บทที่ 2

    ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับห้องสมุดแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นในไม่ช้า

    บารอน อเล็กซองเดร เดสปาร์วียู (Baron Alexandre d'Esparvieu) เป็นผู้ที่มีความปรารถนาจะครอบครองความรู้ทุกแขนงของมนุษยชาติ และอยากทิ้งสัญลักษณ์แห่งอัจฉริยภาพทางปัญญาที่สมน้ำสมเนื้อกับฐานะทางการเงินของตนไว้ให้โลกเห็น ท่านจึงได้สร้างห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือและต้นฉบับลายมือไว้ถึงสามแสนหกหมื่นเล่ม ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากคณะเบเนดิกตินแห่งลีเกอเช (Benedictines of Ligugé)

    ในพินัยกรรมของท่านมีข้อกำหนดพิเศษให้ทายาทต้องหาหนังสือที่ควรค่าแก่การบันทึกในด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ศีลธรรม การเมือง ปรัชญา และศาสนา มาเพิ่มเติมในห้องสมุดนี้หลังท่านเสียชีวิต โดยท่านได้ระบุจำนวนเงินจากกองมรดกที่จะใช้สำหรับจุดประสงค์นี้ไว้ และมอบหมายให้ ฟูลฌองส์-อดอล์ฟ (Fulgence-Adolphe) ลูกชายคนโตเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งฟูลฌองส์-อดอล์ฟ ก็ได้ทำตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อด้วยความเคารพรักอย่างยิ่ง

    ต่อมา ห้องสมุดขนาดมหึมาแห่งนี้ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ามรดกส่วนที่ลูกคนหนึ่งจะได้รับ กลายเป็นสมบัติส่วนกลางที่ไม่ได้แบ่งแยกกันระหว่างลูกชายสามคนและลูกสาวสองคนของท่านวุฒิสมาชิก โดยมี เรเน เดสปาร์วียู (René d'Esparvieu) ผู้รับสืบทอดบ้านในถนนการองซิแยร์ (Rue Garancière) เป็นผู้ดูแลรักษาคอลเลกชันอันล้ำค่านี้ แม้ว่าพี่สาวสองคนคือ มาดาม โปเลต์ เดอ แซงต์-แฟ็ง และมาดาม กุยซาร์ จะเรียกร้องหลายครั้งให้ขายทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่ไม่มีรายได้นี้เปลี่ยนเป็นเงินสด แต่เรเนและเกตอง (Gaétan) ได้ตกลงซื้อหุ้นส่วนของพี่สาวทั้งสองไว้ ทำให้ห้องสมุดนี้รอดพ้นจากการถูกขาย เรเนยังคงพยายามหาหนังสือมาเพิ่มตามเจตจำนงของผู้ก่อตั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มลดจำนวนและความสำคัญของหนังสือที่ซื้อลง เพราะเชื่อว่าผลงานทางปัญญาในยุโรปกำลังอยู่ในช่วงขาลง

    อย่างไรก็ตาม เกตองได้ใช้เงินส่วนตัวจัดหาหนังสือดีๆ ทั้งจากในฝรั่งเศสและต่างประเทศมาเติมเต็ม แม้พวกพี่ชายจะชอบสบประมาทว่าเขาไม่มีรสนิยมเอาเสียเลย แต่จริงๆ แล้วเกตองเป็นคนมีวิจารณญาณและมีความใฝ่รู้ ซึ่งนั่นทำให้คอลเลกชันของบารอนอเล็กซองเดรทันสมัยอยู่เสมอ จนถึงปัจจุบัน ห้องสมุดเดสปาร์วียูในหมวดเทววิทยา นิติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ยังคงเป็นหนึ่งในห้องสมุดส่วนตัวที่ดีที่สุดในยุโรป ที่นี่คุณสามารถศึกษาฟิสิกส์ได้ทุกแขนง หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือศึกษา "เมตาฟิสิกส์" (metaphysics) หรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์แต่ไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน เพราะมันยากเกินกว่าจะนิยามสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นเพียงความฝันและภาพลวงตา คุณจะได้ทึ่งกับเหล่าปรัชญาที่พยายามหาคำตอบ แก้ปม และนิยามสิ่งที่เป็นสัมบูรณ์ สิ่งที่ไม่อาจกำหนดได้ และสิ่งที่เป็นอนันต์

