“สักวันหนึ่ง” เขาพูดพลางเช็ดมือกับข้างลำตัว “พวกคนโง่จะตายกันไปให้หมด แล้วมนุษย์ที่เหลืออยู่จะก้าวไปข้างหน้า พลังของผู้แข็งแกร่งจะเป็นของพวกเขา และพวกเขาจะรวมพลังนั้นเข้าด้วยกัน จนไม่มีใครในโลกนี้ต้องสู้รบกันอีก จะไม่มีทหารยามหรือคนเฝ้ากำแพง สัตว์ล่าเนื้อจะถูกกำจัด และอย่างที่แฮร์-เฟซบอก ตามเนินเขาจะมีฝูงแพะเล็มหญ้า ส่วนหุบเขาสูงจะเต็มไปด้วยไร่ข้าวโพดและพืชหัวอวบอิ่ม มนุษย์ทุกคนจะเป็นพี่น้องกัน ไม่มีใครต้องนอนเกียจคร้านตากแดดโดยรอให้เพื่อนฝูงเลี้ยงดู ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นในวันที่คนโง่ตายจากไป และไม่มีนักร้องคนไหนมายืนย่ำอยู่กับที่เพื่อร้อง ‘เพลงแห่งผึ้ง’ อีก เพราะผึ้งไม่ใช่คน”

    ทางใต้ของเดอะสล็อต

    ซานฟรานซิสโกในวันวาน ซึ่งก็คือซานฟรานซิสโกเมื่อไม่นานมานี้ก่อนจะเกิดแผ่นดินไหว ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งด้วยสิ่งที่เรียกว่า เดอะสล็อต (The Slot) มันคือร่องเหล็กที่ลากยาวผ่านใจกลางถนนมาร์เก็ต ซึ่งมีเสียงครืดคราดของสายเคเบิลที่ทำงานไม่เคยหยุดหย่อนคอยลากรถรางขึ้นลงตามใจนึก อันที่จริงมันมีสองร่อง แต่ด้วยนิสัยพูดจาฉับไวแบบคนตะวันตก พวกเขาจึงเรียกเหมารวมทั้งสองร่อง รวมถึงทุกสิ่งที่มันเป็นตัวแทนว่า “เดอะสล็อต” ทางเหนือของสล็อตคือย่านโรงละคร โรงแรม แหล่งช้อปปิ้ง ธนาคาร และบริษัทธุรกิจที่ดูภูมิฐานน่าเชื่อถือ ส่วนทางใต้ของสล็อตคือย่านโรงงาน สลัม ร้านซักรีด โรงกลึง โรงต้มหม้อน้ำ และที่พักอาศัยของชนชั้นแรงงาน

    เดอะสล็อตจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่แบ่งแยกชนชั้นในสังคมอย่างชัดเจน และไม่มีใครสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งนี้ไปมาได้แนบเนียนเท่ากับ เฟรดดี ดรัมมอนด์ เขาฝึกฝนการใช้ชีวิตอยู่ในทั้งสองโลก และสามารถอยู่ได้อย่างโดดเด่นในทั้งสองฝั่ง เฟรดดีเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และในฐานะศาสตราจารย์นี่เองที่ทำให้เขาข้ามฝั่งไปยังเดอะสล็อตเป็นครั้งแรก เขาเข้าไปใช้ชีวิตในย่านสลัมแรงงานนานถึงหกเดือนเพื่อเขียนหนังสือชื่อ แรงงานไร้ฝีมือ (The Unskilled Labourer) ซึ่งได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ส่งเสริมความก้าวหน้า และเป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมต่อกระแสความไม่พอใจในสังคม ในแง่การเมืองและเศรษฐศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ยึดถือแนวทางอนุรักษนิยมอย่างเคร่งครัด ถึงขนาดที่ประธานบริษัทรถไฟรายใหญ่กว้านซื้อหนังสือทั้งชุดเพื่อแจกจ่ายให้พนักงาน ส่วนสมาคมผู้ผลิตเพียงแห่งเดียวก็แจกไปถึงห้าหมื่นเล่ม จะว่าไปแล้ว หนังสือเล่มนี้มีความ “ไร้ศีลธรรม” ในแง่การโน้มน้าวใจพอๆ กับเล่มดังอย่าง จดหมายถึงการ์เซีย (Message to Garcia)</em และด้วยการพร่ำสอนเรื่องความประหยัดและความพอใจในสิ่งที่ตนมีอย่างน่าอันตราย ทำให้มันตามหลังเล่ม มิสเตอร์วิกส์แห่งแปลงกะหล่ำ (Mr. Wiggs of the Cabbage Patch)</em มาติดๆ

