Chapter Index

    “แต่หนังสือของผมจริงจังมากนะครับ ผมพยายามนำเสนอการต่อสู้ระหว่างชาวคาทอลิกกับชาวคาลวินให้เห็นภาพที่แท้จริง ว่าฝ่ายคาทอลิกนั้นสนับสนุนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ส่วนฝ่ายโปรเตสแตนต์สนับสนุนระบอบสาธารณรัฐ”

    “คุณวิดัล!” เสียงผู้ช่วยตะโกนเรียก วิดัลจึงรีบปลีกตัวออกไป

    “ผมไม่ได้บอกว่าหนังสือของคุณไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกนะ” ปอร์ชองตอบด้วยท่าทีสุภาพเพียงเล็กน้อย “แต่เราจะรับเฉพาะเล่มที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วเท่านั้น คุณลองไปหาคนที่รับซื้อต้นฉบับดูเถอะ ลองไปหาตาแก่โดเกอโรในถนนรูดูค็อก แถวๆ ลูฟร์ดูสิ เขาถนัดแนวเรื่องรักโรแมนติก ถ้าคุณมาเร็วกว่านี้อีกนิดก็น่าจะได้เจอพอลเลต์ ซึ่งเป็นคู่แข่งของโดเกอโรและสำนักพิมพ์ในวูดเดนแกลเลอรีด้วย”

    “ผมมีรวมบทกวีเล่มหนึ่งด้วย…”

    “คุณปอร์ชอง!” ใครบางคนตะโกนเรียก

    บทกวีงั้นเหรอ!” ปอร์ชองอุทานอย่างหงุดหงิด “คุณเห็นผมเป็นตัวอะไรกัน!” เขาหัวเราะเยาะใส่หน้าลูเซียน ก่อนจะหายลับเข้าไปในส่วนหลังของร้าน

    ลูเซียนเดินข้ามสะพานปงเนิฟกลับไปด้วยความครุ่นคิด จากภาษาพ่อค้าที่เขาเพิ่งได้สัมผัส ดูเหมือนว่าหนังสือจะถูกมองเป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากหมวกนอนผ้าฝ้ายที่ต้องซื้อให้ถูกและขายให้แพง

    “ฉันพลาดไปแล้ว” ลูเซียนบอกกับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น มุมมองด้านธุรกิจที่ดิบและตรงไปตรงมาของวงการวรรณกรรมกลับสร้างความประทับใจให้เขาอย่างประหลาด

    ที่ถนนรูดูค็อก เขาหยุดอยู่ที่หน้าร้านเล็กๆ เรียบๆ ร้านหนึ่งที่เขาเคยเดินผ่าน เห็นป้ายเขียนว่า “โดเกอโร ผู้ขายหนังสือ” เป็นตัวอักษรสีเหลืองบนพื้นเขียว เขาจำได้ว่าเคยเห็นชื่อนี้ที่ท้ายหน้าปกนิยายหลายเล่มในห้องอ่านหนังสือของบลอส เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปด้วยความประหม่าลึกๆ เหมือนคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบ ภายในร้านเขาได้พบกับชายชราท่าทางประหลาด ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่หาได้ยากในวงการหนังสือสมัยจักรวรรดิ

    โดเกอโรสวมเสื้อโค้ทสีดำชายยาวทรงเหลี่ยม ทั้งที่สมัยนั้นแฟชั่นต้องเป็นเสื้อหางยาว เสื้อกั๊กของเขาทำจากผ้าเนื้อราคาถูกลายตารางหลากสี มีโซ่เหล็กพร้อมกุญแจทองแดงห้อยจากกระเป๋าเสื้อทิ้งตัวลงบนกางเกงสีดำตัวโคร่ง นาฬิกาของเขาน่าจะเรือนใหญ่เท่าหัวหอม สวมถุงเท้าสีเทาเหล็กเป็นลวดลายและรองเท้าหัวเข็มขัดเงิน ชายชราหัวล้าน มีเพียงปอยผมสีดอกเลาบางๆ รอบศีรษะที่ดูราวกับกวีผู้ตกยาก “ตาแก่โดเกอโร” ในสายตาของปอร์ชอง แต่งตัวครึ่งหนึ่งเหมือนศาสตราจารย์ด้านวรรณศิลป์ตรงกางเกงและรองเท้า แต่อีกครึ่งหนึ่งเหมือนพ่อค้าตรงเสื้อกั๊ก ถุงเท้า และนาฬิกา ซึ่งความย้อนแย้งนี้สะท้อนออกมาในตัวตนของเขาด้วย เขาดูมีท่าทางเผด็จการและยึดมั่นในหลักการแบบศาสตราจารย์วิชาโวหาร แต่ในขณะเดียวกันก็มีสายตาคมกริบ ปากที่ดูระแวดระวัง และความกระวนกระวายใจแบบพ่อค้าหนังสือ

    “คุณโดเกอโรใช่ไหมครับ” ลูเซียนถาม

    “ใช่แล้ว พ่อหนุ่ม”

