ผมได้รับข้อมูลที่ว่าจีนและเหล่าคนรับใช้ถูกจับได้แบบ "คาหนังคาเขา" จากบันทึกของพิตเคิร์น (Pitcairn) ผู้รวบรวมคดีอาญาในสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ทำให้ผมเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้ แต่สารภาพตามตรงว่าผมยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะวอร์ริสตันอยู่ห่างจากเอดินบะระตั้งหนึ่งไมล์ ต่อให้คนแจ้งข่าวจะควบม้าเข้าเมืองเร็วแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเคลื่อนไหว และกว่าเจ้าหน้าที่จะเดินทางมาถึงบ้านก็ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ตัวการที่ลงมือฆ่าจริงๆ คือเด็กดูแลม้าชื่อโรเบิร์ต เวียร์ ซึ่งทำงานกับพ่อของจีน ได้หนีไปได้ก่อนแล้ว ความจริงคือเวียร์ไม่ได้ถูกจับจนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ และจากบันทึกของพิตเคิร์น ดูเหมือนว่าเขาจะถูกนำตัวขึ้นศาลในอีกสี่ปีต่อมา

    ปกติแล้ว การถูกจับแบบคาหนังคาเขาน่าจะหมายถึงการถูกพบในสภาพที่ไม่มีข้อสงสัยเลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เมื่อพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเดินทางมาถึงบ้าน จึงเป็นไปได้เพียงสองทาง คือไม่เป็นคนช่างสอดส่องที่บังเอิญมาเห็นเหตุการณ์ (ซึ่งเป็นการฆาตกรรมที่เสียงดังพอสมควร) เข้ามาเจอจีนและคนรับใช้ทันทีที่เวียร์หนีไป แล้วกักตัวทั้งสี่คนไว้จนเจ้าหน้าที่มาถึง หรือไม่ก็จีนและคนรับใช้ตกใจจนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างศพ และหลุดปากสารภาพความจริงออกมาเองเมื่อเจ้าหน้าที่ปรากฏตัว

    น่าเสียดายที่บันทึกที่มีอยู่ไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่องการจับกุมเลดี้วอร์ริสตันไว้มากนัก แม้แต่พิตเคิร์นเองที่เขียนไว้ในปี 1830 ก็ยอมรับว่าเขาพยายามค้นหาในบันทึกอาญาของเมืองเอดินบะระอย่างหนักแต่ก็ "ไร้ผล" เพราะเอกสารส่วนใหญ่สูญหายไป เขาจึงไม่พบร่องรอยของกระบวนการทางกฎหมายในคดีนี้หรือคดีของโรเบิร์ต เวียร์ เลย ด้วยเหตุนี้ พิตเคิร์นจึงไม่แน่ใจว่าพวกเธอถูกส่งตัวให้คณะลูกขุนทันทีในฐานะผู้ถูกจับคาหนังคาเขา โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการส่งคำฟ้อง (dittay) ตามปกติ หรือถูกส่งไปพิจารณาคดีต่อหน้าผู้พิพากษาบารอนแห่งโบรตัน ซึ่งเป็นเขตอำนาจศาลที่วอร์ริสตันตั้งอยู่

    เรื่องราวคงจะดูดราม่าขึ้นหากเราทราบว่าจีนและคนรับใช้ทำอะไรบ้างในช่วงเวลาระหว่างการฆาตกรรมจนถึงตอนถูกจับ แต่ดูเหมือนว่าเลดี้วอร์ริสตันตั้งใจจะหนีไปกับเวียร์ มีข้อมูลที่ชวนให้คิดว่า เวียร์อาจไม่อยากให้เธอเป็นตัวถ่วง หรือไม่เขาก็พร้อมจะเสียสละตัวเอง โดยมีคำพูดที่บันทึกไว้ว่า "คุณรออยู่ที่นี่เถอะ ถ้าเรื่องนี้ไม่แดงขึ้นมา คุณก็แค่บอกว่า 'เขาตายในระเบียง' แล้วผมจะกลับไปทำงานกับเจ้านายต่อ แต่ถ้าความแตก ผมจะหนีไปและรับผิดไว้คนเดียว จะได้ไม่มีใครกล้าตามล่าคุณ"

    นี่คือการฆาตกรรมที่วางแผนมาอย่างตั้งใจ ความสวยของจีน ลิฟวิงสตัน ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในเพลงพื้นเมืองสกอตแลนด์หลายเพลง และกิริยาของเธอก่อนถูกประหารก็ดูบริสุทธิ์ราวกับนักบุญ จนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะหวังว่าเธอจะรอดพ้นจากลานประหารได้ แต่ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ด้วยการยุยงของจาเน็ต เมอร์โด ผู้เป็นพี่เลี้ยง จีนได้วางแผนฆ่าสามีด้วยความแค้นที่ฝังลึกและโหดเหี้ยมยิ่งนัก

