น่าแปลกที่คืนนั้นหัวใจหรือสมองของผมไม่ระเบิดออกไปเสียก่อน เพราะเส้นเลือดและระบบประสาทของเด็กวัยเจ็ดขวบแทบจะรับไม่ไหวกับอาการชักเกร็งอย่างรุนแรงที่ถาโถมเข้าใส่ ในบ้านไร่โครงไม้หลังเล็กคืนนั้นไม่มีใครหลับลงได้เลย ในขณะที่ผมถูก จอห์น บาร์ลีย์คอร์น เล่นงานจนหมดสภาพ ส่วนแลร์รีที่นอนอยู่ใต้สะพานก็ไม่ได้เพ้อคลั่งเหมือนผม ผมมั่นใจว่าเขาหลับลึกแบบไม่ฝัน และตื่นมาในวันรุ่งขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งและหงุดหงิดเท่านั้น ซึ่งถ้าเขายังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ เขาคงจำคืนนั้นไม่ได้เพราะมันเป็นเพียงเหตุการณ์ที่ผ่านไป แต่สำหรับผม ประสบการณ์ครั้งนั้นตราตรึงอยู่ในสมองตลอดกาล แม้จะเขียนเรื่องนี้ในอีกสามสิบปีต่อมา ทุกภาพความทรงจำยังคงชัดเจน ทุกความเจ็บปวดยังคงรุนแรงและน่าสยดสยองเหมือนคืนนั้นไม่มีผิด

    ผมป่วยไข้ไปหลายวัน และไม่ต้องรอให้แม่สั่งห้ามผมก็เข็ดขยาดที่จะแตะต้อง จอห์น บาร์ลีย์คอร์น อีกในอนาคต แม่ของผมช็อกมาก ท่านมองว่าสิ่งที่ผมทำนั้นผิดมหันต์และเป็นการขัดต่อคำสอนทุกอย่างของท่าน แต่สำหรับเด็กที่ถูกสั่งห้ามเถียง และไม่มีแม้แต่คำศัพท์ที่จะอธิบายความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้ ผมจะบอกแม่ได้อย่างไรว่า คำสอนของท่านนั่นแหละคือต้นเหตุที่ทำให้ผมเมามาย ถ้าไม่ใช่เพราะทฤษฎีของท่านเรื่องดวงตาสีเข้มและนิสัยของคนอิตาลี ผมคงไม่มีวันเอาไวน์รสเปรี้ยวฝาดนั่นเข้าปาก และกว่าผมจะกล้าเล่าความจริงเบื้องหลังเรื่องน่าอับอายนี้ให้ท่านฟัง ก็ตอนที่ผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว

    ในช่วงวันที่ป่วยไข้ มีบางเรื่องที่ผมสับสน แต่บางเรื่องกลับชัดเจนเหลือเกิน ผมรู้สึกผิดที่ทำบาป แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดกับความไม่ยุติธรรม มันไม่ใช่ความผิดของผม แต่ผมกลับเป็นคนทำผิด ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความตั้งใจที่จะไม่แตะต้องเหล้าอีกเลย ไม่มีหมาบ้าตัวไหนจะกลัวน้ำได้เท่ากับที่ผมกลัวแอลกอฮอล์ในตอนนั้น

    ทว่าประเด็นที่ผมต้องการจะบอกคือ แม้ประสบการณ์ครั้งนั้นจะเลวร้ายเพียงใด แต่มันก็ไม่อาจหยุดยั้งไม่ให้ผมกลับไปสนิทชิดเชื้อกับ จอห์น บาร์ลีย์คอร์น ได้ในที่สุด เพราะรอบตัวผมในตอนนั้นมีแรงผลักดันมากมายที่นำพาผมไปหาเขา อย่างแรกเลยคือ นอกจากแม่ที่มองโลกแบบสุดโต่งแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นๆ ดูจะมองเรื่องนี้ด้วยความผ่อนปรน พวกเขามองว่ามันเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องขำๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีความรู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย แม้แต่พวกเด็กๆ ก็ยังหัวเราะคิกคักและเล่าเรื่องราวในคืนนั้นอย่างสนุกปาก ทั้งเรื่องที่แลร์รีกระโดดทับอกผมแล้วไปนอนใต้สะพาน เรื่องที่ใครบางคนไปนอนค้างในเนินทราย หรือเรื่องของเด็กอีกคนที่ตกลงไปในคูน้ำ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เท่าที่ผมเห็น มันไม่มีความละอายใจอยู่ที่ไหนเลย แต่มันกลับเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นและแสบสัน เป็นเหตุการณ์ที่สดใสและหรูหราท่ามกลางชีวิตการทำงานที่จำเจบนชายฝั่งที่อ้างว้างและปกคลุมด้วยหมอกแห่งนี้

    พวกเจ้าของไร่ชาวไอริชล้อเลียนวีรกรรมของผมด้วยความเอ็นดู และตบหลังผมจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองได้ทำเรื่องกล้าหาญลงไป ปีเตอร์ โดมินิก และชาวอิตาลีคนอื่นๆ ต่างภูมิใจในความสามารถในการดื่มของผม บรรทัดฐานทางศีลธรรมในตอนนั้นไม่ได้ต่อต้านการดื่ม อีกทั้งทุกคนก็ดื่มกันหมด ไม่มีใครในชุมชนที่ละเว้นแอลกอฮอล์เลย แม้แต่ครูในโรงเรียนเล็กๆ ของเรา ชายวัยห้าสิบที่ผมเริ่มหงอก ก็ยังให้พวกเราหยุดเรียนในวันที่เขาแพ้พ่ายในการดวลเหล้ากับ จอห์น บาร์ลีย์คอร์น ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางทางจิตวิญญาณได้เลย ความเกลียดชังที่ผมมีต่อแอลกอฮอล์จึงเป็นเพียงปฏิกิริยาทางร่างกายเท่านั้น เพราะผมแค่ไม่ชอบไอ้ของเฮงซวยนั่น

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note