คำพูดของกษัตริย์ไมนอสช่างเหี้ยมเกรียมเสียจนดูเหมือนว่าหากไม่มีมิโนทอร์คอยช่วยแบ่งเบา พระองค์ก็คงจะเขมือบธีซูสและเหล่านักโทษที่เหลือด้วยพระองค์เอง เมื่อกษัตริย์ไม่ยอมรับฟังคำอ้อนวอนใดๆ อีก เหล่านักโทษจึงถูกคุมตัวไปขังไว้ในคุกใต้ดินที่มืดมิด ผู้คุมเตือนให้พวกเขารีบนอนหลับพักผ่อนเสีย เพราะปกติแล้วมิโนทอร์มักจะเรียกมื้อเช้าแต่หัววัน หญิงสาวทั้งเจ็ดและชายหนุ่มอีกหกคนต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหลับไปในที่สุด แต่ธีซูสนั้นต่างออกไป เขารู้ดีว่าตนเองฉลาดกว่า กล้าหาญกว่า และแข็งแกร่งกว่าเพื่อนร่วมชะตากรรม ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าชีวิตของทุกคนฝากไว้ในมือของเขา และต้องพยายามหาทางรอดให้ได้แม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังเช่นนี้ ธีซูสจึงฝืนตื่นและเดินวนเวียนไปมาในคุกอันหดหู่

    จนกระทั่งเกือบเที่ยงคืน เสียงปลดกลอนประตูดังขึ้นเบาๆ อะรีแอดเน่ผู้ใจดีปรากฏตัวขึ้นพร้อมคบไฟในมือ

    "เจ้ายังตื่นอยู่หรือ เจ้าชายธีซูส" เธอระซิบถาม

    "ตื่นสิ" ธีซูสตอบ "ในเมื่อเหลือเวลาชีวิตอีกไม่มาก ข้าไม่อยากเสียเวลาไปกับการนอน"

    "ถ้าอย่างนั้นตามข้ามา" อะรีแอดเน่กล่าว "และเดินให้เบาที่สุดนะ"

    ธีซูสไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้คุมและทหารยาม แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อะรีแอดเน่ได้เปิดประตูทุกบานและนำทางเขาออกจากคุกที่มืดมิดสู่แสงจันทร์อันนวลตา

    "ธีซูส" หญิงสาวเอ่ย "ตอนนี้เจ้าสามารถขึ้นเรือและล่องกลับเอเธนส์ได้แล้ว"

    "ไม่" ชายหนุ่มตอบ "ข้าจะไม่มีวันออกจากเกาะครีต จนกว่าจะได้สังหารมิโนทอร์ ช่วยเพื่อนร่วมชะตากรรมที่น่าสงสาร และปลดปล่อยเอเธนส์จากเครื่องบรรณาการที่โหดร้ายนี้"

    "ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องตัดสินใจแบบนี้" อะรีแอดเน่กล่าว "ตามข้ามาเถิด ธีซูสผู้กล้าหาญ นี่คือดาบของเจ้าที่พวกทหารยึดไป เจ้าจำเป็นต้องใช้มัน และขอให้สวรรค์คุ้มครองให้เจ้าใช้มันได้อย่างยอดเยี่ยม"

    เธอจูงมือธีซูสเดินผ่านป่าทึบที่มืดสลัว แสงจันทร์ส่องถึงเพียงยอดไม้ แต่แทบไม่มีแสงเล็ดลอดลงมาบนเส้นทางที่พวกเขาเดินเลย หลังจากฝ่าความมืดมาได้ระยะหนึ่ง พวกเขาก็มาถึงกำแพงหินอ่อนสูงตระหง่านที่มีไม้เลื้อยปกคลุมจนเขียวชอุ่ม กำแพงนั้นดูไม่มีประตูหรือหน้าต่าง เป็นเพียงกำแพงหินมหึมาที่ลึกลับและสูงชันจนไม่สามารถปีนข้าม หรือหาทางผ่านเข้าไปได้ แต่แล้วอะรีแอดเน่กลับใช้นิ้วเรียวเล็กกดลงบนก้อนหินอ่อนก้อนหนึ่ง ซึ่งแม้จะดูแข็งแกร่งเหมือนส่วนอื่นๆ แต่กลับเลื่อนเปิดออกเป็นทางเข้าที่กว้างพอให้ทั้งสองแทรกตัวเข้าไปได้ เมื่อพวกเขาเข้าไปแล้ว หินอ่อนก้อนนั้นก็เลื่อนปิดลงตามเดิม

