ตอนที่ 4: CHAPTER II. (part 1)
byบทที่ 2
คอตตอนวูดส์
เวนเตอร์สดูสะเทือนใจเกินกว่าจะเอ่ยคำขอบคุณออกมาได้ แต่สีหน้าของเขาก็บอกทุกอย่างชัดเจน เจนหันไปหาผู้ช่วยชีวิตแล้วกุมมือเขาไว้แน่น รอยยิ้มและหยาดน้ำตาของเธอทำให้ชายหนุ่มดูจะตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อเริ่มตั้งสติได้ เธอจึงเดินตรงไปหาเจ้าม้าที่ดูเหนื่อยล้าของลาสสิเตอร์
“ฉันจะให้น้ำมันเองค่ะ” เธอพูดพลางจูงม้าไปยังรางน้ำใต้ต้นคอตตอนวูดขนาดใหญ่ เจนใช้ปลายนิ้วคล่องแคล่วปลดสายบังเหียนและถอดเหล็กคาบปากออก ม้าส่งเสียงพ่นลมหายใจก่อนจะก้มหัวลง รางน้ำนั้นสลักจากหินก้อนมหึมา มีตะไคร่น้ำสีเขียวปกคลุมจนดูชุ่มชื้นและเย็นฉ่ำ น้ำสีน้ำตาลใสพุ่งกระเซ็นออกมาจากท่อไม้ลงสู่ราง
“วันนี้เดินทางมาไกลเลยใช่ไหมคะ”
“ครับคุณผู้หญิง น่าจะหกสิบหรือเจ็ดสิบไมล์ได้”
“ไกลมากเลยนะคะ… อ๊ะ ม้าตัวนี้ตาบอดนี่!”
“ครับ” ลาสสิเตอร์ตอบสั้นๆ
“เกิดอะไรขึ้นกับมันคะ”
“เคยมีคนเอาเชือกมัดมันไว้ แล้วเอาเหล็กเผาไฟจี้ที่ตาครับ”
“โอ้! คนทำแบบนี้ได้ยังไง ใจคอเหมือนปีศาจไม่มีผิด… พวกเขาเป็นศัตรูกับคุณหรือคะ เป็นพวกมอรมอนใช่ไหม”
“ครับ”
“ถึงขั้นแก้แค้นม้าตัวหนึ่งเชียวหรือ ลาสสิเตอร์ ฉันยอมรับด้วยความเสียใจเหลือเกินว่าคนในลัทธิของฉันบางคนโหดร้ายผิดมนุษย์ พวกเขาถูกบีบคั้น ถูกเกลียดชัง และถูกทารุณจนหัวใจด้านชา แต่พวกเราที่เป็นผู้หญิงยังคงหวังและสวดอ้อนวอนให้วันหนึ่งหัวใจของพวกผู้ชายจะอ่อนโยนลงบ้าง”
“ขอประทานโทษนะครับคุณผู้หญิง แต่ผมว่าวันนั้นไม่มีทางมาถึงหรอก”
“ต้องมาถึงสิคะ!… ลาสสิเตอร์ คุณคิดว่าผู้หญิงมอรมอนเลวร้ายด้วยหรือ คุณเคยทำร้ายพวกเธอด้วยหรือเปล่า”
“ไม่ครับ ผมเชื่อว่าผู้หญิงมอรมอนเป็นคนที่ดีและสูงส่งที่สุด อดทนที่สุด และก็น่าสงสารที่สุดในโลก”
“อา…” เจนมองเขาด้วยสายตาจริงจังและครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น คุณจะกรุณามาทานมื้อค่ำกับฉันไหมคะ”
ลาสสิเตอร์นิ่งไป เขาขยับตัวอย่างอึดอัด พลางหมุนหมวกซอมเบรโรในมือไปมา “คุณผู้หญิงครับ ผมว่าความใจดีของคุณอาจทำให้คุณมองข้ามบางอย่างไป ผมอาจจะไม่เป็นที่รู้จักแถวนี้ แต่ถ้าเป็นทางเหนือ มีพวกมอรมอนบางคนที่คงนอนไม่หลับในหลุมศพแน่ ถ้ารู้ว่าผมมานั่งร่วมโต๊ะกับคุณ”
“ฉันเข้าใจค่ะ แต่คุณจะยอมทำไหมคะ” เธอถามย้ำ
“คุณอาจจะมีพี่ชายหรือญาติที่แวะมาเห็นแล้วไม่พอใจ ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น…”
“ฉันไม่มีญาติในยูทาห์ที่รู้จักหรอกค่ะ และไม่มีใครมีสิทธิ์มาตั้งคำถามกับการกระทำของฉัน” เธอหันไปยิ้มให้เวนเตอร์ส “เบิร์น คุณเข้ามาข้างในเถอะ แล้วคุณลาสสิเตอร์ก็เข้ามาด้วย เรามาทานข้าวและมีความสุขด้วยกันในเวลาที่ทำได้เถอะค่ะ”
