Chapter Index

    บทที่ 1
    ลาสสิเตอร์

    เสียงฝีเท้าเกือกม้ากระทบพื้นดังเป็นจังหวะก่อนจะค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงกลุ่มฝุ่นสีเหลืองที่ปลิวว่อนจากใต้ทิวต้นคอตตอนวูดล่องลอยไปเหนือทุ่งเซจ

    เจน วิเธอร์สตีน ทอดสายตามองลงไปยังเนินเขาลาดกว้างสีม่วงด้วยแววตาที่ดูเหม่อลอยและกังวลใจ คนส่งสารเพิ่งจากเธอไป และข้อความที่เขาทิ้งไว้ทำให้เธอต้องจมอยู่ในความคิดและมีความเศร้าเจือปน เพราะเธอกำลังรอรับมือกับกลุ่มคนจากโบสถ์ที่จะมาตำหนิและโจมตีเธอ เพียงเพราะเธอเลือกที่จะเป็นมิตรกับคนนอกรีต

    เธอสงสัยว่าความวุ่นวายและการปะทะกันที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่บ้านคอตตอนวูดแห่งนี้จะลุกลามมาถึงเธอด้วยหรือไม่ เจนถอนหายใจเมื่อนึกได้ว่าพ่อของเธอคือผู้ก่อตั้งนิคมชายแดนที่ห่างไกลที่สุดในตอนใต้ของยูทาห์แห่งนี้ และท่านได้ทิ้งทุกอย่างไว้ให้เธอ ทั้งที่ดินและบ้านเรือนจำนวนมาก รวมถึงคฤหาสน์วิเธอร์สตีน รันช์ขนาดใหญ่ที่มีฝูงวัวนับพันและม้าที่เร็วที่สุดในทุ่งเซจ นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของแอมเบอร์สปริง แหล่งน้ำที่มอบความเขียวขจีและความงามให้กับหมู่บ้าน และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้คนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้บนที่ราบสูงสีม่วงอันป่าเถื่อนแห่งนี้ ดังนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคอตตอนวูด เธอไม่มีทางหนีพ้น

    ในปี 1871 นั้น ชีวิตของชาวมอรมอนผู้รักสงบตามชายแดนเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ หมู่บ้านทางเหนืออย่างเกลซ สโตนบริดจ์ และสเตอลิง ต่างลุกขึ้นต่อต้านการรุกรานของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานนอกรีตและการปล้นชิงของพวกโจร มีทั้งการคัดค้านและการปะทะกันอย่างรุนแรง และตอนนี้คอตตอนวูดเองก็เริ่มตื่นตัวและแข็งกร้าวขึ้นเช่นกัน

    เจนภาวนาขอให้ความสงบสุขในชีวิตของเธอไม่ถูกทำลายลงอย่างถาวร เธอตั้งใจจะทำประโยชน์ให้ผู้คนมากกว่าที่เคยทำ และปรารถนาให้วันเวลาที่เรียบง่ายและเงียบสงบเช่นนี้คงอยู่ตลอดไป ความขัดแย้งระหว่างชาวมอรมอนและคนนอกรีตในชุมชนจะทำให้เธอไม่มีความสุข เธอเกิดมาเป็นชาวมอรมอน แต่ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นมิตรกับคนนอกรีตที่ยากไร้และโชคร้าย เธอเพียงอยากทำความดีและมีความสุขต่อไป และเมื่อนึกถึงรันช์แห่งนี้ เธอรักทุกอย่างที่นี่ ทั้งป่าคอตตอนวูด บ้านหินหลังเก่า สายน้ำสีอำพัน ฝูงม้าป่าที่ขนรุงรังและเปื้อนฝุ่น ม้าแข่งสายเลือดบริสุทธิ์ที่รูปร่างปราดเปรียว ฝูงวัวที่เล็มหญ้า และเหล่าคนขี่ม้าผิวกร้านแดดแห่งทุ่งเซจ