    “ผมเป็นผู้เขียนนิยายเรื่องหนึ่งครับ” ลูเซียนเริ่มบทสนทนา

    “เธอยังเด็กมากเลยนะ” คนขายหนังสือทัก

    “อายุของผมไม่เกี่ยวกับการเขียนหรอกครับ”

    “ก็จริง” ชายชรารับต้นฉบับไป “อา ให้ตายเถอะ! *มือธนูแห่งชาร์ลที่ 9 (The Archer of Charles IX)* ชื่อเรื่องดีนี่ เอาล่ะ พ่อหนุ่ม ลองเล่าเรื่องย่อให้ฟังคร่าวๆ สิ”

    “เป็นงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์ในสไตล์ของสก็อตต์ครับ ผมนำเสนอการต่อสู้ระหว่างโปรเตสแตนต์และคาทอลิกในฐานะการปะทะกันของระบอบการปกครองสองแบบที่ทำให้ราชบัลลังก์ตกอยู่ในอันตราย ซึ่งผมเลือกเข้าข้างฝ่ายคาทอลิกครับ”

    “เอ้อ! มีไอเดียดีนี่พ่อหนุ่ม ตกลง ฉันสัญญาว่าจะอ่านหนังสือของเธอ ฉันอยากได้แนวคุณนายแรดคลิฟฟ์มากกว่าก็จริง แต่ถ้าเธอขยัน มีทักษะการเขียน มีจินตนาการ และมีศิลปะในการเล่าเรื่อง ฉันก็ยินดีที่จะสนับสนุน เพราะใครเล่าจะไม่ต้องการต้นฉบับดีๆ”

    “ผมจะกลับมาหาได้เมื่อไหร่ครับ”

    “เย็นนี้ฉันต้องไปต่างจังหวัด จะกลับมามะรืนนี้ ถึงตอนนั้นฉันคงอ่านต้นฉบับของเธอจบพอดี ถ้าถูกใจ เราคงตกลงเรื่องราคาได้ในวันนั้นเลย”

    เมื่อเห็นว่าการเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น ลูเซียนจึงเกิดไอเดียที่นำความซวยมาให้ ด้วยการนำเสนอผลงานอีกชิ้น

    “ผมมีรวมบทกวีด้วยครับ…” เขาเริ่มพูด

    “โอ้! เธอเป็นกวีด้วยเหรอ! งั้นฉันไม่เอาเรื่องนิยายของเธอแล้ว” ชายชรายื่นต้นฉบับคืนให้ทันที “พวกนักเขียนกลอนมักจะพังเวลาหันมาเขียนร้อยแก้ว เพราะในร้อยแก้วเธอจะใช้คำที่ไม่มีความหมายไม่ได้ เธอต้องสื่อสารอะไรบางอย่างออกมาให้ชัดเจน”

    “แต่เซอร์วอลเตอร์ สก็อตต์ ก็เขียนทั้งบทกวีและ…”

    “นั่นก็จริง” โดเกอโรเริ่มใจอ่อน เขาเดาว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคงยากจน จึงยอมเก็บต้นฉบับไว้ “เธอพักอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันจะไปหา”

    ลูเซียนผู้ไม่ระแคะระคายถึงสิ่งที่อยู่ในใจของชายชราได้ให้ที่อยู่ไป โดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังรับมือกับคนขายหนังสือรุ่นเก่าที่หลงเหลือมาจากศตวรรษที่ 18 ยุคที่พวกพ่อค้าหนังสือพยายามทำให้เหล่านักคิดอย่างวอลแตร์หรือมงแตสกีเยอต้องอดตายอยู่ในห้องเช่ารูหนูที่ถูกปิดตาย

    “ย่านลาตินควอเตอร์ ฉันต้องผ่านทางนั้นพอดี” โดเกอโรกล่าวหลังจากอ่านที่อยู่

    “ใจดีจัง!” ลูเซียนคิดขณะลาจาก “ในที่สุดฉันก็ได้เจอผู้สนับสนุนนักเขียนรุ่นใหม่ คนที่มีรสนิยมและมีความรู้ นี่แหละคนที่ฉันต้องการ! อย่างที่บอกเดวิดไว้เลยว่า พรสวรรค์จะทำให้เราประสบความสำเร็จในปารีสได้อย่างรวดเร็ว”

    ลูเซียนกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตและมีความสุข เขาวาดฝันถึงชื่อเสียง โดยไม่สนใจคำเตือนที่เคยได้ยินในร้านของวิดัลและปอร์ชองเลย เขาจินตนาการว่าตัวเองจะมีเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งพันสองร้อยฟรังก์! เงินจำนวนนี้หมายถึงการใช้ชีวิตในปารีสได้ทั้งปี เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานชิ้นใหญ่ที่เขาตั้งใจจะทำ เขาเริ่มวางแผนอนาคต ฝันถึงชีวิตที่มั่นคงจากการทำงาน ถึงขั้นมองหาที่พักใหม่ในใจ และเกือบจะเริ่มซื้อของใช้เข้าบ้าน สิ่งเดียวที่ช่วยระงับความใจร้อนได้คือการหมกตัวอ่านหนังสือที่ร้านของบลอส

