย ผมไม่ใช่ตัวร้ายในละครน้ำเน่า หรือชู้รักใจโฉดในนิยายราคาถูกหรอกนะ ผมก็แค่ผู้ชายธรรมดาในชีวิตจริง และเราจะสู้กับเรื่องนี้ด้วยวิถีชีวิตแบบธรรมดาๆ นี่แหละ ซึ่งนั่นคือจุดที่คุณจะช่วยผมได้ เราจะไปหาคุณนายเบอร์แทรม เฮนชอว์ ด้วยกัน เธอเชิญเราไป และผมรู้ว่าคุณจะยอมไป เราจะฟังเพลงและคุยเรื่องทั่วไป เราจะไปพบคุณนายเบอร์แทรม เฮนชอว์ ในบ้านของเธอพร้อมกับสามีของเธอ ในที่ที่เธอควรอยู่ และ… ผมจะไม่วิ่งหนีอีกแล้ว แต่ผมยังหวังพึ่งความช่วยเหลือจากคุณนะ” เขายิ้มอย่างเศร้าสร้อยขณะยื่นมือออกไปลา

    หนึ่งนาทีต่อมา อลิซ เกรกโกรี รีบวิ่งขึ้นบันไดไปเพียงลำพัง

    “ฉันทำไม่ได้… ทำไม่ได้… ฉันรู้ว่าฉันทำไม่ได้” เธอพึมพำอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นเมื่ออยู่ในห้องของตัวเอง เธอจ้องมองเงาสะท้อนในกระจก “ใช่… เธอทำได้ อลิซ เกรกโกรี” เธอประกาศด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “นี่คือหนังเสือของ เธอ และเธอจะต้องสู้กับมัน เข้าใจไหม? สู้กับมัน! และเธอจะต้องชนะด้วย เธออยากให้ผู้ชายคนนั้นรู้ไหมว่าเธอ… แคร์ เขา?”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note