“ผมแค่กังวลว่าทัลกับพวกจะก่อเรื่องวุ่นวายในหมู่บ้านหรือเปล่า” ลาสสิเตอร์พยายามทักท้วงเป็นครั้งสุดท้าย
“เขาก่อเรื่องแน่ค่ะ… แต่คงเป็นหลังจากที่เขาสวดมนต์เสร็จแล้ว” เจนตอบ “มาเถอะค่ะ”
เธอเดินนำทางโดยคล้องบังเหียนม้าของลาสสิเตอร์ไว้ที่แขน ทั้งสามเดินผ่านป่าละเมาะเข้าสู่เส้นทางกว้างที่มีต้นคอตตอนวูดกิ่งก้านต่ำแผ่ร่มเงา แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ทอดผ่านใบไม้เป็นลำแสงสีทองตัดกับผืนหญ้าเขียวขจีที่ช่วยปลอบประโลมสายตาที่ล้าจากการมองทุ่งเซจบรัช นกควิลบินว่อนตัดหน้าทางเดิน เสียงนกโรบินร้องเพลงยามเย็นดังแว่วมาจากยอดไม้ พร้อมกับกลิ่นอายความสดชื่นและเสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ในอากาศที่นิ่งสงบ
บ้านของเจน วิเธอร์สตีน ตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของต้นคอตตอนวูด เป็นอาคารหินสีแดงทรงยาวชั้นเดียว มีลานกลางบ้านแบบมีหลังคาคลุม ซึ่งมีลำธารน้ำสีอำพันไหลผ่าน ตัวบ้านที่สร้างจากหินก้อนยักษ์ ไม้ซุงหนา ประตูและหน้าต่างที่แข็งแรง บ่งบอกถึงฝีมือของผู้ชายที่สร้างบ้านหลังนี้ขึ้นเพื่อป้องกันการปล้นสะดมและทนทานต่อกาลเวลา ในขณะที่ดอกไม้และมอสตามริมลำธาร พรมและผ้าห่มสีสันสดใสบนพื้นลานบ้าน มุมพักผ่อนที่มีเปลญวน หนังสือ และโต๊ะที่ปูผ้าสะอาดสะอ้าน สะท้อนถึงรสนิยมของลูกสาวที่ใช้ชีวิตเพื่อความสุขและความรื่นรมย์ในปัจจุบัน
เจนปล่อยม้าของลาสสิเตอร์ให้เล็มหญ้า “ฉันปล่อยเขาไว้แถวนี้ดีกว่า คุณคงอยากให้เขาอยู่ใกล้ตัว ไม่อย่างนั้นฉันคงให้คนจูงไปที่ทุ่งอัลฟัลฟา” เมื่อเธอเรียก เหล่าสาวใช้ก็รีบกุลีกุจอออกมาจัดเตรียมโต๊ะอาหาร จากนั้นเจนจึงขอตัวเข้าไปในบ้าน
เธอเดินผ่านห้องโถงเพดานต่ำขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนป้อมปราการ เข้าสู่ห้องเล็กที่มีกองไฟลุกโชว์ในเตาผิงแบบโบราณ ก่อนจะเข้าสู่ห้องนอนส่วนตัว ห้องของเธอให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายเหมือนกับลานบ้านด้านนอก แต่มีความหรูหราและใช้โทนสีที่นุ่มนวลกว่า
น้อยครั้งที่เจนจะเข้าห้องโดยไม่ส่องกระจก เธอรู้ตัวดีว่าหลงรักความงามที่สะท้อนออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรอบข้างคอยย้ำเตือนเธอมาตั้งแต่เด็ก ทั้งญาติ เพื่อน และเหล่าชายหนุ่มทั้งมอรมอนและคนนอกลัทธิที่ตามจีบ ต่างพากันเติมเชื้อไฟให้ความทะนงในรูปโฉมของเธอ ในวัยยี่สิบแปดปี เธอแทบไม่เคยสนใจเลยว่าตัวเองมีอิทธิพลในการทำความดีต่อชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มากเพียงใด ในฐานะที่พ่อทิ้งทรัพย์สินและที่ดินให้เธอเป็นเจ้าของที่ใจดี