บทที่ 7 เพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่

    บ่ายวันที่อาร์คไรท์เดินทางมาถึง อีกสิบนาทีก่อนหกโมงเย็น บิลลี่เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นเพื่อต้อนรับสามพี่น้องตระกูลเฮนชอว์ ซึ่งมักจะมาทานมื้อค่ำที่บ้านฮิลล์ไซด์เป็นประจำ

    เบอร์ทรัมรู้สึกว่าบ่ายวันนี้บิลลี่ดูสวยกว่าครั้งไหนๆ ชุดลำลองสีบรอนซ์ที่เธอสวมขับเน้นประกายสีเดียวกันในดวงตาสีเข้มและลอนผมสวยของเธอให้โดดเด่นขึ้น อีกทั้งใบหน้าของเธอยังมีเสน่ห์บางอย่างที่สายตาของศิลปินอย่างเขาจับสังเกตได้ทันที และทำให้เขารู้สึกอยากจะจรดพู่กันถ่ายทอดความงามนั้นลงบนผืนผ้าใบใจจะขาด

    “ให้ตายสิ บิลลี่” เขาซิบที่ข้างหูเธอขณะทักทาย “ถ้าตอนนี้ผมมีพู่กันอยู่ในมือนะ ผมจะวาดภาพ ‘ใบหน้าของเด็กสาว’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเลย!”

    บิลลี่หัวเราะและยิ้มรับด้วยความขอบคุณ แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งบิลลี่ก็หวังว่าในสายตาของเบอร์ทรัม เธอจะไม่เป็นเพียงแค่ ‘ภาพวาด’ อยู่บ่อยครั้งแบบนี้

    เธอยื่นมือไปหาไซริลพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นเขามองไปยังประตูโถงทางเดิน “ใช่ค่ะ มารีกับป้าแฮนนาห์กำลังมา พวกเขาอยู่ชั้นบนค่ะ”

    “แล้วแมรี่ เจนล่ะ?” วิลเลียมถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย

    “วิลเริ่มประหม่าแล้วสิ” เบอร์ทรัมพูดแทรกอย่างร่าเริง “เขาอยากเจอแมรี่ เจน เพราะพวกเราบอกเขาไว้ว่า เขาต้องคอยดูแลไม่ให้ยัยนั่นมากวนพวกเราสี่คนมากเกินไป ถ้าเห็นว่าเธอจะเข้ามาขัดจังหวะการคุยกันสองต่อสองเมื่อไหร่ เขาต้องรีบพาเธอออกไปอย่างเงียบเชียบแต่เด็ดขาด ดังนั้นวิลเลยอยากเจอแมรี่ เจน ใจจะขาด”

    บิลลี่หลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้แล้วยกมือสองข้างขึ้นหงาย

    “อย่าค่ะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย!” เธอพูดเสียงขาดห้วง “ไม่อย่างนั้นฉันต้องบ้าตายแน่ๆ ฉันทนมาจนถึงขีดสุดแล้วค่ะ”

    “ขีดสุดเลยเหรอ?”

    “หมายความว่ายังไง?”

    “เธอรับมือยากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เบอร์ทรัมถามเบาๆ พร้อมกับชำเลืองมองไปทางโถงทางเดิน

    บิลลี่ลดมือลงและเงยหน้าขึ้น เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับสีหน้าให้ดูจริงจัง แม้ดวงตาจะยังฉายแววขบขัน ก่อนจะประกาศว่า

    “แมรี่ เจน… เป็นผู้ชายค่ะ”

    “ว่าไงนะ!”

    “เป็น ผู้ชาย ค่ะ!”

    “บิลลี่!”