    ขณะที่รออยู่ตรงนั้น ความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นก็เลือนหายไปชั่วขณะ เสียงร้องของลาที่ดูเกียจคร้านทำลายความเงียบของยามบ่าย แต่มันกลับให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ชวนให้นึกถึงลานบ้านที่ง่วงงุน คอกม้าที่เปิดกว้าง และทุ่งอัลฟัลฟ่าสีเขียวขจี สายตาที่เฉียบคมของเธอทำให้เห็นเนินเขาเซจสีม่วงที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้าชัดเจนขึ้น พื้นดินที่ลอนคลื่นคล้ายทุ่งหญ้าลาดขึ้นไปทางทิศตะวันตก มีต้นซีดาร์โดดเดี่ยวขึ้นห่างๆ กันอย่างโดดเด่น และมีซากหินสีแดงปรากฏอยู่ไกลๆ ลึกเข้าไปตามทางลาดนั้นมีกำแพงที่พังทลายและอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านเป็นสีม่วงเข้ม ทอดตัวเป็นเส้นสายลึกลับที่ค่อยๆ เลือนหายไปทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันตกนั้นเต็มไปด้วยแสงสว่าง สีสัน และความงาม ส่วนทางทิศเหนือลาดลงสู่แนวหุบเขาที่เลือนลาง ซึ่งมีผืนดินยกตัวสูงขึ้น ไม่ใช่ภูเขา แต่เป็นที่ราบสูงสีม่วงกว้างใหญ่ที่มีผนังหินเป็นลอนและรูปพัด หน้าผาที่ดูเหมือนยอดปราสาท และหน้าผาสีเทา โดยมีเงาของยามบ่ายที่ค่อยๆ ทอดยาวปกคลุมทุกสิ่ง

    เสียงฝีเท้าเกือกม้าที่ควบอย่างรวดเร็วปลุกให้เจนกลับมาสู่ความเป็นจริง กลุ่มคนขี่ม้าควบมาตามทางเดินก่อนจะลงจากหลังม้าและถอดบังเหียน พวกเขามีกันเจ็ดคน โดยมีทัล ชายร่างสูงผิวเข้มซึ่งเป็นผู้อาวุโสของโบสถ์ที่เจนสังกัดเป็นผู้นำ

    “ได้รับข้อความของฉันแล้วใช่ไหม” เขาถามสั้นๆ ห้วนๆ

    “ค่ะ” เจนตอบ

    “ฉันส่งข่าวไปบอกว่า จะให้เวลาไอ้คนขี่ม้าที่ชื่อเวนเทอร์สครึ่งชั่วโมงเพื่อลงมาที่หมู่บ้าน แต่มันไม่มา”

    “เขาไม่รู้เรื่องนี้เลยค่ะ” เจนตอบ “ฉันไม่ได้บอกเขา และฉันก็รอคุณอยู่ที่นี่”

    “แล้วเวนเทอร์สอยู่ที่ไหน”

    “ฉันให้เขาอยู่ที่ลานบ้านค่ะ”

    “เจอร์รี” ทัลหันไปสั่งลูกน้อง “พากันไปลากตัวเวนเทอร์สออกมา ถ้าจำเป็นต้องใช้เชือกบ่วงบาศก็ทำซะ”

    เหล่าคนขี่ม้าในรองเท้าบูทเปื้อนฝุ่นและเดือยยาวควบม้าเสียงดังเข้าไปในป่าคอตตอนวูดและหายลับไปในร่มไม้

    “ผู้อาวุโสทัล คุณทำแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ” เจนถามด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ถ้าคุณจะจับกุมเวนเทอร์ส คุณควรจะมีมารยาทพอที่จะรอให้เขาออกจากบ้านของฉันก่อน และถ้าคุณจับเขาตอนนี้ มันจะเป็นการหักหน้าฉันอย่างรุนแรง การกล่าวหาว่าเวนเทอร์สมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงกันในหมู่บ้านเมื่อคืนนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะตอนนั้นเขาอยู่กับฉัน และเขายังฝากปืนไว้ที่ฉันด้วย คุณแค่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง คุณตั้งใจจะทำอะไรกับเวนเทอร์สกันแน่”

    “เดี๋ยวฉันจะบอก” ทัลตอบ “แต่ก่อนอื่น บอกฉันมาว่าทำไมคุณถึงปกป้องไอ้คนขี่ม้าไร้ค่าคนนี้”

    “ไร้ค่า!” เจนอุทานด้วยความโกรธ “เขาไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย เขาเป็นคนขี่ม้าที่เก่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา ฉันมีเหตุผลทุกประการที่จะปกป้องเขา และมันเป็นเรื่องน่าละอายสำหรับฉัน ผู้อาวุโสทัล ที่เพราะความเป็นมิตรของฉัน ทำให้เขาต้องถูกคนของฉันเกลียดชังจนกลายเป็นคนนอกคอก อีกอย่าง ฉันเป็นหนี้บุญคุณเขาตลอดชีวิตที่ช่วยชีวิตหนูน้อยเฟย์ไว้”

    “ฉันได้ยินเรื่องที่คุณรักเฟย์ ลาร์คิน และตั้งใจจะรับเธอเป็นลูกบุญธรรม แต่เจน วิเธอร์สตีน เด็กคนนั้นเป็นคนนอกรีตนะ!”