แต่สิ่งที่เธอใส่ใจที่สุดคือความฝันและความมั่นใจในเสน่ห์ของตนเอง ทว่าครั้งนี้เธอมองกระจกด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป เธอไม่ได้ยิ้มให้ตัวเองด้วยความพึงพอใจเหมือนทุกครั้ง แต่เธอกำลังสงสัยว่า ในสายตาของลาสสิเตอร์—ชายผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทุ่งหินและทุ่งเซจบรัช ชายผู้มีน้ำเสียงอ่อนโยนแต่ใบหน้าเศร้าสร้อย และเป็นผู้ล่ามอรมอน—เขาจะมองว่าเธอสวยหรือไม่
ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงความหลงตัวเองตามปกติ เธอรีบเปลี่ยนชุดขี่ม้าเป็นชุดสีขาวสะอาดตา แล้วยืนพิจารณารูปร่างที่สง่างาม ใบหน้าที่สวยคม คางที่เด่นชัด ริมฝีปากอิ่ม และดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เปี่ยมไปด้วยความทระนงและแรงปรารถนา
“ถ้าฉันรั้งเขาไว้ที่นี่ได้สักสองสามวัน หรือสักอาทิตย์ เขาคงจะไม่ฆ่าพวกมอรมอนอีก” เธอรำพึง “ลาสสิเตอร์… แค่คิดถึงชื่อนี้ฉันก็ขนลุก แต่พอได้เห็นตัวจริง ฉันกลับลืมไปเลยว่าเขาเป็นใคร ฉันเกือบจะชอบเขาด้วยซ้ำ ฉันจำได้แค่ว่าเขาช่วยเบิร์นไว้ เขาต้องผ่านความทุกข์มามากแน่ๆ ฉันสงสัยจังว่าเกิดอะไรขึ้น… เขาเคยรักผู้หญิงมอรมอนหรือเปล่านะ เขาปกป้องพวกเราที่ถูกเข้าใจผิดได้อย่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ดูเหมือนเขาจะรู้อะไรหลายอย่าง”
เจนออกไปต้อนรับแขกและเชิญมาที่โต๊ะอาหาร เธอให้สาวใช้ถอยออกไปและปรนนิบัติแขกด้วยตัวเอง มื้อค่ำนั้นหรูหราแต่บรรยากาศกลับแปลกประหลาด ทางขวามือของเธอคือเวนเตอร์สในสภาพมอมแมมและซูบผอม แม้คนตาบอดจะมองไม่เห็น แต่เขาก็รู้ดีว่าตัวเองมีความหมายต่อความสุขของเธอเพียงใด ทว่าตอนนี้เขากลับดูเหมือนคนนอกที่หม่นหมอง และมีเงาแห่งความพินาศที่ทัลเคยทำนายไว้ปกคลุมอยู่ ส่วนทางซ้ายคือลาสสิเตอร์ในชุดหนังสีดำที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากความฝัน เขาไม่มีท่าทีหิวโหย ไม่สงบ และไม่พูดจา ทุกครั้งที่เขาขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย ปืนกระบอกหนักที่เขายังไม่ได้ถอดออกจะกระทบกับขาโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ซึ่งเสียงเล็กๆ เหล่านั้นคอยเตือนให้ทุกคนรู้ถึงการมีอยู่ของเขาตลอดเวลา ขณะที่เจนชวนคุย ยิ้ม และหัวเราะด้วยเสน่ห์ทั้งหมดที่ผู้หญิงสวยและกล้าหาญคนหนึ่งจะทำได้
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลงและชายทั้งสองลุกจากเก้าอี้ เจนโน้มตัวเข้าไปใกล้ลาสสิเตอร์และจ้องตาเขาตรงๆ
“ทำไมคุณถึงมาที่คอตตอนวูดส์คะ”
คำถามนั้นเหมือนทำลายมนต์สะกด ลาสสิเตอร์ลุกขึ้นราวกับเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองอยู่นานเกินไป