    ชายหนุ่มทั้งสามคนผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที

    “ใช่ค่ะ โอ๊ย ลุงวิลเลียม ตอนนี้หนูเข้าใจความรู้สึกของลุงแล้วค่ะ หนูเข้าใจเลย” บิลลี่พูดตะกุกตะกัก “เขามายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับชุดสีชมพูเหมือนที่หนูเคยทำเป๊ะเลย เพียงแต่เขามีเคราสีน้ำตาล และไม่มีความกล้าแบบสปังค์ แล้วหนูก็ต้องโทรศัพท์ไปเตรียมการบอกทุกคนเหมือนที่ลุงทำ แล้วห้องนั่นอีก! หนูเตรียมห้องไว้ให้เขาด้วยค่ะ” เธอเล่าอย่างตื่นเต้นจนแทบหายใจไม่ทัน “แต่ในห้องหนูเตรียมที่ม้วนผมกับกิ๊บติดผมไว้ แทนที่จะเป็นปืนกับแมงมุมแบบของลุง!”

    “ลูกเอ๋ย นี่เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน?” วิลเลียมหน้าแดงก่ำ

    ผู้ชาย!แมรี่ เจนเนี่ยนะ!” ไซริลพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

    “บิลลี่ นี่มันหมายความว่ายังไง?” เบอร์ทรัมหน้าถอดสี

    บิลลี่เริ่มหัวเราะอีกครั้ง แม้จะพยายามควบคุมตัวเองอย่างเต็มที่

    “เดี๋ยวหนูเล่าให้ฟังค่ะ ต้องเล่าให้ฟังจริงๆ ป้าแฮนนาห์ให้เขาคอยอยู่ชั้นบนก่อนเพื่อให้หนูได้บอกทุกคน” เธอพูดพลางหอบ “แต่มันตลกมากเลยค่ะ ตอนที่หนูคิดว่าจะเป็นเด็กผู้หญิง แต่กลับกลายเป็นผู้ชายเคราสีน้ำตาล ตัวสูงใหญ่ขนาดนั้น! แล้วมันก็ทำให้หนูนึกถึงตอนที่ หนู เกิดมาเป็นผู้หญิงทั้งที่ทุกคนคิดว่าจะเป็นผู้ชาย แล้ววันนี้คุณนายคาร์ลตันเพิ่งพูดว่าบางทีเด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะมาทำให้ทุกอย่างสมดุลขึ้น โอ๊ย มันตลกที่สุดเลยค่ะ!”

    “บิลลี่ หลานรัก…” ลุงวิลเลียมปรามเบาๆ

    “แล้วตกลงเขาชื่ออะไรกันแน่?” ไซริลถาม

    “แล้วเจ้านั่นเซ็นชื่อว่า ‘แมรี่ เจน’ จริงๆ เหรอ?” เบอร์ทรัมโพล่งขึ้นมา

    “หนูไม่รู้ชื่อจริงของเขาค่ะ รู้แค่ว่าเขาใช้ชื่อย่อว่า ‘เอ็ม. เจ.’ ซึ่งเป็นชื่อที่เขาเซ็นในจดหมาย แต่บางครั้งเขาก็ถูกเรียกว่า ‘แมรี่ เจน’ และในจดหมายเขาก็อ้างคำพูดของใครบางคน—หนูจำไม่ได้ว่าใคร—แต่ในนั้นเขาถูกเรียกว่า ‘แมรี่ เจน’ ป้าแฮนนาห์ก็เลยเข้าใจผิดว่าเขาเป็นผู้หญิงค่ะ” บิลลี่อธิบายด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมั่นคงขึ้น

    “เขาไม่ได้เขียนมาบอกอีกรอบเหรอ?” วิลเลียมถาม

    “เขียนค่ะ”

    “แล้วทำไมเขาไม่แก้ไขความเข้าใจผิดล่ะ?” เบอร์ทรัมถาม

    บิลลี่หัวเราะคิกคัก “หนูเดาว่าเขาคงไม่อยากทำมั้งคะ เขาคงคิดว่ามันเป็นเรื่องตลกที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าจะบอกความจริง”

    “เรื่องตลกงั้นเหรอ!” ไซริลแค่นเสียง

    “แต่เดี๋ยวนะบิลลี่ เขาไม่ได้จะมาอาศัยอยู่ที่นี่… ใช่ไหม?” น้ำเสียงของเบอร์ทรัมเกือบจะกลายเป็นดุร้าย