    สองวันต่อมา ตาแก่โดเกอโรเดินทางมายังห้องเช่าของ “เซอร์วอลเตอร์ สก็อตต์” มือใหม่ เขาประทับใจในความพิถีพิถันด้านสำนวนของผลงานชิ้นแรกนี้ ชื่นชอบการสร้างตัวละครที่ตัดกันอย่างรุนแรงตามบริบทของยุคสมัย และทึ่งในจินตนาการอันโลดโผนที่นักเขียนหน้าใหม่มักจะมีในการวางโครงเรื่อง “เด็กคนนี้ยังไม่เสียคน” ตาแก่โดเกอโรคิดในใจ เขาตั้งใจจะให้เงินหนึ่งพันฟรังก์สำหรับเรื่อง *มือธนูแห่งชาร์ลที่ 9* โดยจะซื้อลิขสิทธิ์ขาดและผูกมัดลูเซียนให้เขียนหนังสือให้อีกหลายเล่ม แต่พอได้เห็นสภาพบ้าน จิ้งจอกเฒ่าก็เปลี่ยนใจ

    “เด็กที่อยู่ที่นี่คงไม่มีรสนิยมฟุ่มเฟือย” เขาบอกตัวเอง “คงชอบอ่านหนังสือ ชอบทำงาน ฉันไม่จำเป็นต้องให้ถึงพันหรอก แปดร้อยฟรังก์ก็น่าจะพอ”

    “ชั้นสี่ค่ะ” เจ้าของบ้านตอบเมื่อเขาถามหาคุณลูเซียน เดอ รูเบมเพร โดเกอโรแหงนมองขึ้นไป เห็นเพียงท้องฟ้าเหนือชั้นสี่

    “พ่อหนุ่มคนนี้” เขาคิด “หน้าตาดีทีเดียว จะว่าหล่อมากเลยก็ว่าได้ ถ้าได้เงินมากเกินไป เดี๋ยวจะเสียคนจนไม่ยอมทำงาน เพื่อประโยชน์ของเราทั้งคู่ ฉันจะเสนอให้แค่หกร้อยฟรังก์พอ แต่จะให้เป็นเงินสด ไม่ใช้ตั๋วเงิน”

    เขาเดินขึ้นบันไดและเคาะประตูสามครั้ง ลูเซียนมาเปิดประตู ห้องนั้นว่างเปล่าและดูหดหู่ บนโต๊ะมีเพียงชามนมกับขนมปังราคาถูกหนึ่งก้อน ความอัตคัดของอัจฉริยะสร้างความประทับใจให้ตาแก่โดเกอโรอย่างยิ่ง

    “ขอให้เขารักษานิสัยสมถะ ความประหยัด และความต้องการที่เรียบง่ายแบบนี้ไว้เถอะ” เขาคิดในใจ แต่พูดออกไปว่า “ยินดีที่ได้พบเธอ พ่อหนุ่ม ชีวิตแบบนี้แหละที่ฌอง-ฌาค รุสโซ เคยอยู่ ซึ่งเธอก็มีส่วนคล้ายเขาในหลายๆ ด้าน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมแบบนี้แหละที่ไฟแห่งอัจฉริยะจะโชติช่วง งานดีๆ มักเกิดในห้องแบบนี้ นี่แหละคือวิถีที่นักเขียนควรจะเป็น ไม่ใช่ไปใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาในคาเฟ่หรือร้านอาหาร ให้เสียเวลา เสียพรสวรรค์ และเสียเงินของเรา”

    เขานั่งลง

    “นิยายของเธอไม่เลวเลยนะพ่อหนุ่ม ฉันเคยเป็นศาสตราจารย์วิชาโวหาร และรู้ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสดี ในเรื่องนี้มีจุดที่ยอดเยี่ยมอยู่หลายตอน เธอมีอนาคตไกลจริงๆ”

    “โอ้ ขอบคุณครับ”

    “ไม่หรอก ฉันพูดตามความจริง เราน่าจะร่วมงานกันได้ ฉันจะซื้อนิยายเรื่องนี้ของเธอ”

    หัวใจของลูเซียนพองโตด้วยความดีใจ เขากำลังจะได้ก้าวเข้าสู่โลกวรรณกรรม และจะได้เห็นผลงานของตัวเองตีพิมพ์เสียที

    “ฉันจะให้เธอสี่ร้อยฟรังก์” โดเกอโรกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหู พร้อมมองลูเซียนด้วยสายตาที่ดูเหมือนกำลังพยายามแสดงความใจกว้างอย่างที่สุด

    “สำหรับทั้งเล่มเลยหรือครับ?” ลูเซียนถามด้วยความสงสัย

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note