“คุณผู้หญิงครับ ผมตามหา… บางอย่าง ทั่วตอนใต้ของยูทาห์และเนวาดา และผมรู้จากชื่อของคุณว่าสิ่งนั้นอยู่ที่นี่ ในคอตตอนวูดส์”
“ชื่อของฉัน! อ้อ ฉันจำได้ คุณรู้ชื่อฉันตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกัน บอกฉันหน่อยค่ะว่าคุณไปได้ยินชื่อฉันมาจากไหนและจากใคร”
“ที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อเกลซ มั้งครับ ห่างจากที่นี่ไปทางตะวันตกประมาณห้าสิบไมล์ ผมได้ยินมาจากคนนอกลัทธิที่เป็นคนขี่ม้า เขาบอกว่าคุณน่าจะบอกได้ว่าผมจะหา… เจอได้ที่ไหน”
“หาอะไรคะ” เจนถามเสียงเข้มเมื่อเห็นเขาหยุดพูด
“หลุมศพของมิลลี่ เอิร์น ครับ” เขาตอบเสียงต่ำด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
เวนเตอร์สหันเก้าอี้มามองลาสสิเตอร์ด้วยความตกตะลึง ส่วนเจนค่อยๆ ลุกขึ้นยืนในชุดสีขาวด้วยความประหลาดใจ
“หลุมศพของมิลลี่ เอิร์น?” เธอทวนคำกระซิบ “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับมิลลี่ เพื่อนรักที่สุดของฉัน… คนที่ตายในอ้อมแขนของฉัน คุณเป็นอะไรกับเธอ”
“ผมเคยบอกหรือครับว่าผมเป็นอะไรกับเธอ” เขาถามกลับ “ผมแค่รู้จักญาติของเธอที่อยากรู้ว่าเธอถูกฝังอยู่ที่ไหนมานานแล้วเท่านั้นเอง”
“ญาติหรือคะ เธอไม่เคยพูดถึงญาติเลย นอกจากพี่ชายที่ถูกยิงตายในเท็กซัส ลาสสิเตอร์คะ หลุมศพของมิลลี่อยู่ในสุสานลับในที่ดินของฉันเอง”
“คุณจะพาผมไปที่นั่นได้ไหม… การทำแบบนี้อาจจะทำให้พวกมอรมอนไม่พอใจยิ่งกว่าการยอมให้ผมร่วมโต๊ะอาหารเสียอีก”
“ใช่ค่ะ แต่ฉันจะทำ เพียงแต่เราต้องไปแบบไม่ให้ใครเห็น พรุ่งนี้ก็น่าจะได้ค่ะ”
“ขอบคุณครับ เจน วิเธอร์สตีน” ลาสสิเตอร์โค้งคำนับแล้วถอยออกจากลานบ้าน
“คุณจะไม่พักค้างคืนที่นี่หรือคะ” เธอถาม
“ไม่ครับ ขอบคุณอีกครั้ง ผมไม่เคยนอนในบ้าน และต่อให้ยอมนอน พายุที่กำลังก่อตัวในหมู่บ้านข้างล่างนั่นก็คงไม่ปล่อยให้ผมหลับสบาย ผมจะไปนอนกลางทุ่งเซจดีกว่า หวังว่าคุณจะไม่เดือดร้อนเพราะความใจดีที่มีให้ผมนะ”
“ลาสสิเตอร์” เวนเตอร์สหัวเราะขื่นๆ “ที่นอนของฉันก็คือทุ่งเซจเหมือนกัน บางทีเราอาจจะเจอกันที่นั่น”
“อาจจะครับ แต่ทุ่งมันกว้าง ผมคงไม่ไปอยู่ใกล้ๆ หรอก ราตรีสวัสดิ์ครับ”
เมื่อลาสสิเตอร์ผิวปากเบาๆ ม้าสีดำก็ส่งเสียงร้องและค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวังออกจากป่าละเมาะ ลาสสิเตอร์ไม่ได้ใส่บังเหียน แต่เดินเคียงข้างและนำทางม้าด้วยการสัมผัส ทั้งคู่ค่อยๆ หายลับเข้าไปในร่มเงาของต้นคอตตอนวูด
“เจน ผมต้องไปแล้ว” เวนเตอร์สพูด “คืนปืนให้ผมที ถ้าตอนนั้นผมมีปืน…”
“ไม่ว่าเพื่อนของฉันหรือผู้อาวุโสของโบสถ์ก็คงต้องนอนตายไปแล้ว” เธอแทรกขึ้น
“ทัลน่ะสิ ตายแน่”
