“ยัยคนอกตัญญู!” อากาธาโพล่งขึ้นพร้อมหันขวับมาหาด้วยท่าทางเผด็จการจนเกอร์ทรูดเผลอถอยกรูด “กี่ครั้งแล้วที่เธอพยายามทำตัวอวดดีและไม่ซื่อสัตย์กับฉัน แล้วฉันก็ช่วยไล่ปีศาจในตัวเธอออกไปด้วยการจี้เอวเนี่ย? ก่อนฉันจะมาที่นี่ เธอมีเพื่อนในวิทยาลัยบ้างไหม นอกจากพวกประจบสอพลออีกห้าหกคน? แล้วตอนนี้ พอฉันชี้ข้อเสียของเธอเพื่อให้เธอปรับปรุงตัว เธอกลับมาผูกใจเจ็บ แล้วบอกว่าไม่สนด้วยว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม!”

    “ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”

    “โอ๊ย เกอร์ทรูด เธอพูดชัดๆ” เจนแทรกขึ้น

    “พวกเธอคงคิดว่าฉันไม่มีมโนธรรมสินะ” เกอร์ทรูดตัดพ้อ

    “ฉันก็อยากให้เป็นแบบนั้นแหละ” อากาธาตอบ “ดูฉันนี่! ฉันไม่มีมโนธรรมเลย และเห็นไหมว่าฉันใช้ชีวิตได้มีความสุขกว่าตั้งเยอะ!”

    “เธอมันเห็นแก่ตัว สนใจแต่ตัวเอง” เกอร์ทรูดว่า “ไม่เคยคิดเลยว่าคนอื่นเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกัน ไม่มีใครเคยเห็นหัวฉันเลย”

    “แหม ฟังเธอพูดแล้วเพลินดีจัง” เจนประชด “เธอถูกให้ความสำคัญจนเกินพอแล้ว และยิ่งมีคนสนใจมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งอยากได้ความสนใจมากขึ้นเท่านั้นแหละ”

    “เหมือนกับว่า” อากาธาพูดด้วยน้ำเสียงดราม่า “ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นตามสิ่งที่ได้กินเข้าไป… เชคสเปียร์ (Shakespeare) ว่าไว้!”

    “ช่างหัวเชคสเปียร์เถอะ” เจนโพล่งออกมา “ตาแก่โง่ๆ ที่คิดว่าตัวเองเก่งที่พูดเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว! แต่ถ้าเธอจะบ่นว่าไม่มีใครเห็นหัว เกอร์ทรูด ลองมาเป็นฉันดูไหมล่ะ ที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่าโง่? แต่ฉันก็ไม่ได้โง่ขนาดที่—”

    “ขนาดที่เห็นจากภายนอกน่ะเหรอ” อากาธาแทรก “ฉันบอกเธอเป็นร้อยรอบแล้วนะเจน และฉันดีใจที่ในที่สุดเธอก็ยอมรับความจริงเสียที ทีนี้จะเลือกอะไรล่ะ ระหว่างเป็นคนโง่ที่ยิ่งกว่า—”

    “โอ๊ย หุบปากเถอะ!” เจนพูดอย่างหมดความอดทน “สัปดาห์นี้เธอถามคำถามนี้ฉันสองรอบแล้วนะ”

    ทั้งสามเงียบไปครู่หนึ่ง อากาธาตกอยู่ในภวังค์ เกอร์ทรูดทำหน้าบูดบึ้ง ส่วนเจนดูเหม่อลอยและกระสับกระส่าย จนกระทั่งอากาธาพูดขึ้นว่า

    “แล้วพวกเธอสองคนก็กำลังเจ็บปวดกับความใจดำและความเห็นแก่ตัวของโลกใบนี้เหมือนกันใช่ไหม? ต่างคนต่างถูกเข้าใจผิด ถูกคาดหวังทุกอย่าง แต่กลับไม่มีใครเห็นใจเลยสักนิด?”