    "ตอนนี้เราอยู่ในเขาวงกตอันเลื่องชื่อ" อะรีแอดเน่บอก "ที่เดดาลัสสร้างขึ้นก่อนที่เขาจะประดิษฐ์ปีกและบินหนีออกจากเกาะนี้ไปเหมือนนก เดดาลัสเป็นช่างที่ฉลาดหลักแหลมมาก และในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมด เขาวงกตแห่งนี้คือสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด หากเราเดินห่างจากประตูเพียงไม่กี่ก้าว เราอาจต้องหลงทางอยู่ที่นี่ชั่วชีวิตโดยหาทางออกไม่เจอ แต่ที่ใจกลางของเขาวงกตนี้เองคือที่อยู่ของมิโนทอร์ และธีซูส… เจ้าต้องเดินทางไปที่นั่นเพื่อเผชิญหน้ากับมัน"

    "แต่ข้าจะหามันเจอได้อย่างไร" ธีซูสถาม "ถ้าเขาวงกตนี้ทำให้หลงทางได้ง่ายอย่างที่เจ้าว่า"

    ทันทีที่เขากล่าวจบ เสียงคำรามแหบพร่าและน่ารังเกียจก็ดังขึ้น มันคล้ายเสียงวัวที่ดุร้าย แต่กลับมีโทนเสียงเหมือนมนุษย์ปนอยู่ ธีซูสรู้สึกเหมือนได้ยินการพยายามออกเสียงเป็นคำพูด ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตตัวนั้นกำลังพยายามเค้นลมหายใจที่แหบแห้งให้เป็นถ้อยคำ แม้เสียงจะดังมาจากระยะไกลจนเขาแยกไม่ออกว่ามันคือเสียงวัวหรือเสียงคนกันแน่

    "นั่นคือเสียงของมิโนทอร์" อะรีแอดเน่กระซิบพลางกุมมือธีซูสไว้แน่น อีกมือหนึ่งทาบอกที่กำลังสั่นเทาด้วยความกลัว "เจ้าต้องเดินตามเสียงนั้นไปตามทางคดเคี้ยวของเขาวงกต แล้วเจ้าจะพบมัน… เดี๋ยวก่อน! รับปลายเชือกไหมเส้นนี้ไว้ ข้าจะถือปลายอีกด้านหนึ่งไว้เอง หากเจ้าได้รับชัยชนะ เชือกเส้นนี้จะนำทางเจ้ากลับมาที่นี่ ลาก่อนนะ ธีซูสผู้กล้าหาญ"

    ชายหนุ่มรับปลายเชือกไหมด้วยมือซ้าย ส่วนมือขวากำดาบด้ามทองที่ชักออกจากฝัก พร้อมก้าวเข้าสู่เขาวงกตอันลึกลับอย่างห้าวหาญ ข้าคงไม่อาจบรรยายได้หมดว่าเขาวงกตนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างไร แต่โลกนี้ไม่เคยมีเขาวงกตที่ซับซ้อนและแยบยลเท่านี้มาก่อนและไม่มีวันจะมีอีก สิ่งเดียวที่จะซับซ้อนได้เท่านี้ก็คงมีเพียงสมองของเดดาลัสผู้สร้าง หรือไม่ก็หัวใจของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ซึ่งอย่างหลังนั้นเป็นปริศนาที่ลึกลับกว่าเขาวงกตแห่งครีตถึงสิบเท่า ธีซูสเดินไปได้ไม่ถึงห้าก้าวก็คลาดสายตาจากอะรีแอดเน่ และเพียงอีกห้าก้าวก่อนที่เขาจะเริ่มรู้สึกเวียนหัว แต่เขายังคงเดินต่อไป ทั้งมุดผ่านซุ้มประตูต่ำ ปีนบันได เลี้ยวผ่านทางแยกที่คดเคี้ยว ประตูบานหนึ่งเปิดออกในขณะที่อีกบานปิดลงข้างหลัง จนเขารู้สึกเหมือนกำแพงกำลังหมุนวนรอบตัวเขา และตลอดเวลานั้น เสียงคำรามของมิโนทอร์ก็ดังสะท้อนไปตามทางเดิน บางครั้งก็ใกล้ บางครั้งก็ไกล เสียงนั้นดุร้าย โหดเหี้ยม และน่าเกลียด มันเหมือนเสียงวัวแต่ก็เหมือนเสียงคนในเวลาเดียวกัน จนหัวใจของธีซูสยิ่งเด็ดเดี่ยวและโกรธแค้นมากขึ้นในทุกก้าวที่เดิน เพราะเขารู้สึกว่าการมีอยู่ของสัตว์ประหลาดเช่นนี้คือการดูหมิ่นท้องฟ้า ดวงจันทร์ และพระแม่ธรณีผู้เมตตา

