Chapter Index

    บริเวณนี้คือแหล่งประมงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแม่น้ำโคลัมเบีย เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิที่ระดับน้ำสูงขึ้น ปลาแซลมอนจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาเป็นจำนวนมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ ขณะที่พวกมันว่ายผ่านช่องแคบนี้ ชาวอินเดียนจะยืนรออยู่บนโขดหินหรือบนนั่งร้านไม้ที่ยื่นออกมาจากริมฝั่ง แล้วใช้สวิงตาข่ายด้ามยาวช้อนปลาขึ้นมาทิ้งไว้บนชายหาด

    จากนั้นพวกเขาจะถนอมอาหารและบรรจุหีบห่อด้วยวิธีที่พิเศษ คือหลังจากผ่าท้องและเอาเครื่องในออกแล้ว ก็นำปลาไปตากแดดบนนั่งร้านริมน้ำ เมื่อแห้งได้ที่ก็นำมาตำให้ละเอียดด้วยหินสองก้อน แล้วอัดให้แน่นที่สุดบรรจุลงในตะกร้าหรือห่อด้วยเสื่อหญ้า ขนาดยาวประมาณสองฟุตและเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งฟุต โดยบุภายในด้วยหนังปลาแซลมอนที่ผ่านการถนอมแล้ว ส่วนด้านบนก็ปิดด้วยหนังปลาเช่นกันและรัดด้วยเชือกผ่านรูที่ขอบตะกร้า จากนั้นจึงนำห่อเหล่านี้มาจัดชุด ชุดละ 12 มัด โดยวางชั้นล่าง 7 มัด และชั้นบน 5 มัด อัดให้ชิดกันหันด้านที่รัดเชือกขึ้นด้านบน แล้วห่อด้วยเสื่อและมัดให้แน่นอีกครั้ง ก่อนจะนำไปเก็บไว้ในที่แห้งและคลุมด้วยเสื่อทับอีกชั้น ห่อหนึ่งชุดจะมีน้ำหนักปลาแห้งประมาณ 90 ถึง 100 ปอนด์ ซึ่งสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานหลายปี

    ที่ผมลงรายละเอียดขั้นตอนเหล่านี้ตามบันทึกของนักสำรวจกลุ่มแรก (Lewis and Clarke) ก็เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการเตรียมสินค้าเพื่อการค้า ซึ่งหาได้ยากในกลุ่มชนพื้นเมือง และด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากกล่าวถึงหมู่บ้านวิชแรม (Wishram) ที่ตั้งอยู่ต้นสายของช่องแคบ Long Narrows ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่หาได้ยากของตลาดการค้าหรือศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนสินค้าของชนพื้นเมือง ที่นี่ปลาแซลมอนที่จับได้จากแก่งน้ำใกล้เคียงจะถูกนำมา "เข้าคลัง" เพื่อรอผู้ซื้อ โดยเผ่าต่างๆ จากปากแม่น้ำโคลัมเบียจะนำปลาทะเล รากไม้ ผลไม้ป่า และโดยเฉพาะพืชที่เรียกว่า วัปปาตู (wappatoo) จากตอนล่างของแม่น้ำ รวมถึงสินค้าและของจุกจิกที่ได้จากเรือที่แวะเวียนมาที่ชายฝั่งมาแลกเปลี่ยน ส่วนเผ่าจากเทือกเขาร็อกกีก็จะนำม้า หญ้าหมี (bear-grass) ควาแมช (quamash) และสินค้าอื่นๆ จากพื้นที่ส่วนในมาที่นี่ โดยมีชาวประมงที่น้ำตกทำหน้าที่เป็นคนกลาง คอยส่งผ่านสินค้าสลับไปมา เช่น นำสินค้าจากเผ่าภูเขาไปแลกกับเผ่าริมน้ำและที่ราบ และในทางกลับกัน ปลาแซลมอนตำบรรจุห่อของพวกเขาก็กลายเป็นสินค้าหลักในระบบแลกเปลี่ยน ซึ่งถูกส่งต่อไปยังค่ายล่าสัตว์ของคนป่าในพื้นที่ส่วนใน และส่งไปถึงพ่อค้าผิวขาวที่แวะมาที่ชายฝั่ง

    เราได้สังเกตเห็นความแตกต่างทางบุคลิกภาพระหว่างเผ่าอินเดียนซึ่งเกิดจากอาหารการกินและวิถีชีวิต และความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดบริเวณน้ำตกของแม่น้ำโคลัมเบีย นักสำรวจกลุ่มแรกระบุว่าชาวอินเดียนในตลาดประมงแห่งนี้ดูอิ่มเอิบและเจ้าเนื้อกว่า แต่มีความอดทนและกระฉับกระเฉงน้อยกว่าเผ่าในภูเขาและทุ่งหญ้าที่ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ หรือเผ่าที่อยู่ตอนบนของแม่น้ำซึ่งปลามีน้อยจนต้องขุดรากไม้หรือไล่ล่ากวางเพื่อประทังชีวิต อันที่จริง เมื่อใดก็ตามที่ชาวอินเดียนจากพื้นที่ตอนบนขี้เกียจล่าสัตว์แต่ยังอยากกินดีอยู่ดี พวกเขาก็จะเดินทางมาที่น้ำตกแห่งนี้เพื่อเสพสุขกับความอุดมสมบูรณ์โดยไม่ต้องออกแรง