    “ฉันไม่เห็นรู้เลยว่า ‘พวกเรา’ ที่เธอว่าหมายถึงใคร” เกอร์ทรูดตอบเสียงเย็น

    “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เจนตอบอย่างฉุนเฉียว “นี่แหละคือวิธีที่คนอื่นปฏิบัติกับฉัน อากาธาเธอจะหัวเราะก็ได้ ส่วนยัยนี่จะเชิดหน้าใส่แค่ไหนก็เชิญ เพราะเธอรู้ดีว่าฉันพูดจริง แต่ไอ้เรื่องที่เกอร์ทรูดพยายามทำเป็นว่าไม่มีใครเห็นหัวน่ะ มันก็แค่การเรียกร้องความสนใจ ความหลงตัวเอง และเรื่องไร้สาระเท่านั้นแหละ”

    “คุณหยาบคายมากค่ะ คุณคาร์เพนเทอร์” เกอร์ทรูดว่า

    “มารยาทฉันก็พอๆ กับเธอนั่นแหละ หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ” เจนสวนกลับ “และครอบครัวฉันก็มีฐานะดีไม่แพ้กันด้วย”

    “เด็กๆ จ๊ะ” อากาธาเตือน “อย่าลืมนะว่าพวกเธอสาบานจะเป็นเพื่อนกัน”

    “เราไม่ได้สาบาน” เจนแย้ง “จริงๆ เราตั้งใจจะเป็นเพื่อนรักสามคนที่สาบานต่อกัน ฉันกับเกอร์ทรูดน่ะตกลง แต่เธอไม่ยอมสาบาน ข้อตกลงนี้ก็เลยล่ม”

    “นั่นแหละ” อากาธาว่า “ผลก็คือฉันต้องเสียเวลาทั้งหมดไปกับการคอยห้ามทัพพวกเธอ ทีนี้กลับมาเรื่องเดิมเถอะ เคยมีใครคิดบ้างไหมว่าไม่มีใครเห็นหัวฉันเลย?”

    “ฉันว่าเธอน่าจะตลกดีนะ เพราะเธอพยายามทำทุกทางเพื่อให้คนสนใจอยู่แล้ว” เจนเย้ย

    “เธอจะบอกว่าฉันไม่เคยเห็นหัวเธอไม่ได้นะ” เกอร์ทรูดตำหนิ

    “ไม่นับตอนที่เธอจี้เอวฉันนะจ๊ะ ที่รัก”

    “ฉันเห็นหัวเธอ และฉันก็ไม่จี้เอวใครด้วย” เจนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

    “จริงเหรอ! ไหนลองดูซิ” อากาธาโผเข้ากอดเอวอวบของเจนทันที จนเจนหลุดหัวเราะปนกรีดร้องออกมาเสียงดัง

    “ชู่ววว!” เกอร์ทรูดกระซิบรีบๆ “ไม่เห็นคุณแม่ชีเหรอ?”

    มิสวิลสันเพิ่งเดินเข้ามาในห้อง อากาธาแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าครูมาถึงแล้ว เธอค่อยๆ ถอนแขนออกอย่างแนบเนียน แล้วพูดเสียงดังว่า

    “เจน ทำไมทำเสียงดังแบบนี้ล่ะ? เดี๋ยวก็รบกวนคนทั้งบ้านหรอก”

    เจนหน้าแดงด้วยความโกรธแต่ต้องเงียบกริบ เพราะสายตาของครูใหญ่กำลังจ้องมองอยู่ มิสวิลสันสวมหมวกปีกกว้างและประกาศว่าเธอกำลังจะเดินไปที่ลิเวอร์น หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด และถามว่ามีนักเรียนชั้นปีที่ 6 คนไหนอยากจะไปด้วยไหม

    อากาธากระโดดลุกจากที่นั่งทันที ส่วนเจนแอบกลั้นหัวเราะ

    “มิสวิลสันบอกว่าชั้นปีที่ 6 ค่ะ มิสไวลี” มิสวอร์ดที่เดินตามเข้ามาพูดขึ้น “คุณไม่ได้อยู่ชั้นปีที่ 6 นะคะ”

    “ใช่ค่ะ” อากาธาตอบด้วยน้ำเสียงหวานหยด “แต่ถ้าอนุญาต ฉันก็อยากไปค่ะ”

    มิสวิลสันมองไปรอบๆ นักเรียนชั้นปีที่ 6 มีสี่คน ซึ่งล้วนเป็นเด็กเรียนที่ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันในวิทยาลัยว่า “สอบเคมบริดจ์โลคอล” แต่ไม่มีใครตอบรับเลย