    “โอ้ เปล่าครับ เขาไม่ได้จะมาอยู่ที่นี่หรอก” เสียงนุ่มนวลดังแทรกมาจากทางประตู

    “คุณ… อาร์คไรท์!” บิลลี่อุทานอย่างสับสน

    ชายสามคนที่หน้าแดงก่ำรีบลุกขึ้นยืนทันที บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ แต่คุณอาร์คไรท์กลับยิ้มอย่างร่าเริงและเดินตรงไปหาเบอร์ทรัมพร้อมยื่นมือให้ทักทายอย่างเป็นมิตร

    “เป็นชะตากรรมปกติของคนที่แอบฟังเลยนะครับ” เขาพูดอย่างสบายๆ “แต่ผมไม่โทษพวกคุณเลยครับ ไม่หรอกครับ ‘เขา’ จะไม่มาอยู่ที่นี่” เขาพูดพลางจับมือพี่น้องแต่ละคนในขณะที่บิลลี่แนะนำทุกคนด้วยเสียงแผ่วเบา “ยิ่งกว่านั้น เขาขออภัยทุกคนสำหรับความวุ่นวายที่เรื่องตลกเล็กๆ ของเขาทำให้เกิดขึ้น เขาอาจจะบอกว่าเขารู้สึกละอายใจมากเช่นกัน แต่ถ้าพวกคุณ—" อาร์คไรท์หันไปทางชายร่างสูงทั้งสามที่ยังยืนข้างเก้าอี้ “—ถ้าพวกคุณต้องทนทุกข์กับสิ่งที่เขาเจอจากพวกเด็กๆ เพียงเพราะชื่อนี้ คุณคงไม่โทษเขาหรอกที่อยากจะหาความสนุกจากชื่อแมรี่ เจน บ้าง ถ้ามีโอกาสเข้ามา!”

    หลังจากนั้น ความตึงเครียดและความกระอักกระอ่วนก็หายไปสิ้น บิลลี่หัวเราะด้วยความโล่งอกและเชื้อเชิญให้อาร์คไรท์นั่งลงใกล้ๆ เธอ วิลเลียมพูดว่า “แน่นอน แน่นอน!” พร้อมกับจับมือทักทายอีกครั้ง ส่วนเบอร์ทรัมและไซริลหัวเราะแก้เก้อแล้วนั่งลง มีคนถามขึ้นว่า “ว่าแต่ ‘เอ็ม. เจ.’ ย่อมาจากอะไรกันแน่?” แต่ไม่มีใครตอบคำถามนี้ อาจเป็นเพราะป้าแฮนนาห์และมารีปรากฏตัวขึ้นที่ประตูพอดี

    มื้อค่ำเป็นไปอย่างครึกครื้น เบอร์ทรัมได้พบกับคู่ปรับที่ทันกันทั้งเรื่องไหวพริบและการเสียดสี และ “คุณแมรี่ เจน” (ซึ่งทุกคนยกเว้นป้าแฮนนาห์เรียกเขาแบบนี้) กลายเป็นแขกที่สร้างความบันเทิงให้กับทุกคนได้อย่างยอดเยี่ยม

    หลังมื้อค่ำ มีคนเสนอให้เล่นดนตรี

    ไซริลขมวดคิ้วและลุกขึ้นกะทันหัน เขายังคงทำหน้าบึ้งขณะเดินไปที่ตู้หนังสือใกล้ๆ แล้วเริ่มหยิบหนังสือบางเล่มออกมาตรวจดู

    เบอร์ทรัมตาเป็นประกายและชำเลืองมองบิลลี่

    “เป็นอะไรล่ะไซริล?” เขาถามด้วยท่าทางยียวน “คืนนี้เก้าอี้ไม่ดี เปียโนไม่โดน หรือว่าคนฟังไม่ถูกใจกันล่ะ?”

    ไซริลตอบกลับเพียงแค่ยักไหล่

    “เห็นไหมล่ะ” เบอร์ทรัมพูดกับอาร์คไรท์ที่ดูงงๆ ด้วยท่าทางร่าเริง “ไซริลจะไม่ยอมเล่นดนตรีเลย ถ้าเปียโน แป้นเหยียบ สภาพอากาศ หูของคุณ นาฬิกาของผม และนิ้วของเขา ไม่อยู่ในจุดที่ ‘พอดี’ เป๊ะๆ!”