    “ใช่ค่ะ แต่ท่านผู้อาวุโส ฉันไม่ได้รักเด็กชาวมอรมอนน้อยลงเลยเพียงเพราะฉันรักเด็กนอกรีตคนหนึ่ง ฉันจะรับเฟย์เป็นลูกบุญธรรมถ้าแม่ของเธอยอมยกให้ฉัน”

    “เรื่องนั้นฉันไม่ค่อยคัดค้านหรอก คุณสามารถสอนคำสอนของมอรมอนให้เด็กได้” ทัลกล่าว “แต่ฉันรำคาญที่เห็นไอ้เวนเทอร์สคอยวนเวียนอยู่รอบตัวคุณ ฉันจะหยุดเรื่องนี้เอง คุณคงมีรักเหลือเฟือจนเอาไปโปรยปรายให้พวกนอกรีตชั้นต่ำพวกนี้ จนฉันเริ่มสงสัยว่าคุณอาจจะรักไอ้เวนเทอร์สด้วย”

    ทัลพูดด้วยน้ำเสียงจองหองแบบคนที่ถืออำนาจเหนือกว่า และด้วยความโกรธแค้นของชายที่ถูกไฟแห่งความหึงหวงเผาไหม้อยู่ภายใน

    “บางทีฉันอาจจะรักเขาจริงๆ ก็ได้” เจนตอบ เธอรู้สึกได้ถึงความกลัวและความโกรธที่พลุ่งพล่านในใจ “ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย น่าสงสารเขาจริงๆ เขาต้องการใครสักคนที่รักเขา”

    “ถ้าอย่างนั้น วันนี้คงเป็นวันที่เลวร้ายสำหรับเวนเทอร์ส เว้นแต่คุณจะปฏิเสธคำพูดนั้น” ทัลตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

    ลูกน้องของทัลปรากฏตัวขึ้นใต้ต้นคอตตอนวูด พร้อมกับคุมตัวชายหนุ่มคนหนึ่งออกมาที่ทางเดิน เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งของเขาบ่งบอกถึงสถานะคนนอกคอก แต่เขายังคงยืนตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง กล้ามเนื้อแขนที่ถูกมัดไว้สั่นระริก และมีแววตาแห่งการท้าทายดุจเปลวไฟสีน้ำเงินจ้องมองไปยังทัล

    เป็นครั้งแรกที่เจน วิเธอร์สตีน ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของเวนเทอร์ส เธอสงสัยว่าเธอจะรักชายหนุ่มที่สง่างามคนนี้ได้หรือไม่ จากนั้นอารมณ์ของเธอก็สงบลงและแทนที่ด้วยความตระหนักถึงสถานการณ์ที่ตึงเครียด

    “เวนเทอร์ส แกจะออกจากคอตตอนวูดเดี๋ยวนี้และห้ามกลับมาอีกตลอดกาลไหม” ทัลถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

    “ทำไม” คนขี่ม้าตอบกลับ

    “เพราะฉันสั่ง”

    เวนเทอร์สหัวเราะเยาะด้วยความเหยียดหยาม

    ใบหน้าสีเข้มของทัลเริ่มแดงก่ำด้วยความโกรธ

    “ถ้าแกไม่ไป จุดจบของแกคือความพินาศ” เขาพูดเสียงแข็ง

    “พินาศ!” เวนเทอร์สอุทานอย่างดุเดือด “คุณยังไม่ทำให้ผมพินาศอีกเหรอ ความพินาศในความหมายของคุณคืออะไร เมื่อปีที่แล้วผมยังเป็นคนขี่ม้า มีม้าและวัวเป็นของตัวเอง มีชื่อเสียงที่ดีในคอตตอนวูด แต่ตอนนี้พอผมเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อมาหาผู้หญิงคนนี้ คุณกลับส่งคนมาเล่นงานผม ตามล่าผมราวกับว่าผมเป็นโจรขโมยวัว ผมไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว นอกจากชีวิต”