    “พวกสุนัขไร้ค่าเหล่านี้แหละ” พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งเขียนไว้ในบันทึกที่ผมกำลังอ่านอยู่ “พวกสุนัขไร้ค่าเหล่านี้แหละที่อาศัยอยู่ในแหล่งประมงชื่อดัง ซึ่งหากจะเปรียบกับเมืองใหญ่ๆ ของเรา ที่นี่ก็คงเป็นศูนย์กลางของความเสื่อมทรามทางศีลธรรมอย่างแท้จริง”

    นิสัยการค้าและความโลภในผลกำไรส่งผลเสียแม้กระทั่งในป่าเขา ดังจะเห็นได้จากผู้คนที่อยู่ในศูนย์กลางการค้าพื้นเมืองแห่งนี้ ซึ่งบันทึกฉบับเดิมประณามว่าพวกเขาเป็น “พวกกะล่อนหน้าด้าน ที่จะขโมยทุกครั้งที่มีโอกาส และปล้นชิงทุกเมื่อที่เจอคนที่อ่อนแอกว่า”

    คำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริง ซึ่งเราจะได้เห็นหลักฐานกันในภายหลังเมื่อต้องแวะที่วิชแรมและล่องเรือผ่านแก่งน้ำอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ เหล่านักเดินทางสามารถฝ่าฟันการเดินทางที่ยากลำบากในส่วนนี้ของแม่น้ำ รวมถึงการขนย้ายสัมภาระข้ามจุดต่างๆ ได้โดยไม่ถูกรบกวน และสามารถล่องเรือต่อไปในน้ำที่ราบเรียบเหนือระดับน้ำตกสูงได้อีกครั้ง

    คณะเดินทางทั้งสองกลุ่มเดินทางร่วมกันต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคสำคัญเป็นระยะทางอีกสามถึงสี่ร้อยไมล์ขึ้นไปตามแม่น้ำโคลัมเบีย โดยคุณทอมป์สันดูจะให้ความสนใจในความสำเร็จของคุณสจวร์ตเป็นอย่างมาก และคอยชี้จุดที่เขาบอกว่าเหมาะสมสำหรับการตั้งสถานีการค้าที่สจวร์ตตั้งใจไว้

    คุณสจวร์ตซึ่งไม่ไว้วางใจในความจริงใจของอีกฝ่าย จึงแสร้งทำเป็นยอมรับคำแนะนำนั้น และหลังจากร่ำลาทอมป์สัน เขาก็ทำทีเป็นหยุดพักเพื่อตั้งตัว ในขณะที่ทอมป์สันมุ่งหน้าต่อไปยังเทือกเขา แต่ทันทีที่ทอมป์สันพ้นสายตา สจวร์ตก็รีบเดินทางต่อโดยมีชาวอินเดียนสองคนนำทาง และไม่หยุดจนกระทั่งเข้าใกล้แม่น้ำสโปแคน (Spokan River) ประมาณ 140 ไมล์ ซึ่งเขาถือว่าใกล้พอที่จะคอยคุมเชิงคู่แข่งได้ จุดที่เขาเลือกตั้งสถานีการค้าคือแหลมที่มีความยาวประมาณสามไมล์และกว้างสองไมล์ ซึ่งเกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำโอคินากัน (Oakinagan) และแม่น้ำโคลัมเบีย โดยแม่น้ำโอคินากันมีต้นกำเนิดจากทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันตกประมาณ 150 ไมล์จากจุดบรรจบ บริเวณที่แม่น้ำทั้งสองสายมาบรรจบกันนั้นถูกล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณแต่ไร้ซึ่งต้นไม้ใหญ่ ส่วนที่ตัวแหลมนั้นประดับประดาด้วยดอกไม้ป่าหลากสีสัน ซึ่งมีนกฮัมมิงเบิร์ดจำนวนนับไม่ถ้วน “มาเลี้ยงฉลองกันตลอดทั้งวัน”

    ทำเลของแหลมแห่งนี้ดูจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับสถานีการค้า เพราะอากาศดี ดินอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำเต็มไปด้วยปลา และชาวพื้นเมืองก็รักสงบและเป็นมิตร การติดต่อกับพื้นที่ส่วนในทำได้ง่ายผ่านสายน้ำตอนบนของโคลัมเบียและลำน้ำโอคินากัน ในขณะที่กระแสน้ำที่ไหลลงของโคลัมเบียก็เปรียบเสมือนทางหลวงที่มุ่งตรงสู่แอสโตเรีย

    ดังนั้น คุณสจวร์ตและคนของเขาจึงนำไม้ลอยน้ำที่มีอยู่จำนวนมากตามคุ้งน้ำใกล้เคียงมาสร้างบ้าน ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสมบูรณ์พอที่จะใช้เป็นที่พักอาศัย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสถานีการค้าในพื้นที่ส่วนในแห่งแรกของบริษัท และตอนนี้ เราจะกลับไปดูความคืบหน้าของเหตุการณ์ที่ปากแม่น้ำโคลัมเบียกันต่อ

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note