    “ไร้สาระ!” ไซริลสวนกลับ พร้อมกับวางหนังสือลงและเดินกลับมาที่เก้าอี้ “คืนนี้ผมแค่ไม่อยากเล่น แค่นั้นแหละ”

    “นั่นไงล่ะ” เบอร์ทรัมพยักหน้าอีกครั้ง

    “เข้าใจแล้วครับ” อาร์คไรท์ตอบพร้อมรอยยิ้มขบขัน

    “ฉันเชื่อว่า… คุณแมรี่ เจน… ร้องเพลงได้นะคะ” บิลลี่พูดขึ้นอย่างเรียบร้อย

    “ใช่ค่ะ แน่นอนที่สุด” ป้าแฮนนาห์รีบเสริมด้วยความประหม่า “นั่นคือเหตุผลที่เธอ—หมายถึงเขา—เดินทางมาบอสตันค่ะ เพื่อมาเรียนดนตรี”

    ทุกคนหัวเราะออกมา

    “ช่วยร้องเพลงให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ?” บิลลี่ขอ “ร้องแบบไม่ต้องดูโน้ตได้ไหมคะ? ถ้าต้องการ ฉันมีเพลงเยอะเลยค่ะ”

    อาร์คไรท์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่เปียโน

    ด้วยความมั่นใจของนักดนตรีที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี นิ้วของเขาแตะลงบนคีย์และบรรเลงคอร์ดและอาร์เพจจิโอเบื้องต้นเพื่อทดสอบน้ำหนักของเปียโน จากนั้น เสียงเทเนอร์ที่ไพเราะและบริสุทธิ์ก็เริ่มขับร้องเพลง “Thro' the leaves the night winds moving” จาก Serenade ของชูเบิร์ต จนผู้ฟังทุกคนต้องหันมามองด้วยความทึ่งและชื่นชม

    ไซริลเชิดหน้าขึ้นตั้งแต่โน้ตตัวแรก เขาตั้งใจฟังด้วยความพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด เบอร์ทรัมเองก็แสดงออกถึงความชื่นชมอย่างสูงผ่านท่าทาง วิลเลียมและป้าแฮนนาห์เอนหลังพิงเก้าอี้และพยักหน้าให้กันด้วยความพอใจ ส่วนมารีที่นั่งอยู่มุมห้องก็นิ่งงันด้วยความเคลิบเคลิ้ม สำหรับบิลลี่นั้น เธอตกอยู่ในภวังค์จนลืมทุกสิ่งรอบตัว เหลือเพียงบทเพลงและนักร้อง เธอแทบจะไม่ขยับหรือหายใจจนกระทั่งเพลงจบลง แล้วจึงหลุดปากพูดเบาๆ ว่า “โอ้ ไพเราะเหลือเกิน”

    เบอร์ทรัมมองเธอแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

    “อาร์คไรท์ คุณนี่มันโชคดีจริงๆ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเกือบจะหงุดหงิด “ผมอยากร้องเพลงได้แบบนั้นบ้าง!”

    “ผมก็อยากวาดภาพ ‘ใบหน้าของเด็กสาว’ ให้ได้แบบคุณเหมือนกันครับ” นักร้องเสียงเทเนอร์ยิ้มขณะผละออกจากเปียโน

    “โอ้ อย่าเพิ่งหยุดค่ะคุณอาร์คไรท์” บิลลี่รีบลุกขึ้นและเดินไปที่ตู้เก็บโน้ตเพลงข้างเปียโน “มีเพลงสั้นๆ ของเนวินที่ฉันอยากให้คุณร้องค่ะ นี่ค่ะเพลงนี้ เดี๋ยวฉันเล่นดนตรีประกอบให้คุณเอง” แล้วเธอก็แทรกตัวเข้าไปนั่งแทนที่นักร้อง