    “งั้นชั้นปีที่ 5 ก็ได้” มิสวิลสันกล่าว

    เจน เกอร์ทรูด และเพื่อนอีกสี่คนจึงลุกขึ้นยืนพร้อมกับอากาธา

    “ตกลง งั้นรีบแต่งตัวให้เรียบร้อยนะ”

    พวกเธอเดินออกจากห้องอย่างสงบ แต่พอพ้นสายตาครู ก็รีบวิ่งกวดกันขึ้นบันไดทันที แม้อากาธาจะไม่สนใจเรื่องสอบเคมบริดจ์เลยสักนิด แต่เธอมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเป็นคนแรกที่วิ่งขึ้นหรือลงบันไดให้ได้เสมอ

    ไม่นานนัก พวกเธอก็กลับมาในชุดสำหรับเดินเล่น และออกเดินทางจากวิทยาลัยเป็นแถว โดยมีเจนและอากาธานำหน้า ส่วนเกอร์ทรูดและมิสวิลสันเดินรั้งท้าย ถนนที่มุ่งหน้าสู่ลิเวอร์นตัดผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์กว้างขวาง ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแต่ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นทุ่งปศุสัตว์ เพราะเจ้าของที่ดินได้เงินจากวัวมากกว่าจากชาวนาที่ถูกไล่ออกไป เหล่านักเรียนของมิสวิลสันซึ่งเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มา ย่อมรู้ดีว่านี่คือข้อพิสูจน์ว่าที่ดินถูกใช้เพื่อผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุด และหากผลประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของเจ้าของที่ดิน มันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะเขาเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในย่านนี้ ถึงอย่างนั้น การจัดการแบบนี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เพราะมันทำให้มีวัวเต็มไปหมดจนพวกเธอไม่กล้าเดินตัดทุ่ง มีคนพเนจรเต็มถนนจนไม่กล้าเดิน และที่สำคัญคือแทบไม่มีสุภาพบุรุษให้พวกเธอได้ฝึกวิชาหว่านเสน่ห์เลย

    ท้องฟ้ามืดครึ้ม อากาธาไม่สนว่าถุงเท้าจะเปื้อนฝุ่น เธอเดินลุยกองใบไม้แห้งด้วยความร่าเริงเหมือนเด็กเล่นน้ำทะเล ส่วนเกอร์ทรูดค่อยๆ ก้าวเดินอย่างระมัดระวัง คนอื่นๆ เดินตามไปพลางคุยกันเบาๆ และนานๆ ครั้งจะแกล้งพูดเรื่องวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาให้ดังขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้มิสวิลสันได้ยินและชื่นชมในความรู้ของพวกเธอ พวกเธอไม่เจอใครเลยจนกระทั่งเข้าใกล้หมู่บ้าน นอกจากคนเลี้ยงวัวคนหนึ่งที่มีท่าทางและสีหน้าเหมือนสัตว์ที่เขาดูแล จนกระทั่งถึงเนินเขาที่พวกเธอพบกับชายสองคนในชุดบาทหลวง คนหนึ่งสูง ผอม โกนหนวดเกลี้ยงเกลา หนีบหนังสือไว้ใต้แขนและยื่นคอไปข้างหน้า ส่วนอีกคนรูปร่างปานกลาง ดูบึกบึน มั่นใจ และดุดัน มีหนวดสีดำสั้นๆ ท่าทางเหมือนคนที่คอยคัดค้านความเชื่อที่ว่าบาทหลวงห้ามแต่งงาน ห้ามล่าสัตว์ ห้ามเล่นคริกเก็ต หรือห้ามร่วมสนุกกับชาวบ้านทั่วไป คนที่โกนหนวดคือมิสเตอร์โจเซฟส์ ส่วนคู่หูคือมิสเตอร์แฟร์โฮล์ม ซึ่งอากาธาได้ตั้งฉายาให้ทั้งคู่โดยบิดเบือนมาจากคัมภีร์ไบเบิล

    “นั่นไง ฟาโรห์กับโจเซฟมาแล้ว” เธอซุบซิบกับเจน “โจเซฟต้องหน้าแดงแน่ถ้าเธอจ้องเขา ส่วนฟาโรห์คงไม่หน้าแดงจนกว่าจะเดินผ่านเกอร์ทรูด เพราะงั้นเราคงอดดูช็อตนั้น”