    ท่ามกลางกองหนังสือและจุลสารทั้งทางโลกและทางธรรม คุณจะพบทุกอย่างไปจนถึงแนวคิดปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่ทันสมัยและเป็นที่นิยมที่สุดในขณะนั้น

    แน่นอนว่ายังมีห้องสมุดแห่งอื่นที่มีปกหนังสือเก่าแก่และหรูหรากว่า มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลน่าลูบไล้ ประดับประดาด้วยทองคำ ลวดลายลูกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ หรือตราประจำตระกูลที่งดงามจับตา หรือบางแห่งอาจมีต้นฉบับลายมือที่วาดภาพประกอบอย่างประณีตโดยศิลปินจากเวนิส ฟลานเดอร์ส หรือตูเรน แต่ถ้าพูดถึงหนังสือฉบับพิมพ์ที่สมบูรณ์และสวยงาม ทั้งงานเขียนโบราณและสมัยใหม่ ทั้งทางโลกและทางธรรม ห้องสมุดเดสปาร์วียูนั้นไม่เป็นรองใคร คุณจะพบทุกสิ่งที่สืบทอดมาจากยุคโบราณ ตั้งแต่บรรดาปิตาจารย์แห่งคริสตจักร นักปกป้องศรัทธา นักกฎหมายศาสนา เหล่านักมนุษยนิยมยุคเรเนซองส์ นักเขียนสารานุกรม ไปจนถึงโลกแห่งปรัชญาและวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ เมื่อคาร์ดินัล เมอร์ลิน (Cardinal Merlin) ได้มาเยือน จึงให้ความเห็นว่า

    "ไม่มีสมองของมนุษย์คนไหนจะบรรจุความรู้ทั้งหมดที่กองอยู่บนชั้นเหล่านี้ได้หมดหรอก แต่ก็นะ… มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร"

    ส่วนมงเซนยอร์ กาชโป (Monseigneur Cachepot) ซึ่งเคยมาทำงานที่นี่บ่อยครั้งสมัยเป็นบาทหลวงในปารีส มักจะพูดว่า

    "ที่นี่มีวัตถุดิบมากพอจะสร้าง โทมัส อะไควนัส หรือ อาริอุส ได้อีกหลายคน ถ้าเพียงแต่คนสมัยนี้ไม่สูญเสียความคลั่งไคล้ในเรื่องความดีและความชั่วแบบคนโบราณไปเสียก่อน"

    สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ต้นฉบับลายมือคือส่วนที่มีค่าที่สุดของคอลเลกชันนี้ โดยเฉพาะจดหมายที่ไม่ได้ตีพิมพ์ของ กัสซองดี (Gassendi), บาทหลวงเมอร์เซน (Father Mersenne) และปาสกาล (Pascal) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณของศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ไบเบิลภาษาฮีบรู, ตาลมุด (Talmuds), ตำราทางศาสนายิว ทั้งแบบพิมพ์และลายมือ รวมถึงข้อความภาษาอราเมอิกและสะมาเรียที่เขียนบนหนังแกะและแผ่นไม้ไซคามอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นของสะสมโบราณอันล้ำค่าที่ มอยส์ เดอ ดีนา (Moïse de Dina) ผู้โด่งดังรวบรวมมาจากอียิปต์และซีเรีย และบารอนอเล็กซองเดรได้ซื้อมาในราคาถูกเมื่อปี 1836 ในวันที่นักฮีบรูผู้รอบรู้คนนั้นเสียชีวิตลงด้วยความชราและความยากจนในปารีส

