Chapter Index

    บทที่ 2

    การเติบโตของบริษัทแมคคินอว์, ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการลดอิทธิพลของต่างชาติที่มีต่อชนเผ่าอินเดียนแดง, ประวัติของจอห์น เจคอบ แอสเตอร์ ตั้งแต่บ้านเกิด การเดินทางมายังสหรัฐฯ จุดเริ่มต้นในธุรกิจค้าขนสัตว์ บุคลิกภาพ ความมุ่งมั่น และความสำเร็จ ตลอดจนการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ จนนำไปสู่การก่อตั้งบริษัทอเมริกันเฟอร์

    ความสำเร็จของบริษัทนอร์ทเวสต์กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาผลกำไรในดินแดนที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัดแห่งนี้มากขึ้น โดยบริษัทนอร์ทเวสต์เน้นทำธุรกิจในแถบละติจูดสูงทางตอนเหนือ แต่ในพื้นที่ทางใต้และตะวันตกยังมีดินแดนกว้างใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยขนสัตว์ล้ำค่า ทว่ายังไม่ค่อยมีพ่อค้าขนสัตว์รายใดเข้าไปสำรวจ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มพ่อค้าชาวอังกฤษจึงรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมใหม่เพื่อบุกเบิกการค้าในทิศทางนี้ โดยตั้งสถานีการค้าหลักขึ้นที่ศูนย์กลางการค้าเก่าแก่ในมิชิลิแมคคินัก ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสมาคมที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า บริษัทแมคคินอว์ (Mackinaw Company)

    ในขณะที่พวกนอร์ทเวสต์ยังคงขยายอำนาจขึ้นเหนือโดยใช้ป้อมวิลเลียมเป็นฐานที่มั่น และแผ่อิทธิพลครอบคลุมชนเผ่าตามลุ่มแม่น้ำและทะเลสาบตอนบน บริษัทแมคคินอว์กลับส่งเรือพายและเรือบาร์กขนาดเล็กลัดเลาะผ่านกรีนเบย์ แม่น้ำฟ็อกซ์ และแม่น้ำวิสคอนซิน มุ่งหน้าสู่แม่น้ำมิสซิสซิปปีซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตะวันตก และล่องลงไปตามแม่น้ำสาขาต่างๆ พวกเขาหวังจะผูกขาดการค้ากับชนเผ่าทั้งหมดในน่านน้ำทางใต้และตะวันตก รวมถึงพื้นที่กว้างขวางในเขตหลุยเซียนาโบราณ

    รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมองด้วยความระแวดระวังถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มชาวต่างชาติที่มีต่อชนเผ่าพื้นเมืองในดินแดนของตน จึงพยายามหาทางยับยั้ง โดยตั้งแต่ปี 1796 รัฐบาลได้ส่งตัวแทนไปจัดตั้งสถานีการค้าคู่แข่งตามแนวชายแดน เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอินเดียนแดง สร้างความผูกพันระหว่างชนเผ่ากับชาวสหรัฐฯ และดึงการค้าสำคัญนี้ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้กลับล้มเหลว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลไกทางธุรกิจที่หวังจะพึ่งพาระบบราชการที่เชื่องช้าให้ไปเอาชนะความคล่องตัวของภาคเอกชน แต่สิ่งที่รัฐบาลทำไม่สำเร็จด้วยงบประมาณและตัวแทนจำนวนมาก กลับถูกทำให้เป็นจริงได้ด้วยความมุ่งมั่นและพากเพียรของพ่อค้าเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นพลเมืองที่ได้รับสัญชาติสหรัฐฯ และนี่คือจุดเริ่มต้นที่เราจะพูดถึงบุคคลผู้เป็นหัวใจสำคัญของเนื้อหาในหน้าต่อๆ ไป ชายผู้ซึ่งชื่อและตัวตนของเขาสมควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การค้า ในฐานะตัวอย่างของเป้าหมายที่สูงส่งและหลักการที่มั่นคง เรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับชีวิตช่วงต้นและจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาเข้าสู่เส้นทางการค้านี้น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

    จอห์น เจคอบ แอสเตอร์ เกิดในหมู่บ้านวาลดอร์ฟเล็กๆ ที่เรียบง่ายในเยอรมนี ใกล้กับไฮเดลเบิร์ก ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ เขาเติบโตมากับวิถีชีวิตชนบทที่สมถะ แต่เมื่อยังเป็นเพียงวัยรุ่น เขาก็ตัดสินใจออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่ความวุ่นวายของลอนดอน ด้วยลางสังหรณ์บางอย่างที่มีมาตั้งแต่เด็กว่า วันหนึ่งเขาจะต้องกลายเป็นผู้มั่งคั่ง

