ตอนที่ 3
byเมื่อเห็นว่าพ่อเริ่มเห็นด้วยกับผม ผมจึงพูดต่อว่า "หลายคนบอกว่าผมควรจัดการเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด ให้คนอื่นรู้แค่ว่าเด็กเกิดมาตายแล้ว"
"แล้วทำไมเธอจะไม่ยอมรับโทษล่ะ" พ่อถาม
"คนเขาพูดกันว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยของพ่อ พ่อคงสั่งให้คนรับใช้ที่ไปเจอเธอปิดปากเงียบ ไม่ให้เรื่องรั่วไหลออกไปแม้แต่นิดเดียว"
"แล้วถ้าเป็นแบบนั้น เธอจะแต่งงานกับหล่อนไหม"
"ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องแต่งสิครับ ผมคงส่งเธอกลับไปหาพ่อแม่ภายในอาทิตย์เดียว แล้วก็ยกเลิกการประกาศแต่งงาน โดยอ้างว่าเธอไม่มีความสุขที่ได้อยู่กับเรา"
"ก็จริง แต่ไม่มีใครคาดหวังให้เด็กหนุ่มอย่างเธอมีความคิดรอบคอบเหมือนคนแก่น่ะหรอก"
"แต่คนทั้งตำบลคิดว่าผมทำตัวแย่กับบริต้า"
"หล่อนทำตัวแย่กว่าอีกที่ทำให้ครอบครัวที่ซื่อสัตย์ต้องอับอาย" พ่อว่า
"แต่ผมเป็นคนบังคับให้เธอตามผมมานะ"
"หล่อนควรจะดีใจด้วยซ้ำที่เธอได้ทำแบบนั้น" พ่อตอบ
"แต่พ่อครับ พ่อไม่คิดว่าการที่เธอต้องติดคุกเป็นความผิดของผมเหรอ"
"พ่อว่าหล่อนพาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นเองมากกว่า"
ผมลุกขึ้นยืนแล้วพูดช้าๆ "ถ้าอย่างนั้น พ่อไม่คิดว่าผมต้องทำอะไรให้เธอเลยเหรอ เมื่อเธอพ้นโทษออกมาในฤดูใบไม้ร่วงนี้"
"จะให้ทำอะไรล่ะ แต่งงานกับหล่อนงั้นเหรอ"
"นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ผมควรทำ"
พ่อนิ่งมองผมครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า "เธอยังรักหล่อนอยู่ไหม"
"ไม่ครับ! เธอฆ่าความรักของผมไปหมดแล้ว"
พ่อหลับตาลงและเริ่มจมอยู่ในความคิด ผมจึงพูดต่อ "พ่อครับ ผมสลัดความรู้สึกนี้ไม่ได้จริงๆ ว่าผมได้นำความทุกข์มาสู่ชีวิตคนคนหนึ่ง"
ชายชรานั่งนิ่งไม่ตอบคำถาม
"ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอเธอคือในศาล ตอนนั้นเธอดูอ่อนโยนและโหยหาลูกมาก เธอไม่พูดจาร้ายๆ ใส่ผมเลยแม้แต่คำเดียว แถมยังยอมรับผิดไว้เพียงคนเดียว คนในศาลหลายคนถึงกับร้องไห้ แม้แต่ผู้พิพากษาเองก็ยังสะเทือนใจ ท่านจึงตัดสินจำคุกเธอเพียงสามปี"
พ่อยังคงไม่พูดอะไร
"มันคงจะลำบากสำหรับเธอเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงและต้องกลับบ้าน ที่เบิร์กสค็อกคงไม่มีใครยินดีต้อนรับเธอ ครอบครัวของเธอคงรู้สึกว่าเธอทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย และพวกเขาคงไม่ปล่อยให้เธออยู่อย่างสงบแน่ เธอคงต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าแม้แต่จะไปโบสถ์ ชีวิตเธอคงยากลำบากไปเสียทุกอย่าง"
พ่อยังคงเงียบ