    “แกจะออกจากยูทาห์ไหม”

    “โอ้ ผมรู้ดี” เวนเทอร์สพูดเยาะเย้ย “คุณคงทนไม่ได้ที่เห็นเจน วิเธอร์สตีน ผู้เลอโฉม เป็นมิตรกับคนนอกรีตที่น่าสงสาร คุณอยากได้เธอไว้คนเดียว คุณมันพวกมอรมอนที่จ้องจะหาเมีย คุณอยากได้เธอ รวมถึงคฤหาสน์วิเธอร์สตีน แอมเบอร์สปริง และวัวอีกเจ็ดพันตัว!”

    กรามของทัลขบกันแน่น เส้นเลือดที่คอปูดโปนด้วยความโกรธที่พลุ่งพล่าน

    “ถามอีกครั้ง แกจะไปไหม”

    ไม่!

    “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้คนเฆี่ยนแกจนปางตาย” ทัลตอบอย่างโหดเหี้ยม “แล้วจะไล่แกไปกลางทุ่งเซจ และถ้าแกกล้ากลับมาอีก มันจะเลวร้ายกว่านี้”

    ใบหน้าที่ตื่นตระหนกของเวนเทอร์สเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ผิวสีทองแดงกลายเป็นสีซีดเทา

    เจนก้าวไปข้างหน้าด้วยสัญชาตญาณ “โอ้ ผู้อาวุโสทัล!” เธอร้อง “คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้!”

    ทัลชูนิ้วที่สั่นเทาขึ้นชี้หน้าเธอ

    “พอได้แล้ว เข้าใจนะว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์รักษาความสัมพันธ์กับเด็กคนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่บิชอปของคุณรังเกียจ เจน วิเธอร์สตีน พ่อของคุณทิ้งความมั่งคั่งและอำนาจไว้ให้จนมันทำให้คุณเหลิง คุณยังไม่เข้าใจสถานะของผู้หญิงมอรมอน เราใช้เหตุผลกับคุณ อดทนกับคุณ และรอคอยอย่างใจเย็น เราปล่อยให้คุณได้ทำตามใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมอรมอนคนไหนก็ไม่เคยได้รับ แต่คุณยังไม่สำนึก ตอนนี้ขอให้จบสิ้นกันที คุณห้ามมีความสัมพันธ์ใดๆ กับเวนเทอร์สอีก เขาจะต้องถูกเฆี่ยน และต้องออกจากยูทาห์ไป!”

    “โอ้ อย่าเฆี่ยนเขาเลยค่ะ มันป่าเถื่อนเกินไป!” เจนวิงวอน ความกล้าหาญของเธอค่อยๆ เลือนหายไป

    ทัลมักจะบดขยี้จิตวิญญาณของเธอเสมอ และเธอเริ่มตระหนักว่าความกล้าที่เธอแสดงออกนั้นเป็นเพียงการเสแสร้ง ตอนนี้เขาไม่ได้ปรากฏตัวในฐานะชายผู้หึงหวง แต่เป็นตัวแทนของอำนาจเผด็จการลึกลับที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เด็ก นั่นคืออำนาจแห่งความเชื่อทางศาสนา

    “เวนเทอร์ส แกจะยอมถูกเฆี่ยนที่นี่ หรือจะไปถูกเฆี่ยนกลางทุ่งเซจ” ทัลถาม พร้อมรอยยิ้มที่เย็นชาและไร้ความเป็นมนุษย์ แต่ในความห่างเหินนั้นกลับมีประกายของความเชื่อว่าตนเองทำในสิ่งที่ถูกต้อง

    “ผมจะรับมันที่นี่ ถ้าจำเป็น” เวนเทอร์สตอบ “แต่ให้ตายเถอะ ทัล คุณฆ่าผมให้ตายไปเลยจะดีกว่า การเฆี่ยนครั้งนี้จะราคาแพงสำหรับคุณและพวกมอรมอนที่เอาแต่สวดมนต์ คุณกำลังจะทำให้ผมกลายเป็นอีกหนึ่งลาสสิเตอร์!”