    ในช่วงปลายสงครามปฏิวัติอเมริกา แอสเตอร์ยังคงอยู่ในลอนดอนและเพิ่งจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เขามีพี่ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มาได้หลายปีแล้ว แอสเตอร์จึงตัดสินใจตามไปแสวงหาโชคลาภในดินแดนที่กำลังรุ่งเรืองแห่งนี้ เขาใช้เงินก้อนเล็กๆ ที่สะสมมาตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านลงทุนในสินค้าที่เหมาะกับตลาดอเมริกา แล้วออกเดินทางในเดือนพฤศจิกายน ปี 1783 มุ่งหน้าสู่บอลทิมอร์ และถึงแฮมป์ตันโรดส์ในเดือนมกราคม เนื่องจากฤดูหนาวปีนั้นรุนแรงมาก เรือของเขาและเรืออีกหลายลำจึงถูกน้ำแข็งกักไว้ในอ่าวเชซาพีกนานเกือบสามเดือน

    ในช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารจากเรือลำต่างๆ มักจะขึ้นฝั่งมาพบปะสังสรรค์กัน ทำให้แอสเตอร์ได้รู้จักกับคนบ้านเดียวกันซึ่งมีอาชีพค้าขนสัตว์ เนื่องจากเขามีความรู้สึกอยู่ก่อนแล้วว่าการค้าขนสัตว์ในโลกใหม่น่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดี เขาจึงซักถามข้อมูลจากคนรู้จักรายนี้อย่างละเอียด ทั้งเรื่องคุณภาพและราคาของขนสัตว์ชนิดต่างๆ รวมถึงวิธีการค้าขาย ต่อมาเขาได้ติดตามชายคนนั้นไปยังนิวยอร์ก และได้รับคำแนะนำให้นำเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปลงทุนในขนสัตว์ จากนั้นในปี 1784 เขาได้ล่องเรือจากนิวยอร์กกลับไปยังลอนดอนเพื่อขายขนสัตว์เหล่านั้นจนได้กำไรดี พร้อมกับศึกษาแนวทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินทางกลับมาที่นิวยอร์กในปีเดียวกันเพื่อตั้งรกรากในสหรัฐฯ

    เขาเริ่มทุ่มเทให้กับการค้าขนสัตว์ที่ได้รู้จักโดยบังเอิญนี้ แน่นอนว่าเขาเริ่มต้นจากจุดที่เล็กที่สุด แต่เขาทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์ และซื่อสัตย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้เขายังมีจิตวิญญาณที่ทะเยอทะยาน มีไหวพริบที่กล้าหาญและกว้างไกล สามารถฉวยโอกาสจากทุกสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์ และมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าตนเองจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

    ในเวลานั้น การค้าขนสัตว์ในสหรัฐฯ ยังไม่มีระบบระเบียบและไม่ถือเป็นธุรกิจสายหลัก พ่อค้าท้องถิ่นมักเก็บรวบรวมขนสัตว์ได้เป็นครั้งคราวจากการค้าขายกับชาวอินเดียนแดงหรือพรานผิวขาว แต่แหล่งส่งสินค้าหลักยังคงมาจากแคนาดา เมื่อแอสเตอร์มีทุนมากขึ้น เขาจึงเดินทางไปมอนทรีออลทุกปีเพื่อซื้อขนสัตว์จากบริษัทการค้าที่นั่น แล้วส่งจากแคนาดาไปยังลอนดอน เนื่องจากในขณะนั้นอาณานิคมถูกสั่งห้ามไม่ให้ค้าขายโดยตรงกับใครนอกจากประเทศแม่

    จนกระทั่งปี 1794 หรือ 1795 สนธิสัญญากับบริเตนได้ยกเลิกข้อจำกัดทางการค้ากับอาณานิคม ทำให้แคนาดาและสหรัฐฯ สามารถค้าขายกันได้โดยตรง ซึ่งขณะนั้นแอสเตอร์อยู่ที่ลอนดอนพอดี เขาจึงรีบทำสัญญากับตัวแทนของบริษัทนอร์ทเวสต์เพื่อจัดหาขนสัตว์ ทำให้เขาสามารถนำเข้าขนสัตว์จากมอนทรีออลมายังสหรัฐฯ เพื่อขายในประเทศ และส่งต่อไปยังส่วนต่างๆ ของยุโรป รวมถึงจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ต้องการขนสัตว์คุณภาพสูงและราคาแพงที่สุด