    ขณะที่เขาเดินลึกเข้าไป เมฆเริ่มบดบังแสงจันทร์จนเขาวงกตมืดสลัว ธีซูสแทบมองไม่เห็นทางและเริ่มสับสน หากไม่ใช่เพราะเขารู้สึกถึงแรงกระตุกเบาๆ จากเชือกไหมเป็นระยะ เขาคงหลงทางและสิ้นหวังที่จะหาทางกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง แรงกระตุกนั้นทำให้เขารู้ว่าอะรีแอดเน่ผู้ใจดีนังคงถือปลายเชือกอีกด้านไว้ เธอทั้งกังวลและมีความหวังในตัวเขา และส่งความห่วงใยมาให้ราวกับว่าเธอยืนอยู่เคียงข้าง ข้าบอกได้เลยว่ามีความผูกพันอันยิ่งใหญ่ไหลเวียนอยู่บนเส้นไหมเส้นเล็กๆ นั้น ธีซูสเดินตามเสียงคำรามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็คาดว่าตนเองใกล้จะถึงตัวมันในทุกๆ ทางเลี้ยว และแล้ว ณ ลานกว้างใจกลางเขาวงกต เขาก็ได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดน่ากลัวตัวนั้น

    มันเป็นสัตว์ประหลาดที่อัปลักษณ์อย่างที่สุด! มีเพียงส่วนหัวที่มีเขาเท่านั้นที่เป็นวัว แต่ทว่าทั้งตัวกลับดูเหมือนวัวที่เดินเตาะแตะด้วยสองขาหลังอย่างน่าประหลาด หรือหากมองอีกมุมหนึ่ง มันก็ดูเหมือนมนุษย์ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มันดูสยดสยองขึ้นไปอีก สิ่งมีชีวิตที่น่าเวทนานี้ต้องอยู่ตัวเดียวอย่างไร้เพื่อนพ้อง ไร้คู่ครอง มีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสร้างความเดือดร้อน และไม่รู้จักว่าความรักคืออะไร ธีซูสทั้งเกลียดและขยะแขยงมัน แต่ในขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกสงสาร ยิ่งมันอัปลักษณ์และน่ารังเกียจเท่าไหร่ ความสงสารนั้นก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะมันเอาแต่เดินวนเวียนไปมาด้วยความคลุ้มคลั่งและโดดเดี่ยว พร้อมส่งเสียงคำรามแหบพร่าที่ปนเปไปด้วยคำพูดที่ฟังไม่เป็นศัพท์ เมื่อตั้งใจฟัง ธีซูสก็เข้าใจว่ามิโนทอร์กำลังพร่ำบ่นกับตัวเองว่ามันทุกข์ระทมเพียงใด หิวโหยแค่ไหน มันเกลียดทุกคน และปรารถนาจะเขมือบมนุษย์ทั้งโลกให้สิ้นซาก

    อา… เจ้าวายร้ายหัววัว! และพวกเธอทั้งหลาย วันหนึ่งเธออาจจะเห็นเหมือนที่ข้าเห็นในตอนนี้ว่า มนุษย์คนใดก็ตามที่ปล่อยให้ความชั่วร้ายกัดกินจิตใจหรือฝังรากลึกอยู่ในตัว คนผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับมิโนทอร์ เป็นศัตรูต่อเพื่อนมนุษย์ และถูกตัดขาดจากมิตรภาพที่ดี เหมือนกับสัตว์ประหลาดที่น่าสงสารตัวนี้

    ธีซูสกลัวหรือไม่? ไม่มีทางเลย เพื่อนผู้ฟังที่รัก! วีรบุรุษอย่างธีซูสเนี่ยนะจะกลัว! ต่อให้มิโนทอร์จะมีหัววัวยี่สิบหัวเขาก็ไม่หวั่น แต่ถึงจะกล้าหาญเพียงใด ข้าเชื่อว่าในวินาทีวิกฤตนี้ แรงกระตุกเบาๆ จากเชือกไหมในมือซ้ายได้ช่วยเสริมกำลังใจให้เขาอย่างมาก ราวกับว่าอะรีแอดเน่ได้มอบความกล้าหาญทั้งหมดที่มีให้แก่เขา แม้เธอจะมีให้เพียงน้อยนิด แต่มันกลับทำให้ความกล้าของเขามีมากขึ้นเป็นสองเท่า และพูดตามตรงคือเขาจำเป็นต้องใช้มันทั้งหมด เพราะในตอนนั้นเอง มิโนทอร์หันขวับมาเห็นธีซูสเข้าพอดี มันรีบก้มเขาที่แหลมคมลงเตรียมพุ่งชนเหมือนวัวบ้าที่กำลังจะจู่โจมศัตรู พร้อมกับแผดเสียงคำรามกึกก้อง ซึ่งมีบางอย่างคล้ายภาษาคน แต่เป็นถ้อยคำที่ขาดวิ่นและแตกสลายเมื่อผ่านลำคอของสัตว์ร้ายที่กำลังโกรธจัด

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note