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย หลังจากเพลงของเนวิน ก็ตามด้วยเดอ โคเวน และกูนโด แล้วก็กลับมาที่เนวินอีกครั้ง โดยมีบิลลี่เป็นคนบรรเลงเปียโนประกอบ จากนั้นก็กลายเป็นการร้องคู่ บิลลี่ไม่ได้คิดว่าตัวเองร้องเพลงเก่งนัก แต่เสียงของเธอก็หวานและตรงโน้ต อีกทั้งยังผ่านการฝึกฝนมาบ้าง ทำให้เสียงของเธอเข้ากับเสียงเทเนอร์ที่ใสบริสุทธิ์ได้อย่างลงตัว

    วิลเลียมและป้าแฮนนาห์ยังคงยิ้มอย่างมีความสุขบนเก้าอี้ แม้ว่าป้าแฮนนาห์จะหยิบผ้าคลุมไหล่สีชมพูมาคลุมไว้ เพราะเสียงเพลงทำให้เธอรู้สึกขนลุกซู่ ส่วนไซริลและมารีแอบปลีกตัวเข้าไปในห้องรับแขกเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามโถงทางเดิน โดยอ้างว่าไปดูแบบบ้าน ทั้งที่ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีแผนจะสร้างบ้านไปอีกเป็นปี

    เบอร์ทรัมซึ่งยังคงนั่งตัวตรงแหน็บอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้รู้สึกเพียงแค่หงุดหงิดลางๆ อีกต่อไป แต่เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างรุนแรงและชัดเจน เป็นความหงุดหงิดที่พุ่งเป้าไปที่ตัวเอง พุ่งไปที่บิลลี่ และพุ่งไปที่ชายที่ชื่ออาร์คไรท์คนนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เขาหงุดหงิดกับตัวดนตรี per se (โดยตัวมันเอง) เขาเกลียดดนตรี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็อยากร้องเพลงได้ เขาเริ่มสงสัยว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าคนคนหนึ่งจะร้องเพลงเป็น และสงสัยว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานเลยจะสามารถร้องเพลงได้หรือไม่

    เมื่อเพลงคู่จบลง บิลลี่และแขกของเธอก็ผละออกจากเปียโน หลังจากนั้นไม่นาน อาร์คไรท์ก็กล่าวลาอย่างสุภาพและหิ้วกระเป๋าเดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงแรมที่เขาแจ้งป้าแฮนนาห์ไว้ว่าจองห้องพักไว้แล้ว

    วิลเลียมเดินทางกลับบ้าน ป้าแฮนนาห์ขึ้นชั้นบน ส่วนไซริลและมารีปลีกตัวไปยังมุมที่สงบยิ่งกว่าเดิมเพื่อดูแบบบ้าน จนในที่สุดเบอร์ทรัมก็ได้อยู่กับบิลลี่ตามลำพัง ในชั่วโมงอันแสนสุขที่เขาใช้เวลาร่วมกับเธอหน้าเตาผิง เขาลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองเกลียดดนตรีเพียงใด ทว่าก่อนจะกลับบ้านในคืนนั้น เขากลับถามขึ้นว่า

    “บิลลี่ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน… ถึงจะร้องเพลงเป็น?”

    “เอ๋ หนูไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” บิลลี่ตอบอย่างใจลอย ก่อนจะพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “โอ้ เบอร์ทรัม คุณแมรี่ เจน เสียงเพราะมากเลยว่าไหมคะ?”

    วินาทีนั้นเบอร์ทรัมรู้สึกเสียดายที่ถามคำถามนั้นออกไป แต่เขาก็ทำได้เพียงพูดว่า

    “‘คุณแมรี่ เจน’ งั้นเหรอ! ชื่อบ้าบอที่สุด!”

    “แต่เขาร้องเพลงเพราะมากเลยไม่ใช่เหรอคะ?”

    “หือ? อ้อ ใช่ เขาร้องได้ดีเลยล่ะ” เบอร์ทรัมตอบตามมารยาท แต่ท่าทางของเขากลับบอกว่า “โอ๊ย ใครๆ ก็ร้องได้ทั้งนั้นแหละ”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note