“โธ่ พ่อหนุ่มเลือดร้อน! ฉันสอนให้คุณรู้จักความอดทนและความเมตตาไม่ได้เลยหรือ เบิร์น การให้อภัยศัตรูคือสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ‘อย่าให้ดวงอาทิตย์ตกดินในขณะที่คุณยังโกรธเคืองอยู่เลย’”
“เงียบเถอะ! อย่าพูดเรื่องเมตตาหรือศาสนากับผมอีก หลังจากวันนี้… การมาของลาสสิเตอร์ทำให้ผมยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกผู้ชาย และผมจะตายในฐานะลูกผู้ชาย… คืนปืนให้ผมเถอะ”
เจนเดินเข้าบ้านอย่างเงียบๆ และกลับออกมาพร้อมสายกระสุน ซองปืน และปืนไรเฟิลยาว เธอส่งมันให้เขา และขณะที่เขาคาดเข็มขัดปืน เธอก็ยืนมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
“เจน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “อย่ามองผมแบบนั้นเลย ผมไม่ได้จะออกไปฆ่าคนของโบสถ์คุณ ผมจะเลี่ยงเขาและลูกน้องให้ได้ แต่คุณไม่เห็นหรือว่าผมมาถึงทางตันแล้ว เจน คุณเป็นผู้หญิงที่วิเศษที่สุด เท่าที่ผมเคยเจอมา คุณเสียสละและแสนดี แต่คุณตาบอดอยู่เรื่องหนึ่ง… ฟังนะ!”
เสียงฝีเท้าม้าควบเร็วๆ ดังมาจากหลังป่าละเมาะ
“คนขี่ม้าของคุณน่ะ” เขาพูดต่อ “คงได้เวลาเปลี่ยนเวรยามคืนนี้แล้ว เราออกไปคุยกันที่ม้านั่งในป่าเถอะ”
ข้างนอกยังคงมีแสงสว่าง แต่ใต้ร่มไม้คอตตอนวูดเริ่มมืดสลัว เวนเตอร์สจูงเจนเลี่ยงจากทางเดินหลักเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ ที่ขนาบด้วยพุ่มไม้ ซึ่งกว้างพอให้เดินเคียงคู่กันได้ เขาพาเธอเดินอ้อมห่างจากตัวบ้านไปยังเนินเขาที่ขอบป่า ที่นั่นมีม้านั่งในมุมลับตา ซึ่งสามารถมองเห็นทุ่งเซจบรัช ผาหิน และแนวหุบเขาเลือนลางผ่านช่องว่างของยอดไม้ เจนไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่เวนเตอร์สระเบิดอารมณ์ใส่เธอครั้งแรก เธอเพียงแต่เกาะแขนเขาไว้แน่น และเมื่อเขาหยุดเดินเพื่อวางปืนไรเฟิลพิงม้านั่ง เธอก็ยังคงไม่ปล่อยมือ
“เจน ผมเกรงว่าผมต้องจากคุณไปแล้ว”
“เบิร์น!” เธออุทาน
“ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้น ตำแหน่งของผมตอนนี้มันไม่โอเคเลย ผมรู้สึกไม่ถูกต้อง… ผมสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว”
“ฉันให้คุณได้ทุกอย่างที่คุณ…”
“ฟังผมก่อนเถอะ คำว่าสูญเสียของผมไม่ได้หมายถึงสิ่งที่คุณคิด แต่หมายถึงความไว้วางใจ ชื่อเสียง และเกียรติยศ สิ่งที่จะทำให้ผมยืนหยัดในหมู่บ้านนี้ได้อย่างภาคภูมิใจโดยไม่ต้องขมขื่น แต่มันสายเกินไปแล้ว… สำหรับอนาคต ผมว่าคุณตัดใจจากผมจะดีที่สุด ทัลไม่มีวันยกโทษให้หรอก คุณน่าจะเห็นเจตนาของเขาในวันนี้ แต่คุณมองไม่เห็น… เพราะความตาบอดของคุณ… เพราะศาสนาเฮงซวยนั่น!… เจน ยกโทษให้ผมด้วย ผมเจ็บปวดเหลือเกิน และผมกลัวว่ามือที่มองไม่เห็นนั่นจะนำพาความพินาศมาสู่คุณ”
“มือที่มองไม่เห็น? เบิร์น!”