    ห้องสมุดเดสปาร์วียูครอบครองพื้นที่ชั้นสองของบ้านเก่าทั้งชั้น ส่วนหนังสือที่เห็นว่ามีความสำคัญปานกลาง เช่น หนังสือตีความคัมภีร์ของโปรเตสแตนต์ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ที่เกตองมอบให้ จะถูกนำไปวางไว้ในส่วนบนสุดโดยไม่มีปกหุ้ม บัญชีรายชื่อหนังสือพร้อมส่วนเพิ่มเติมมีจำนวนถึง 18 เล่มขนาดโฟลิโอ ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยและจัดระเบียบไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมี มงสิเออร์ จูเลียน ซาริเอตต์ (Monsieur Julien Sariette) นักจดหมายเหตุและผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณเป็นผู้ดูแล เขาเป็นคนสมถะและรักสันโดษ เดิมทีหาเลี้ยงชีพด้วยการสอนหนังสือ จนกระทั่งปี 1895 เขาได้มาเป็นครูสอนพิเศษให้โมริซ (Maurice) ตามคำแนะนำของบิชอปแห่งอากรา และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับตำแหน่งภัณฑารักษ์ของห้องสมุดเดสปาร์วียู

    ด้วยความขยันและอดทนอย่างยิ่งยวด มงสิเออร์ ซาริเอตต์ ได้จัดหมวดหมู่หนังสือทั้งหมดด้วยตัวเอง ระบบที่เขาคิดค้นและนำมาใช้นั้นซับซ้อนมาก ป้ายกำกับหนังสือประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กทั้งภาษาละตินและกรีก ตัวเลขอาหรับและโรมัน เครื่องหมายดอกจันหนึ่งดอก สองดอก สามดอก รวมถึงสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ใช้แทนเลขยกกำลังและราก จนการจะศึกษาให้เข้าใจระบบนี้อาจต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าการเรียนพีชคณิตให้แตกฉานเสียอีก และเนื่องจากไม่มีใครยอมสละเวลาอันมีค่ามานั่งถอดรหัสสัญลักษณ์เหล่านี้ มงสิเออร์ ซาริเอตต์ จึงกลายเป็นคนเดียวที่สามารถหาหนังสือในระบบที่แสนยุ่งเหยิงนี้ได้ หากไม่มีเขา การจะหาหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งจากสามแสนหกหมื่นเล่มนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งผลลัพธ์นี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแย่ ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง

    มงสิเออร์ ซาริเอตต์ รักห้องสมุดของเขา รักด้วยความหวงแหนอย่างที่สุด ทุกวันตอนเจ็ดโมงเช้า เขาจะนั่งประจำการอยู่ที่โต๊ะไม้มาฮอกกานีตัวใหญ่เพื่อทำบัญชีรายชื่อหนังสือ แผ่นบันทึกที่เขียนด้วยลายมือของเขาถูกเก็บไว้ในตู้ใบยักษ์ข้างตัว ซึ่งด้านบนมีรูปปั้นครึ่งตัวของบารอนอเล็กซองเดรตั้งอยู่ ในรูปปั้นนั้นอเล็กซองเดรหวีผมเรียบไปด้านหลัง ใบหน้าดูสูงส่ง มีจอนผมบางๆ เหมือนชาโตบริยอง (Chateaubriand) ริมฝีปากเม้มสนิทและเปลือยอก เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง มงสิเออร์ ซาริเอตต์ จะออกไปทานมื้อเที่ยงที่ crèmerie (ร้านขายผลิตภัณฑ์นมและอาหารว่าง) ในถนนเดส์ กาเนตต์ (Rue des Canettes) ที่แคบและมืดสลัว ร้านนี้มีชื่อว่า _Crèmerie des Quatre Évêques_ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รวมตัวของโบดแลร์ (Baudelaire), เธโอดอร์ เดอ บองวิลล์ (Theodore de Banville), ชาร์ล อัสเซลิโน (Charles Asselineau) และขุนนางสเปนคนหนึ่งที่เคยแปลเรื่อง "ความลับแห่งปารีส" (Mysteries of Paris) เป็นภาษาของเหล่า conquistadores แม้แต่รูปปั้นเป็ดที่ว่ายน้ำอย่างสง่างามบนป้ายหินเก่าของถนนสายนี้ก็ดูเหมือนจะจำมงสิเออร์ ซาริเอตต์ ได้ พอถึงเวลาบ่ายโมงขาดสิบห้านาที เขาก็จะกลับเข้าห้องสมุดและอยู่ที่นั่นจนถึงหนึ่งทุ่ม จากนั้นจึงกลับไปที่ร้าน Quatre Évêques อีกครั้งเพื่อทานมื้อค่ำแบบประหยัด โดยมีเมนูเด็ดคือลูกพรุนตุ๋น ทุกเย็นหลังมื้อค่ำ เพื่อนสนิทของเขาคือ มงสิเออร์ กีนาร์ดง (Monsieur Guinardon) หรือที่ใครๆ เรียกว่า "ปู่กีนาร์ดง" ซึ่งเป็นช่างเขียนฉากและช่างซ่อมภาพวาดที่รับงานตามโบสถ์ จะลงมาจากห้องใต้หลังคาในถนนพรินเซส (Rue Princesse) เพื่อมาดื่มกาแฟและเหล้าลิเคียวที่ร้าน และทั้งคู่ก็จะเล่นโดมิโนกัน