    แสงสว่างที่ดูเคร่งขรึมบนใบหน้าของทัล อาจดูเหมือนความปิติทางจิตวิญญาณในการทำหน้าที่อันสูงส่ง แต่ลึกลงไปในตัวเขามีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ เป็นความแค้นส่วนตัวที่มืดดำและน่ากลัวดุจเหวที่ไม่มีก้นบึ้ง เมื่อความศรัทธาของเขาคลั่งไคล้และไม่ยอมลดละ ความเกลียดชังทางกายของเขาก็จะไร้ความปรานีเช่นกัน

    “ผู้อาวุโส ฉัน… ฉันขอถอนคำพูด” เจนพูดตะกุกตะกัก ความเชื่อทางศาสนา ความเคยชินในการเชื่อฟัง ความนอบน้อม และความกลัวที่แสนสาหัสสะท้อนออกมาในน้ำเสียง “ได้โปรดไว้ชีวิตเขาด้วย” เธอซิบ

    “คุณช่วยเขาไม่ได้แล้ว” ทัลตอบเสียงดังกร้าว

    เธอเริ่มยอมจำนนต่อสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เธอกำลังยอมรับความจริง ทันใดนั้น ความรู้สึกบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในอก เป็นความแข็งแกร่งที่ผลักดันความอ่อนแอและเปราะบางในตัวเธอให้หายไป ราวกับมีแท่งเหล็กมาค้ำจุนไว้ เธอรู้สึกถึงการกำเนิดของบางสิ่งใหม่ที่เธอเองก็ไม่เข้าใจ สายตาที่เคร่งเครียดของเธอมองกลับไปยังเนินเขาเซจอีกครั้ง เจน วิเธอร์สตีน รักดินแดนรกร้างสีม่วงแห่งนี้ ในยามทุกข์มันคือพลัง ในยามสุขความงามของมันคือความรื่นรมย์ ในนาทีที่สิ้นหวัง เธอพึมพำกับตัวเองว่า “ความช่วยเหลือของฉันจะมาจากไหน” มันคือคำอธิษฐาน ราวกับว่าจากทุ่งสีม่วงที่โดดเดี่ยว กำแพงหินสีแดง และหุบเขาสีน้ำเงิน จะมีชายผู้ไร้ความกลัว คนที่ไม่ถูกผูกมัดหรือคลั่งไคล้ในลัทธิใด ควบม้าเข้ามาหยุดยั้งความโหดร้ายของคนในชุมชนของเธอ

    จู่ๆ ลูกน้องของทัลที่เคยกระสับกระส่ายก็เงียบลง ตามมาด้วยเสียงกระซิบ เสียงสวบสาบ และเสียงอุทาน

    “ดูนั่น!” คนหนึ่งพูดพร้อมชี้ไปทางทิศตะวันตก

    “มีคนขี่ม้ามา!”

    เจน วิเธอร์สตีน หันไปมองและเห็นเงาของคนขี่ม้าตัดกับท้องฟ้าทางทิศตะวันตก เขากำลังควบม้าออกมาจากทุ่งเซจ โดยขี่ลงมาจากทางซ้ายท่ามกลางแสงอาทิตย์สีทองจนไม่มีใครสังเกตเห็นจนกระทั่งเขาเข้ามาใกล้ นี่คือคำตอบของคำอธิษฐานของเธอ!

    “รู้จักเขาไหม มีใครรู้จักเขาบ้าง” ทัลถามอย่างรีบร้อน

    ลูกน้องของเขามองดูแล้วต่างส่ายหน้า

    “เขามาจากที่ไกลๆ” คนหนึ่งบอก

    “ม้านั่นดูดีชะมัด” อีกคนเสริม

    “คนขี่ม้าแปลกหน้า”

    “หึ! เขาใส่หนังสีดำด้วย” คนที่สี่เสริม

    ทัลโบกมือให้ทุกคนเงียบ แล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อบดบังตัวเวนเทอร์สไว้

    คนขี่ม้าดึงบังเหียนให้ม้าหยุด และก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วและลื่นไหลจนดูเหมือนก้าวเดียวถึงพื้น มันเป็นท่วงท่าที่รวดเร็วและแปลกตา โดยที่เขาไม่ได้เบี่ยงตัวออกจากแนวตรงที่เผชิญหน้ากับกลุ่มคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

    “ดูนั่น” หนึ่งในลูกน้องของทัลกระซิบเสียงแหบ “เขามีปืนด้ามดำสองกระบอก พกไว้ต่ำจนมองเห็นยาก สีดำกลืนไปกับสนับขา”