"แต่การที่ผมจะแต่งงานกับเธอมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การมีภรรยาที่พวกคนรับใช้ต่างดูถูกเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจสำหรับเจ้าของฟาร์มใหญ่ๆ อย่างผม และแม่เองก็คงไม่ชอบ เราคงไม่สามารถเชิญใครมาที่บ้านได้อีก ไม่ว่าจะงานแต่งหรืองานศพ"
พ่อยังคงไม่ปริปาก
"แน่นอนว่าตอนพิจารณาคดี ผมพยายามช่วยเธออย่างเต็มที่ ผมบอกผู้พิพากษาว่าผมเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด เพราะผมบังคับเธอ ผมบอกว่าเธอบริสุทธิ์และผมยินดีจะแต่งงานกับเธอเดี๋ยวนั้นเลยถ้าเธอเปลี่ยนใจมาชอบผม ผมพูดแบบนั้นเพื่อให้ผู้พิพากษาลดโทษให้เธอ แม้ว่าผมจะได้รับจดหมายจากเธอสองฉบับ แต่ก็ไม่มีข้อความไหนที่บอกว่าเธอเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อผมเลย ดังนั้นพ่อครับ ผมไม่ได้มีพันธะต้องแต่งงานกับเธอเพียงเพราะคำพูดในศาลครั้งนั้น"
พ่อนั่งครุ่นคิดแต่ก็ยังไม่พูด
"ผมรู้ว่านี่เป็นการมองในมุมของมนุษย์ แต่ตระกูลอิงมาร์ของเราต้องการยืนหยัดอย่างสง่างามในสายพระเนตรของพระเจ้า ทว่าบางครั้งผมก็คิดว่า พระองค์อาจจะไม่พอใจถ้าเราให้เกียรติฆาตกร"
พ่อยังคงเงียบสนิท
"พ่อลองคิดดูเถิดว่าคนที่ปล่อยให้คนอื่นทนทุกข์โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยจะรู้สึกอย่างไร หลายปีที่ผ่านมาผมผ่านอะไรมามากเกินกว่าจะนิ่งดูดายเมื่อเธอพ้นโทษออกมา"
พ่อนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น
คราวนี้ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว "พ่อครับ ผมยังหนุ่มและต้องสูญเสียอะไรอีกมากมายถ้าแต่งงานกับเธอ ใครๆ ก็คิดว่าชีวิตผมพังพินาศอยู่แล้ว และพวกเขาคงจะมองผมแย่ลงไปอีกถ้าผมทำแบบนี้"
แต่ผมก็ไม่สามารถทำให้พ่อพูดออกมาได้แม้แต่คำเดียว
"ผมเคยสงสัยว่าทำไมตระกูลอิงมาร์ถึงรักษาฟาร์มนี้ไว้ได้นานนับร้อยปี ในขณะที่ฟาร์มอื่นเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะคนในตระกูลอิงมาร์พยายามดำเนินชีวิตตามวิถีของพระเจ้าเสมอมา เราไม่จำเป็นต้องกลัวคำคน ขอเพียงแค่เดินตามทางของพระองค์ก็พอ"
ในที่สุดชายชราก็เงยหน้าขึ้นแล้วพูดว่า "นี่เป็นปัญหาที่ยากจริงๆ ลูกรัก พ่อว่าพ่อจะเข้าไปปรึกษากับบรรดาอิงมาร์รุ่นก่อนๆ หน่อย"
พ่อเดินกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่น ทิ้งให้ผมรออยู่ในครัว ผมนั่งรอแล้วรอเล่า แต่พ่อก็ไม่กลับมา จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงผมเริ่มหงุดหงิดจึงเดินตามเข้าไป
"อดทนหน่อยสิ อิงมาร์น้อย" พ่อบอก "นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก"
ผมเห็นเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลนั่งหลับตาจมอยู่ในห้วงความคิด ผมจึงได้แต่นั่งรอต่อไป และไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานแค่ไหน