    “โจเซฟส์เนี่ยนะ!” เจนพูดอย่างดูแคลน

    “เขาชอบเธอนะเจน คนผอมๆ มักชอบผู้หญิงที่ดูมีน้ำมีนวล ส่วนฟาโรห์ที่เป็นพวกหยาบคาย ชอบคนเลือดน้ำเงินตามกฎแรงดึงดูดของสิ่งที่ต่างกันสุดขั้ว นั่นแหละคือเหตุผลที่เขาหลงเสน่ห์ท่าทางผู้ดีของเกอร์ทรูด”

    “ถ้าเขารู้ว่ายัยนี่รังเกียจเขาแค่ไหนก็ดีสิ!”

    “เขาหลงตัวเองเกินกว่าจะสงสัยเรื่องนั้นหรอก อีกอย่าง เกอร์ทรูดรังเกียจทุกคนนั่นแหละ รวมถึงเราด้วย หรือจะพูดให้ถูกคือ เธอไม่ได้รังเกียจใครเป็นพิเศษหรอก แต่สันดานเธอมันดูถูกคนอื่นอยู่แล้ว เหมือนที่เธอมีรูปร่างอวบนั่นแหละ”

    “ฉันเนี่ยนะ! ฉันยอมอวบดีกว่าเป็นคนจองหอง เราต้องก้มหัวทักทายไหม?”

    “ฉันทำแน่ ฉันอยากเห็นฟาโรห์หน้าแดงถ้าทำได้”

    บาทหลวงทั้งสองแสร้งทำเป็นสนใจท้องฟ้าที่มืดครึ้มเพื่อเลี่ยงการมองกลุ่มเด็กสาวจนกระทั่งเดินมาถึงตัว เจนส่งสายตาจิกมิสเตอร์โจเซฟส์ด้วยทักษะที่พิสูจน์ว่าเธอไม่ได้โง่เหมือนที่ใครๆ คิด เขาหน้าแดงและรีบถอดหมวกสักหลาดทรงต่ำออก ส่วนแฟร์โฮล์มทักทายอย่างเคร่งขรึม เพราะอากาธาก้มหัวให้เขาด้วยท่าทางจริงจังเป็นพิเศษ แต่ในจังหวะที่เขาดูภูมิฐานที่สุดพร้อมกับหมวกไหมสีดำที่ตั้งตระหง่าน อากาธาก็ส่งยิ้มเยาะให้เขา จนเขาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธตัวเองที่ดันเขิน

    “เคยเห็นใครโง่ได้โล่ขนาดนี้ไหม?” เจนกระซิบพลางหัวเราะคิกคัก

    “ช่วยไม่ได้หรอก ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ เขาชอบบอกว่าผู้หญิงโง่ ซึ่งก็จริง แต่ขอบคุณสวรรค์ที่ผู้หญิงไม่ได้โง่เท่าผู้ชาย! ฉันอยากจะหันกลับไปดูตอนฟาโรห์เดินผ่านเกอร์ทรูดจัง แต่ถ้าเขาเห็นฉัน เขาคงคิดว่าฉันกำลังชื่นชมเขา และเขาก็หลงตัวเองพออยู่แล้วโดยไม่ต้องมีใครช่วย”

    บาทหลวงทั้งสองหน้าแดงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดินผ่านกลุ่มนักเรียน มิสลินด์เซย์ไม่แม้แต่จะมองไปทางนั้น ส่วนมิสวิลสันพยักหน้าและยิ้มให้แบบไม่จริงใจนัก เธอไม่เคยคุยกับบาทหลวงระดับผู้ช่วย และแทบไม่ติดต่อกับวิการ์หากไม่จำเป็น วิการ์สงสัยว่าเธอเป็นพวกนอกรีต แม้ว่าเขาหรือใครในลิเวอร์นจะไม่เคยได้ยินเธอพูดเรื่องความเชื่อทางศาสนาเลยก็ตาม แต่เขารู้ว่าที่วิทยาลัยมีการสอน “วิทยาศาสตร์ทางศีลธรรม” ในรูปแบบวิชาการ และเขารู้สึกว่าเมื่อศีลธรรมถูกทำให้เป็นวิชาทางวิทยาศาสตร์ ความต้องการในศาสนาก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