    ปู่กีนาร์ดงเป็นเหมือนต้นไม้เก่าที่ดูหยาบกร้านแต่ยังเต็มไปด้วยพลัง เขาแก่กว่าที่ตัวเองยอมรับว่าแก่ เขาเคยรู้จักเชนาวาร์ด (Chenavard) เป็นคนเคร่งครัดในเรื่องพรหมจรรย์อย่างรุนแรง และมักจะด่าทอความไม่บริสุทธิ์ของลัทธิเพแกนสมัยใหม่ด้วยถ้อยคำที่หยาบคายจนน่าตกใจ เขาเป็นคนชอบพูด ส่วนมงสิเออร์ ซาริเอตต์ เป็นผู้ฟังที่ดี เรื่องโปรดของปู่กีนาร์ดงคือเรื่องโบสถ์น้อยแห่งเหล่าเทวดา (Chapelle des Anges) ในเซนต์ซูลพิซ (St. Sulpice) ที่ภาพวาดบนผนังกำลังหลุดลอก ซึ่งเขาวางแผนจะไปซ่อมแซมในสักวันหนึ่ง—ถ้าพระเจ้าทรงประสงค์ เพราะตั้งแต่มีการแยกศาสนจักรออกจากรัฐ โบสถ์ก็ตกเป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว และไม่มีใครกล้ารับผิดชอบแม้แต่การซ่อมแซมที่เร่งด่วนที่สุด แต่ปู่กีนาร์ดงไม่ขอรับค่าจ้าง

    "นักบุญไมเคิลคือนักบุญประจำตัวของฉัน" เขาบอก "และฉันมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อเหล่าเทวดาผู้ศักดิ์สิทธิ์"

    หลังจากเล่นโดมิโนเสร็จ มงสิเออร์ ซาริเอตต์ ผู้ผอมบางตัวเล็ก กับปู่กีนาร์ดง ผู้กำยำเหมือนต้นโอ๊ก ขนดกเหมือนสิงโต และตัวสูงราวกับนักบุญคริสโตเฟอร์ จะเดินคุยกันไปตามจัตุรัสเซนต์ซูลพิซ โดยไม่สนใจว่าคืนนั้นอากาศจะแจ่มใสหรือพายุเข้า มงสิเออร์ ซาริเอตต์ มักจะตรงกลับบ้านทันที ซึ่งสร้างความเสียดายให้กับช่างเขียนภาพผู้รักการสังสรรค์และชอบใช้ชีวิตยามค่ำคืนเป็นอย่างมาก