    “มือปืน!” อีกคนกระซิบ “พวกเรา ระวังมือตัวเองด้วย อย่าขยับสุ่มสี่สุ่มห้า”

    การเดินเข้าหาอย่างช้าๆ ของคนแปลกหน้า อาจเป็นเพียงท่าทางสบายๆ หรืออาจเป็นก้าวสั้นๆ ที่เกร็งของคนที่ไม่ชินกับการเดิน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็นการรุกคืบอย่างระแวดระวังของคนที่ไม่ยอมเสี่ยงกับใคร

    “สวัสดี คนแปลกหน้า!” ทัลเรียก คำทักทายนั้นไม่มีความยินดี มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นที่ห้วนๆ

    คนขี่ม้าตอบรับด้วยการพยักหน้าสั้นๆ ปีกกว้างของหมวกซอมเบรโรสีดำทอดเงาลงบนใบหน้า เขาจ้องมองทัลและพรรคพวกครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดเดินและดูผ่อนคลายลง

    “สวัสดีครับ คุณผู้หญิง” เขาพูดกับเจน พร้อมถอดหมวกซอมเบรโรออกด้วยท่าทางที่สุภาพและมีเสน่ห์

    เจนทักทายเขาและมองขึ้นไปยังใบหน้าที่เธอรู้สึกไว้วางใจโดยสัญชาตญาณและดึงดูดความสนใจของเธออย่างมาก ใบหน้านั้นมีลักษณะของคนขี่ม้าในทุ่งกว้าง ทั้งความซูบผอม ผิวที่ไหม้แดด และความนิ่งเฉยที่เกิดจากการอยู่กับความเงียบเหงามานานปี แต่สิ่งที่ตรึงใจเธอไม่ใช่สิ่งเหล่านั้น แต่เป็นความเข้มข้นในแววตา ความเหนื่อยล้าที่แฝงอยู่ และความโหยหาที่บาดลึกในดวงตาสีเทาที่เฉียบคม ราวกับว่าชายคนนี้กำลังตามหาสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอ สัญชาตญาณของผู้หญิงทำให้เจนสัมผัสได้ถึงความเศร้า ความโหยหา และความลับบางอย่างในชั่วพริบตานั้น

    “คุณเจน วิเธอร์สตีน ใช่ไหมครับ” เขาถาม

    “ใช่ค่ะ” เธอตอบ

    “น้ำที่นี่เป็นของคุณใช่ไหม”

    “ค่ะ”

    “ผมขอให้น้ำม้าได้ไหมครับ”

    “ได้แน่นอนค่ะ ตรงนั้นมีรางน้ำ”

    “แต่ถ้าคุณรู้ว่าผมเป็นใคร…” เขาลังเล พร้อมชำเลืองมองกลุ่มคนที่กำลังแอบฟัง “คุณอาจจะไม่ยอมให้ผมให้น้ำม้าก็ได้ แม้ว่าผมจะไม่ได้ขออะไรให้ตัวเองเลยก็ตาม”

    “คนแปลกหน้า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ ให้น้ำม้าของคุณเถอะ และถ้าคุณหิวหรือกระหายน้ำ เชิญเข้ามาในบ้านของฉันได้เลย”

    “ขอบคุณครับ ผมคงรับไว้ไม่ได้สำหรับตัวเอง แต่สำหรับม้าที่เหนื่อยล้าของผม…”

    เสียงฝีเท้าเกือกม้าขัดจังหวะคำพูดของเขา ลูกน้องของทัลเริ่มเคลื่อนไหวอย่างกระสับกระส่ายจนวงล้อมแตกออก เผยให้เห็นตัวเวนเทอร์สที่ถูกจับไว้

    “ดูเหมือนผมจะเข้ามาขัดจังหวะอะไรบางอย่าง… สักครู่หนึ่งหรือเปล่าครับ” คนขี่ม้าถาม

    “ใช่ค่ะ” เจน วิเธอร์สตีน ตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

    เธอรู้สึกถึงพลังดึงดูดจากดวงตาของเขา และจากนั้นเธอก็เห็นเขามองไปยังเวนเทอร์สที่ถูกมัด มองไปยังชายที่คุมตัวเขา และมองไปยังผู้นำของกลุ่มนั้น

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note