    “ชีวิตแบบนี้มันน่าเบื่ออะไรขนาดนี้ แล้วที่นี่ก็เป็นที่ที่น่าเบื่อที่สุดด้วย!” อากาธาอุทาน “เราเจอสิ่งมีชีวิตสองตัวที่ดูเหมือนชุดสีดำเดินได้มากกว่าเป็นคน และนั่นถือเป็นเหตุการณ์ที่ ‘น่าตื่นเต้น’ ที่สุดในชีวิตเราแล้ว!”

    “ฉันว่าพวกเขาน่าตลกดีออก” เจนว่า “ยกเว้นเรื่องที่โจเซฟส์หูใหญ่เกินไปหน่อย”

    ตอนนี้พวกเธอเดินมาถึงจุดที่ถนนลาดลงสู่ป่าละเมาะที่มีต้นไซคามอร์และต้นเกาลัดสีเข้ม เมื่อเดินลงไป ลมพัดมาเบาๆ ใบไม้ที่ร่วงหล่นเริ่มขยับ และกิ่งก้านของต้นไม้ส่งเสียงสั่นไหวเหมือนเสียงถอนหายใจยาวๆ

    “ฉันเกลียดถนนช่วงนี้ชะมัด” เจนพูดพลางเร่งฝีเท้า “มันดูเป็นที่ที่คนจะถูกปล้นหรือถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ เลย”

    “มันก็เป็นที่หลบฝนที่ดีนะ ถ้าเราโดนฝนก่อนกลับ ซึ่งฉันว่าต้องโดนแน่” อากาธาพูดพลางรู้สึกถึงลมที่พัดมากระทบแก้มอย่างลางไม่ดี “ถ้าใส่รองเท้าบางๆ แบบนี้คงลำบากแน่ รู้อย่างนี้ใส่บูทมาดีกว่า ถ้าฝนตกหนักฉันจะเข้าไปในบ้านพักเก่าหลังนั้น”

    “มิสวิลสันไม่ยอมหรอก มันคือการบุกรุก”

    “ช่างมันสิ! ไม่มีใครอยู่แล้ว และประตูรั้วก็หลุดจากบานพับด้วย ฉันแค่จะไปยืนใต้ระเบียง ไม่ได้จะบุกเข้าไปในบ้านซอมซ่อนั่นเสียหน่อย อีกอย่าง เจ้าของที่ดินรู้จักมิสวิลสัน เขาไม่ว่าอะไรหรอก… อ๊ะ ฝนตกแล้ว”

    มิสคาร์เพนเทอร์เงยหน้าขึ้น และทันใดนั้นหยดฝนเม็ดใหญ่ก็ตกลงเข้าตาเธอพอดี

    “โอ๊ย!” เธอร้อง “ตกหนักเลย เราต้องเปียกโชกแน่ๆ”

    อากาธาหยุดเดิน และกลุ่มนักเรียนก็มารวมตัวกันรอบตัวเธอ

    “มิสวิลสันคะ” เธอพูด “ฝนกำลังจะตกหนัก และฉันกับเจนใส่แค่รองเท้าแฟชั่นมาด้วย”

    มิสวิลสันหยุดคิดพิจารณาสถานการณ์ บางคนเสนอว่าถ้ารีบเดินอาจจะถึงลิเวอร์นก่อนฝนตก

    “อีกตั้งไมล์กว่าๆ นะคะ” อากาธาพูดอย่างดูแคลน “และฝนก็ตกแล้วด้วย!”