    มีบทกวีบรรยายความงามของเธอไว้ว่า
    "เท้าทั้งสองช่างเรียวงาม
    มือของเธอยิ่งงามกว่า
    เอวบางร่างน้อย
    ราวกับกิ่งไม้ที่อ่อนช้อย"

    สาเหตุที่จีนเกลียดสามีปรากฏอยู่ในคำฟ้องของโรเบิร์ต เวียร์ ซึ่งสรุปใจความสำคัญได้ว่า จีน ลิฟวิงสตัน ภรรยาของเจ้าของบ้านวอร์ริสตัน เกิดความแค้นและพยาบาทต่อ จอห์น คินเคด สามีของเธอ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าเขาเคยกัดแขนและทุบตีเธอหลายครั้ง ดังนั้นในเดือนมิถุนายน ปี 1600 จีนจึงสั่งให้จาเน็ต เมอร์โด พี่เลี้ยง ไปตามตัวโรเบิร์ต เวียร์ ที่แอบบีย์โฮลีรูดเฮาส์ ให้มาที่วอร์ริสตันเพื่อหารือเรื่องการกำจัดชีวิตสามีอย่างโหดเหี้ยมและผิดธรรมชาติ

    นั่นแหละคือเหตุผล หากข้อกล่าวหาต่อจอห์น คินเคด เป็นจริง ก็แสดงว่าเขาไม่ได้ให้เกียรติภรรยาที่แสนสวยของเขาเลย ส่วนเรื่องที่ถูกตี "หลายครั้ง" นั้นอาจเป็นการกล่าวเกินจริงเพื่อให้ดูว่ามีเหตุจูงใจ (ในเพลงพื้นเมืองบางเพลงบอกว่าเขาถึงขั้นปาจานใส่หน้าเธอตอนมื้ออาหาร) แต่เรื่อง "การถูกกัดที่แขน" ดูเป็นรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงและดูสมจริงอย่างประหลาด ผมอยากจะหาบันทึกร่วมสมัยที่บอกเล่าตัวตนของจอห์น คินเคด ได้มากกว่านี้ เพราะยิ่งรู้สึกสงสารจีน ก็ยิ่งอยากให้คินเคดสมควรได้รับสิ่งที่เขาโดน

    ในหลักฐานบางชิ้นบ่งบอกว่าเลดี้วอร์ริสตันแอบหวังว่าเธออาจจะไม่ได้รับโทษหนักในการพิจารณาคดี แต่ต่อให้กษัตริย์จะทรงเมตตา (ซึ่งพระองค์ไม่เคยเป็นเช่นนั้น) หรือต่อให้ผู้พิพากษาจะใจอ่อนเพราะความสาวและความสวยของเธอ แต่หลักฐานการวางแผนที่แยบยลและความมุ่งมั่นที่จะฆ่าให้ได้ ย่อมทำให้คณะลูกขุนตัดสินโทษเธออย่างเด็ดขาด

    อย่างที่บอกว่าโรเบิร์ต เวียร์ ทำงานกับพ่อของจีน ซึ่งเป็นลอร์ดแห่งดุนิเพซ เขาอาจจะรู้จักกับจีนมาก่อนแต่งงาน และดูเหมือนเขาจะเต็มใจช่วยเธออย่างยิ่ง พี่เลี้ยงพยายามตามตัวเขาจากโฮลีรูดมาที่วอร์ริสตันหลายครั้งแต่ยังไม่ได้คุยกับเธอ จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน เลดี้วอร์ริสตันส่งพี่เลี้ยงไปตามเขาอีกครั้ง และในบ่ายวันนั้นเวียร์ก็ได้พบกับจีน และ "หารือกันเรื่องการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยม ผิดธรรมชาติ และน่ารังเกียจของจอห์น คินเคด"

    ผลสรุปของการหารือคือ เวียร์ถูกพาไปซ่อนตัวในห้องใต้ดินชั้นล่างของบ้านวอร์ริสตัน เพื่อรอเวลาลงมือ

    เวียร์รออยู่ในห้องใต้ดินจนถึงเที่ยงคืน จีนจึงลงมารับและพาเขาขึ้นไปยังโถงบ้าน จากนั้นทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปยังห้องที่จอห์น คินเคด กำลังหลับใหล ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ระวังเรื่องเสียงเท่าไหร่นัก เพราะทันทีที่เข้าห้อง คินเคดก็ตื่นขึ้นเพราะ "เสียงอึกทึก" ของทั้งคู่