เขายิ้มออกมาขณะเดินตามคันไถที่เคลื่อนไปอย่างช้าๆ ราวกับว่าม้าเหนื่อยล้าจนแทบจะลากไม่ไหว เมื่อถึงสุดร่องไถ เขาจึงหยุดพักและเริ่มมีสีหน้าจริงจัง
"แปลกนะ เวลาเราขอคำปรึกษาจากใคร เรากลับมองเห็นคำตอบที่ถูกต้องด้วยตัวเอง แม้ในขณะที่กำลังถาม เราก็ค้นพบสิ่งที่ตามหามาตลอดสามปีได้อย่างฉับพลัน ตอนนี้ทุกอย่างให้เป็นไปตามประสงค์ของพระเจ้าเถิด"
เขารู้สึกว่าต้องทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูยากเย็นจนความกล้าที่มีแทบจะมลายหายไป "ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย!" เขาอธิษฐาน
อย่างไรก็ตาม อิงมาร์ อิงมาร์สัน ไม่ใช่คนเดียวที่อยู่กลางทุ่งในเวลานั้น ชายชราคนหนึ่งกำลังเดินทอดน่องมาตามทางคดเคี้ยวที่ตัดผ่านทุ่งนา ดูจากลักษณะก็เดาอาชีพได้ไม่ยาก เพราะบนบ่าของเขามีแปรงทาสีด้ามยาว และมีรอยสีแดงกระเซ็นเปื้อนตั้งแต่หมวกจนถึงปลายรองเท้า เขาคอยกวาดสายตามองไปรอบๆ ตามนิสัยของช่างทาสีรับจ้าง เพื่อมองหาบ้านไร่ที่ยังไม่ได้ทาสีหรือที่ที่ต้องการทาสีใหม่ เขาเห็นบ้านบางหลังที่น่าจะเข้าท่า แต่ก็ยังไม่ถูกใจสักหลัง จนกระทั่งเมื่อขึ้นไปบนเนินเขา เขาก็เหลือบไปเห็นฟาร์มอิงมาร์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในหุบเขา
"พับผ่าสิ!" เขาอุทานและหยุดกะทันหัน "บ้านหลังนั้นไม่ได้ทาสีมาเป็นร้อยปีแล้วมั้งเนี่ย ดำปี๋เชียว ส่วนโรงนาไม่เคยเห็นสีสักหยดเดียว งานนี้มีให้ทำจนถึงฤดูใบไม้ร่วงแน่นอน"
เดินต่อมาอีกนิดเขาก็เจอชายคนหนึ่งกำลังไถนา "นั่นไง เกษตรกรเจ้าถิ่นที่รู้จักพื้นที่แถวนี้ดี" ช่างทาสีคิด "เขาคงบอกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นได้" เขาจึงเดินลัดทุ่งเข้าไปหาอิงมาร์ แล้วถามว่าคนในบ้านหลังนั้นต้องการจ้างทาสีบ้านบ้างไหม
อิงมาร์ อิงมาร์สัน ตกใจจนยืนจ้องชายคนนั้นราวกับเห็นผี
"พระเจ้าช่วย ช่างทาสีจริงๆ ด้วย!" เขาอุทานในใจ "ทำไมถึงมาเอาตอนนี้!" เขาอึ้งจนพูดไม่ออก เพราะจำได้แม่นว่าทุกครั้งที่มีคนบอกพ่อว่า "พ่ออิงมาร์ บ้านหลังใหญ่ที่ดูน่าเกลียดนั่นควรทาสีได้แล้วนะ" พ่อจะตอบเสมอว่า จะทาสีก็ต่อเมื่อปีที่อิงมาร์แต่งงาน
ช่างทาสีถามซ้ำเป็นครั้งที่สองและสาม แต่อิงมาร์ยังคงยืนเหม่อราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
"หรือว่าพวกเขาได้คำตอบแล้ว" เขาคิด "นี่คือข้อความจากพ่อที่บอกว่าอยากให้ผมแต่งงานปีนี้ใช่ไหม"
ความคิดนี้ทำให้เขาตื้นตันใจจนตัดสินใจจ้างช่างทาสีคนนั้นทันที จากนั้นเขาก็ไถนาต่อไปด้วยความรู้สึกตื้นตันและเกือบจะมีความสุข
"คราวนี้คงไม่ยากแล้วล่ะ ในเมื่อรู้แน่ชัดว่านี่คือความต้องการของพ่อ" เขาพูดกับตัวเอง

0 Comments