    วันรุ่งขึ้น เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเจ็ดโมง มงสิเออร์ ซาริเอตต์ จะกลับมาประจำที่ในห้องสมุดและเริ่มทำบัญชีหนังสือต่อ แต่ขณะที่เขานั่งอยู่ที่โต๊ะ เขาจะส่งสายตาที่น่าขนลุกราวกับเมดูซ่าใส่ทุกคนที่เดินเข้ามา เพราะกลัวว่าคนเหล่านั้นจะมาขอยืมหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา นักการเมือง หรือพระชั้นผู้ใหญ่ที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจเพราะสนิทสนมกับเจ้าของบ้าน เขาก็อยากจะสาปให้กลายเป็นหินให้หมด แม้แต่กับมงสิเออร์ เกตอง ผู้สนับสนุนห้องสมุด ที่อยากได้หนังสือเก่าแนวสนุกสนานหรือฉาวโฉ่มาอ่านแก้เบื่อในวันฝนตกที่บ้านพักต่างอากาศ เขาก็ปฏิบัติด้วยเช่นเดียวกัน รวมถึงมาดาม เรเน เดสปาร์วียู ที่มาหาหนังสือไปอ่านให้คนจนที่ป่วยในโรงพยาบาลฟัง หรือแม้แต่ตัวมงสิเออร์ เรเน เอง ที่ปกติจะอ่านแค่ประมวลกฎหมายแพ่งและตำรากฎหมายดัลลอซ (Dalloz) สำหรับเขา การถูกยืมหนังสือแม้เพียงเล่มเล็กที่สุดก็เหมือนกับการถูกควักหัวใจออกมา เพื่อที่จะปฏิเสธการยืมหนังสือแม้แต่กับคนที่มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่สุด มงสิเออร์ ซาริเอตต์ สามารถกุเรื่องโกหกที่ฟังไม่ขึ้นหรือดูเงอะงะได้สารพัด เขาไม่ลังเลที่จะใส่ร้ายตัวเองว่าทำงานบกพร่อง หรือแสร้งทำเป็นไม่แน่ใจในความรอบคอบของตน โดยบอกว่าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้หายไปหรือวางผิดที่ ทั้งที่เมื่อครู่เขายังแอบชื่นชมหรือกอดหนังสือเล่มนั้นไว้แนบอกอยู่เลย และหากถูกบังคับให้ยอมให้ยืมจริงๆ เขาก็จะทวงหนังสือคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะยอมปล่อยให้หนังสือเล่มนั้นหลุดมือไปในที่สุด

    เขาตกอยู่ในความทุกข์ทรมานเสมอเพราะกลัวว่าสิ่งของที่เขาดูแลจะสูญหาย ในฐานะผู้ดูแลหนังสือสามแสนหกหมื่นเล่ม เขาจึงมีเหตุให้ต้องกังวลถึงสามแสนหกหมื่นเรื่อง บางคืนเขาถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อท่วมตัวและกรีดร้องด้วยความกลัว เพราะฝันว่าเห็นช่องว่างบนชั้นหนังสือ สำหรับเขา การที่หนังสือเล่มหนึ่งหลุดออกจากที่อยู่ของมันคือเรื่องเลวร้ายและน่าสยดสยองที่สุด ความหวงแหนอย่างบ้าคลั่งนี้ทำให้มงสิเออร์ เรเน เดสปาร์วียู รำคาญมาก เพราะเขาไม่เข้าใจคุณงามความดีของบรรณารักษ์ผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ จึงเรียกเขาว่า "ตาแก่นิสัยเพี้ยน" แต่มงสิเออร์ ซาริเอตต์ ไม่สนใจคำด่าทอเหล่านั้น เขาพร้อมจะเผชิญกับโชคร้ายที่โหดร้ายที่สุด หรืออดทนต่อคำดูหมิ่นและเหยียดหยาม เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของสิ่งที่เขาได้รับมอบหมายให้ดูแล และด้วยความขยัน ความรอบคอบ และความรักอย่างสุดหัวใจ ห้องสมุดเดสปาร์วียูจึงไม่สูญเสียแม้แต่เศษกระดาษแผ่นเดียวตลอดระยะเวลา 16 ปีที่เขาดูแลมา จนถึงวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1912 นี้

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note