    ผมขอใช้คำบรรยายการฆาตกรรมตามที่ปรากฏในคำฟ้องของเวียร์ ซึ่งบรรณาธิการของพิตเคิร์นตั้งข้อสังเกตว่า "สำนวนโบราณที่แปลกประหลาด ยิ่งทำให้ฉากนี้ดูสยดสยองขึ้น" แต่เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย ผมจะเรียบเรียงเป็นภาษาปัจจุบันดังนี้:

    เมื่อเข้าไปในห้องและเห็นว่าจอห์นตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังและพยายามลุกขึ้นจากเตียง โรเบิร์ตก็พุ่งเข้าใส่และใช้กำปั้นชกเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ที่คออย่างแรงจนจอห์นตกจากเตียงลงมาที่พื้น จากนั้นเขาก็ใช้เท้ากระทืบเข้าที่ท้องจนจอห์นร้องลั่น ด้วยความกลัวว่าเสียงร้องจะทำให้คนอื่นตื่น โรเบิร์ตจึงใช้มือบีบคออย่างบ้าคลั่งและรุนแรง บีบไว้แน่นเป็นเวลานานจนกระทั่งจอห์นขาดใจตาย โดยที่จอห์น คินเคด ดิ้นรนต่อสู้ในวาระสุดท้ายอยู่ใต้ร่างของเขา และนั่นคือจุดจบของจอห์นที่ถูกโรเบิร์ตฆ่าอย่างทารุณ

    จะเห็นได้ว่าเทคนิคการฆ่าของโรเบิร์ต เวียร์ เป็นวิธีเดียวกับที่เบิร์กและแฮร์ (Burke and Hare) นำมาใช้ในเอดินบะระที่ย่านเวสต์พอร์ตในอีกสองร้อยปีต่อมา ตามที่พิตเคิร์นระบุไว้

    II

    เลดี้วอร์ริสตันถูกตัดสินว่ามีความผิด และสี่วันหลังการฆาตกรรม ในวันที่ 5 กรกฎาคม เธอถูกนำตัวไปยังกิร์ธครอสแห่งโฮลีรูด ที่ปลายถนนคานอนเกต และถูกประหารด้วยเครื่องประหารที่ล้ำหน้ากว่ากิโยตินของดร.กิโยติน ซึ่งเรียกว่า "เดอะ เมเดน" (The Maiden) ในเวลาเดียวกันคือตีสี่ จาเน็ต เมอร์โด พี่เลี้ยง และคนรับใช้อีกคนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ก็ถูกเผาทั้งเป็นที่เนินเขาปราสาทของเมือง

    เวลาในการประหารที่เช้าตรู่เช่นนี้ดูแปลกมาก เพราะปกติการประหารจะเกิดขึ้นสายกว่านี้ และเป็นไปได้ว่าคำตัดสินเดิมกำหนดให้จีนถูกประหารช่วงพลบค่ำของวันที่ 4 แต่ครอบครัวดุนิเพซซึ่งไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยลูกสาวเลย กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอถูกกำจัดทิ้งอย่างลับๆ และรวดเร็วที่สุด ด้วยความต้องการลบมลทินที่พวกเขามองว่าลูกสาวทำลายเกียรติยศวงศ์ตระกูลอย่างไม่อาจลบเลือนได้ พวกเขาจึงไปรอที่คุกพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ตีสาม ซึ่งดูรีบร้อนจนน่าเกลียดเพื่อให้เธอขึ้นลานประหารเร็วที่สุด ตอนแรกพวกเขาขอให้ประหารตอนสามทุ่มของวันที่ 3 ซึ่งก็เป็นเวลาที่ผิดปกติเช่นกัน แต่คำขอถูกปฏิเสธ เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการกำจัดจีนในเวลาที่ชาวบ้านไม่คาดคิด แผนการปิดลับนี้เห็นได้ชัดจากการที่สั่งเผาพี่เลี้ยงและคนรับใช้ตอนตีสี่ที่เนินเขาปราสาท ซึ่งห่างจากกิร์ธครอสเกือบหนึ่งไมล์ เพื่อให้คนที่ตื่นเช้าถูกดึงความสนใจไปสองทาง และช่วยลดความอับอายของการประหารต่อหน้าสาธารณชน

    หากจะมีเรื่องอะไรที่จีนควรขอบคุณครอบครัว ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเขาช่วยให้เธอถูกประหารด้วยการตัดศีรษะด้วย "เดอะ เมเดน" แทนที่จะเป็นวิธีปกติสำหรับผู้หญิงที่ฆ่าคน ซึ่งคือการรัดคอให้ตายก่อนจะเผาทั้งเป็นบนกองไฟ เหมือนที่พี่เลี้ยงและคนรับใช้โดน นั่นคือชะตากรรมที่น่าสยดสยองสำหรับผู้หญิงที่ถูกตัดสินโทษในคดีร้ายแรง หรือแม้แต่คดีเล็กน้อย และหากเป็นคดีที่โหดเหี้ยมเป็นพิเศษ กระบวนการจะยิ่งทารุณขึ้นไปอีก โดยบันทึกของพิตเคิร์นระบุว่านักโทษจะถูก "เผาทั้งที่ยังมีสติ"