“ผมหมายถึงบิชอปของคุณ” เวนเตอร์สพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำและรั้งตัวเธอไว้เมื่อเธอพยายามถอยห่าง “เขาคือกฎหมาย คำสั่งทำลายผมก็มาจากเขา ดูผมตอนนี้สิ! และต่อไปเขาก็จะบังคับให้คุณต้องทำตามความต้องการของโบสถ์”
“คุณเข้าใจบิชอปไดเออร์ผิดแล้ว ทัลอาจจะใจร้าย ฉันรู้ แต่เขารักฉันมาหลายปีแล้วนะคะ”
“โอ้ ความเชื่อและการแก้ตัวของคุณ! คุณมองไม่เห็นสิ่งที่ผมเห็น และต่อให้เห็น คุณก็คงไม่ยอมรับเด็ดขาด นั่นแหละคือความเป็นมอรมอนในตัวคุณ พวกผู้อาวุโสและบิชอปพวกนี้ยอมทำทุกอย่างเพื่อสร้างอำนาจและความมั่งคั่งให้โบสถ์และอาณาจักรของพวกเขา ลองคิดดูว่าพวกเขาทำอะไรกับคนนอกลัทธิที่นี่ ทำอะไรกับผม… และคิดถึงชะตากรรมของมิลลี่ เอิร์น ดูสิ!”
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของเธอ”
“รู้มากพอ… อาจจะรู้ทั้งหมด ยกเว้นชื่อของมอรมอนคนที่พาเธอมาที่นี่ แต่ผมควรหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”
เจนบีบมือเขาเป็นการตอบรับ เขาช่วยพยุงเธอให้นั่งลงบนม้านั่งข้างๆ และปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม เพราะเขารู้ว่าเธอกำลังจมอยู่กับอารมณ์ที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ
เป็นช่วงเวลาที่แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์สว่างวาบขึ้นชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไปในความสลัว สำหรับเวนเตอร์ส ทัศนียภาพเบื้องหน้าดูคล้ายกับอนาคตของเขา เขามองไปยังทุ่งเซจบรัชสีม่วงที่เวิ้งว้างและแห้งแล้ง ที่นั่นคือดินแดนแห่งความไม่แน่นอนและอันตราย ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกถึงความป่าเถื่อน เคร่งขรึม และยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ซึ่งมันช่างเหมือนกับชีวิตของเขา และในขณะเดียวกัน มันก็เหมือนกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เพียงแต่ในตัวเธอมีความงามและอันตรายที่มากกว่า มีปริศนาที่ยากจะคลี่คลาย และมีบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาชาหนึบและดวงตาพร่ามัว
“ดูนั่น! มีคนขี่ม้ามา!” เจนทำลายความเงียบ “ลาสสิเตอร์หรือเปล่านะ”
เวนเตอร์สหันไปมองทางทิศตะวันตกอีกครั้ง เห็นเงาร่างของคนขี่ม้าตัดกับเส้นขอบฟ้า ก่อนจะกลืนหายไปกับสีของทุ่งเซจบรัช

0 Comments