    สนธิสัญญาฉบับนี้ยังระบุให้บริเตนส่งมอบฐานทัพทหารที่ตั้งอยู่ในเขตแดนสหรัฐฯ คืนด้วย ส่งผลให้เมืองอย่างออสเวโก, ไนแอการา, ดีทรอยต์, มิชิลิแมคคินัก และด่านอื่นๆ ทางฝั่งอเมริกันรอบทะเลสาบถูกส่งมอบคืน สิ่งนี้เปิดโอกาสให้พ่อค้าชาวอเมริกันสามารถค้าขายบริเวณชายแดนแคนาดาและภายในดินแดนสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นไม่กี่ปี ประมาณปี 1807 แอสเตอร์จึงเริ่มกระโดดเข้าสู่การค้านี้ด้วยตัวเอง ในตอนนั้นทุนและทรัพยากรของเขาเพิ่มพูนขึ้นมาก จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เขากลายเป็นหนึ่งในพ่อค้าและนายธนาคารชั้นนำของประเทศ ด้วยอัจฉริยภาพที่ก้าวล้ำกว่าสถานการณ์รอบตัว ทำให้เขามองเห็นโอกาสในธุรกิจที่กว้างขวางเกินกว่าที่พ่อค้าทั่วไปจะจินตนาการได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทรัพยากรมหาศาล แต่เขาก็พบว่าอำนาจและอิทธิพลของบริษัทมิชิลิแมคคินัก (หรือบริษัทแมคคินอว์) นั้นยิ่งใหญ่เกินไป เพราะบริษัทนี้ผูกขาดการค้าส่วนใหญ่ภายในพรมแดนอเมริกาไว้หมดแล้ว

    เขาจึงต้องวางแผนเพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้อย่างประสบความสำเร็จ แอสเตอร์ทราบดีว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้การค้าขนสัตว์ในดินแดนของตนตกอยู่ในมือของพลเมืองอเมริกัน และรู้ว่ามาตรการที่รัฐบาลเคยใช้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ผล เขาจึงเสนอว่า หากได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครองจากรัฐบาล เขาจะเปลี่ยนทิศทางการค้าทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบของอเมริกัน รัฐบาลจึงเชิญให้เขาเปิดเผยแผนการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบอย่างยิ่ง แม้ว่าฝ่ายบริหารจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงได้ก็ตาม

    เมื่อได้รับการสนับสนุนเช่นนี้ ในปี 1809 เขาจึงได้รับหนังสืออนุญาตจากสภานิติบัญญัติแห่งรัฐนิวยอร์ก ให้จัดตั้งบริษัทในชื่อ “บริษัทอเมริกันเฟอร์” (The American Fur Company) ด้วยทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านดอลลาร์ และสามารถเพิ่มทุนได้ถึงสองล้านดอลลาร์ ซึ่งทุนทั้งหมดมาจากตัวเขาเอง พูดง่ายๆ คือเขาคือบริษัทนี้เลย แม้จะมีคณะกรรมการบริหาร แต่ก็มีไว้เพียงในนามเท่านั้น ธุรกิจทั้งหมดดำเนินตามแผนและใช้ทรัพยากรของเขา แต่เขาเลือกที่จะทำในนามนิติบุคคลที่ดูน่าเกรงขามมากกว่าใช้ชื่อส่วนตัว ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและได้ผล

    เนื่องจากบริษัทแมคคินอว์ยังคงเป็นคู่แข่ง และธุรกิจขนสัตว์ไม่เอื้อต่อการแข่งขันที่รุนแรง ในปี 1811 เขาจึงตกลงร่วมกับหุ้นส่วนบางรายของบริษัทนอร์ทเวสต์และผู้ค้าขนสัตว์รายอื่นๆ เพื่อกว้านซื้อบริษัทแมคคินอว์ แล้วนำมารวมกับบริษัทอเมริกันเฟอร์ กลายเป็นสมาคมใหม่ในชื่อ “บริษัทเซาท์เวสต์” (Southwest Company) โดยการดำเนินการนี้ได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ เช่นกัน

    ข้อตกลงนี้ทำให้แอสเตอร์กลายเป็นเจ้าของสถานีการค้าและสินค้าครึ่งหนึ่งที่บริษัทแมคคินอว์มีอยู่ในดินแดนอินเดียนแดงของสหรัฐฯ และมีข้อตกลงว่าส่วนที่เหลือทั้งหมดจะถูกโอนมาอยู่ในมือของเขาภายในห้าปี โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทอเมริกันจะต้องไม่เข้าไปค้าขายในดินแดนของบริเตน

    แต่น่าเสียดายที่สงครามระหว่างบริเตนและสหรัฐฯ ในปี 1812 ทำให้ความร่วมมือนี้ต้องหยุดชะงัก และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง สมาคมนี้ก็ถูกยุบไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากสภาคองเกรสได้ออกกฎหมายห้ามพ่อค้าขนสัตว์ชาวบริเตนดำเนินธุรกิจภายในดินแดนของสหรัฐฯ

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note