    โดยรวมแล้ว ครอบครัวดุนิเพซไม่ได้แสดงความเมตตาต่อลูกสาวที่ถูกตัดสินประหารเลย พ่อของเธอยืนดูอย่างเย็นชา มีบันทึกระบุว่า ลอร์ดแห่งดุนิเพซแสดงท่าทีเฉยเมยต่อลูกสาวอย่างมาก เขาไม่แม้แต่จะไปพบเธอ และไม่ยอมช่วยเหลือใดๆ เพราะถือว่าความผิดของเธอทำให้เลือดในกายของเขาต้องมัวหมองไปตลอดกาล

    ตัวจีนเองก็ไม่ได้อยากรีบไปลานประหารตามที่ญาติๆ ต้องการ เธออยากจะเห็นแสงอาทิตย์ขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย (น่าสงสารเหลือเกิน) ซึ่งในตอนแรกเจ้าหน้าที่ก็อนุญาต แต่ดูเหมือนว่าญาติของเธอจะคัดค้านอย่างรุนแรงจนคำอนุญาตถูกยกเลิกในทันที สุดท้ายเธอจึงต้องตายท่ามกลางความมืดสลัวของยามเช้า ก่อนที่ใครจะทันตื่นขึ้นมา

    เรื่องเวลาประหารที่ถูกเร่งรัดนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่ม ผู้เขียนบันทึกเหตุการณ์เลี่ยงที่จะระบุชื่อผู้คัดค้าน แต่จากลักษณะการคัดค้าน สันนิษฐานได้ว่าคนกลุ่มนี้คือพวกที่สกอตแลนด์เรียกว่า 'unco guid' หรือพวกที่เคร่งครัดในศีลธรรมจนเกินพอดี พวกเขามองว่าการประหารหญิงสาวผู้กระทำผิดคนนี้เป็นบทเรียนทางศีลธรรมและคำเตือนที่เคร่งขรึม ซึ่งจะส่งผลดีต่อจิตใจของผู้ที่มามุงดู

    พวกเขาถามผู้มีอำนาจและญาติของจีนว่า "ท่านจะพรากความปลอบประโลมใจที่ผู้ศรัทธาในพระเจ้าจะได้รับจากการตายของหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ไปหรือ? ท่านจะขัดขวางเกียรติของการประหารด้วยการกำจัดเธอทิ้งก่อนที่ผู้คนจะตื่นจากเตียงอย่างนั้นหรือ? การทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะยิ่งการตายเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คนมากขึ้นเท่านั้น และจะยิ่งดูสง่างามในสายตาของผู้ที่ได้เห็น"

    แต่บางทีเราอาจจะใจร้ายเกินไปที่มองว่าพวกเขาทำเพื่อสร้างภาพ เพราะเป็นไปได้ว่าพวกเขาได้รับรู้ว่าเลดี้วอร์ริสตันสำนึกผิดอย่างเต็มหัวใจ และหลังจากยอมรับบาป กิริยาของเธอก็ดูอ่อนหวานและเหมาะสม คนในยุคนั้นคุ้นเคยกับการตัดหัว รัดคอ เผาทั้งเป็น และหั่นศพแทบทุกวัน ด้วยความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัดและดุดันแบบคาลวินที่ส่งผ่านน็อกซ์ พวกเขาอาจจะเชื่อจริงๆ ว่าการสำนึกผิดต่อหน้าสาธารณะของจีน ลิฟวิงสตัน บนลานประหาร จะเป็น "ความปลอบประโลมใจของผู้ศรัทธาในพระเจ้า" เพราะไม่ใช่บ่อยครั้งที่ความยุติธรรมจะลงทัณฑ์สูงสุดกับหญิงสาวที่มีฐานะและสวยงามเช่นนี้ ในยุคที่การประหารเป็นเรื่องปกติจนความสงสารในใจผู้คนถูกกลบด้วยความชินชา สิ่งที่ผิดปกติอย่างการประหารหญิงสาวผู้สูงศักดิ์อาจกระตุ้นหัวใจของผู้คนให้ตระหนักถึง "พระพิโรธที่จะตามมา"

    และในที่สุด จีน ลิฟวิงสตัน ก็ได้ตายอย่างสงบและสมศักดิ์ศรี

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note