    อีกคนเสนอให้เดินกลับวิทยาลัย

    “นั่นสองไมล์กว่าเลยค่ะ” อากาธาแย้ง “เราคงจมน้ำตายก่อนพอดี”

    “งั้นคงต้องรอใต้ต้นไม้แถวนี้แหละ” มิสวิลสันสรุป

    “กิ่งไม้ค่อนข้างบางนะคะ” เกอร์ทรูดพูดอย่างกังวล “ถ้าฝนตกหนัก น้ำจะหยดลงมาแรงกว่าฝนตกปกติอีก”

    “แรงกว่ามากเลยล่ะ” อากาธาเสริม “ฉันว่าเราไปหลบใต้ระเบียงบ้านพักเก่าดีกว่า เดินจากตรงนี้ไปไม่ถึงครึ่งนาทีก็ถึงแล้ว”

    “แต่เราไม่มีสิทธิ์—” ทันใดนั้นท้องฟ้าก็มืดครึ้มลงอย่างน่ากลัว มิสวิลสันชะงักและพูดว่า “ฉันคิดว่าที่นั่นน่าจะยังว่างอยู่นะ”

    “แน่นอนค่ะ” อากาธาตอบอย่างกระตือรือร้น “มันแทบจะเป็นซากปรักหักพังอยู่แล้ว”

    “งั้นไปที่นั่นเถอะ” มิสวิลสันตกลง เพราะเธอไม่อยากเสี่ยงเป็นหวัดเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อย

    พวกเธอรีบเดินจนมาถึงเนินเขาสีเขียวริมทาง บนเนินนั้นมีบ้านพักสไตล์สวิสที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง มีระเบียงล้อมรอบด้วยเสาไม้เรียวบาง มีเถาวัลย์เหี่ยวๆ พันอยู่รอบๆ ปลายเถาวัลย์ยังคงแกว่งไกวตามแรงลมที่เพิ่งสงบลงชั่วขณะ ราวกับกำลังรอคอยฝนที่กำลังจะมาถึง ทางเข้าจากถนนเป็นประตูไม้หยาบๆ ในแนวพุ่มไม้ อากาธาแปลกใจมาก เพราะครั้งสุดท้ายที่เธอเห็น ประตูนี้หลุดจากบานพับและยึดไว้ด้วยโซ่สนิมเขรอะกับกุญแจล็อก แต่ตอนนี้มันถูกซ่อมและติดกลอนตัวใหม่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้อให้มัวมายืนสงสัยเรื่องการซ่อมแซม เธอจึงรีบเปิดประตูและนำกลุ่มเด็กสาววิ่งขึ้นเนินไป และทันทีที่ถึงจุดหมาย ฝนก็เทลงมาอย่างหนักหน่วง

    เมื่อทุกคนเข้ามาหลบใต้ระเบียงได้อย่างปลอดภัย ทั้งหอบ ทั้งหัวเราะ ทั้งบ่น และบางคนก็ดีใจที่หาที่หลบได้ทันเวลา มิสวิลสันสังเกตเห็นพลั่วเล่มหนึ่งด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ พลั่วเล่มนั้นดูใหม่เหมือนกับกลอนประตู และปักตั้งตรงอยู่ในดินที่ดูเหมือนมีคนเพิ่งขุดเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่เธอกำลังจะพูดถึงร่องรอยของการมีคนอาศัยอยู่ ประตูบ้านพักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เจนกรีดร้องลั่นเมื่อเห็นผู้ชายคนหนึ่งพุ่งตัวออกมาหาพลั่วเพื่อจะยกมันเข้าไปในบ้านให้พ้นฝน แต่พอเขาเห็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่ใต้ระเบียง เขาก็หยุดชะงักด้วยความตกใจ เขาเป็นแรงงานหนุ่มที่มีเคราสีน้ำตาลแดงยาวประมาณหนึ่งสัปดาห์ สวมกางเกงผ้าลูกฟูกและเสื้อกั๊กผ้าลูกฟูกแขนลินิน ซึ่งทั้งสองอย่างดูใหม่เอี่ยมเหมือนกับกลอนประตูและพลั่ว เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเนื้อหยาบกับผ้าพันคอสีแดงส้มฉูดฉาดก็ดูใหม่เช่นกัน และเพื่อป้องกันฝน เขาถือร่มไหมที่มีด้ามจับเป็นไม้เอโบนี่ประดับเงิน ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะได้มาอย่างถูกกฎหมาย มิสวิลสันรู้สึกเหมือนเด็กชายที่ถูกจับได้ว่าแอบขโมยผลไม้ในสวน แต่เธอก็พยายามทำใจดีสู้เสือและพูดว่า:

    “ขอพวกเราหลบฝนที่นี่จนกว่าฝนจะหยุดได้ไหมคะ?”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note