    ในช่วงแรก เฟรดดีพบว่าการปรับตัวเข้ากับพวกแรงงานนั้นยากลำบากอย่างยิ่ง เขาไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่คุ้นกับเขาเช่นกัน พวกแรงงานต่างระแวง เพราะเขาไม่มีประวัติการทำงานที่ชัดเจน ไม่เคยเล่าถึงงานเก่าๆ ได้ มือของเขาก็เนียนนุ่ม แถมความสุภาพเกินเหตุของเขายังดูน่าสงสัย ตอนแรกเขาคิดจะสวมบทบาทเป็นชาวอเมริกันผู้รักอิสระที่เลือกจะทำงานใช้แรงงานโดยไม่ต้องการอธิบายอะไร แต่เขาก็พบว่ามันใช้ไม่ได้ผล ในช่วงแรกพวกเขาจึงยอมรับเขาในฐานะ “ตัวประหลาด” แบบแบ่งรับแบ่งสู้ ต่อมาเมื่อเขาเริ่มรู้ทางมากขึ้น เขาก็ค่อยๆ ปรับบทบาทให้เข้ากับสถานการณ์ นั่นคือการเป็นคนที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่ตอนนี้ดวงตกจนต้องมาทำงานนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเขาทำให้เชื่อว่าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

    เขาเรียนรู้หลายสิ่ง และสรุปผลแบบเหมารวมซึ่งมักจะผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ แรงงานไร้ฝีมือ (The Unskilled Labourer) อย่างไรก็ตาม เขาใช้วิธีเอาตัวรอดแบบคนมีการศึกษาหัวอนุรักษนิยมด้วยการระบุว่าข้อสรุปเหล่านั้นเป็นเพียง “ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น” ประสบการณ์แรกๆ ของเขาเกิดขึ้นที่โรงงานปลากระป๋องวิลแมกซ์ ซึ่งเขาได้รับงานจ้างตามชิ้นในการทำกล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก โดยมีโรงงานกล่องส่งชิ้นส่วนมาให้ สิ่งที่เฟรดดีต้องทำคือประกอบชิ้นส่วนเข้ากับแบบแล้วตอกตะปูด้วยค้อนเบาๆ

    มันไม่ใช่งานฝีมือ แต่เป็นงานที่จ่ายตามจำนวนชิ้น แรงงานทั่วไปในโรงงานจะได้ค่าจ้างวันละหนึ่งดอลลาร์ห้าสิบเซนต์ แต่เฟรดดีสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมงานที่ทำหน้าที่เดียวกันทำยอดได้วันละหนึ่งดอลลาร์เจ็ดสิบห้าเซนต์ พอถึงวันที่สามเขาก็ทำได้เท่าคนอื่น แต่ด้วยความทะเยอทะยานและร่างกายที่แข็งแรงกว่าปกติ วันที่สี่เขาจึงทำยอดได้ถึงสองดอลลาร์

    วันต่อมา เขาเร่งเครื่องตัวเองจนถึงขีดสุดจนแทบหมดแรงและทำยอดได้สองดอลลาร์ห้าสิบเซนต์ เพื่อนร่วมงานเริ่มมองเขาด้วยสายตาขุ่นเคืองและส่งเสียงจิกกัดด้วยคำแสลงที่เขาไม่เข้าใจ เกี่ยวกับการประจบเจ้านายและการทำยอดสูงเกินไปจนกลายเป็นบรรทัดฐานที่คนอื่นทำตามไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงหน้าฝน เขาประหลาดใจที่เห็นคนอื่นอู้งานทั้งที่เป็นงานจ้างตามชิ้น จึงสรุปเอาเองว่าแรงงานไร้ฝีมือมีความขี้เกียจโดยสันดาน และในวันถัดมา เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาตอกกล่องจนได้เงินถึงสามดอลลาร์

    คืนนั้น ขณะเดินออกจากโรงงาน เขาถูกกลุ่มเพื่อนร่วมงานดักล้อมและรุมซักถามด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดและคำแสลงที่ฟังไม่เป็นภาษา เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้ และสิ่งที่ตามมาก็รุนแรงมาก เมื่อเขาปฏิเสธที่จะลดความเร็วในการทำงาน และพร่ำพูดเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญา ความเป็นอเมริกันผู้รักอิสระ และศักดิ์ศรีของการตรากตรำทำงาน พวกเขาก็ช่วยกัน “ทำลาย” ความสามารถในการทำยอดของเขาอย่างสาสม แม้ดรัมมอนด์จะเป็นคนตัวใหญ่และเป็นนักกีฬา แต่เขาก็ต้านทานฝูงชนไม่ไหว เขาถูกรุมกระทืบซี่โครง ถูกเหยียบหน้า และถูกเหยียบมือจนต้องนอนซมอยู่บนเตียงเป็นสัปดาห์กว่าจะลุกขึ้นมาหางานใหม่ได้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในหนังสือเล่มแรกของเขา ในบทที่ชื่อว่า “ทรราชแห่งแรงงาน (The Tyranny of Labour)”

    ต่อมา ในอีกแผนกหนึ่งของโรงงานวิลแมกซ์ เขาทำงานยกผลไม้ร่วมกับกลุ่มผู้หญิง เขาพยายามจะยกกล่องผลไม้ทีละสองกล่อง แต่ก็ถูกเพื่อนร่วมงานตำหนิทันที มันเป็นการอู้งานอย่างเห็นได้ชัดในสายตาคนอื่น แต่เขาตัดสินใจว่าเขามาที่นี่เพื่อสังเกตการณ์ ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้นเขาจึงยกทีละกล่องนับแต่นั้น และเขาก็ศึกษาศิลปะการอู้งานได้อย่างถ่องแท้จนเขียนเป็นบทพิเศษในหนังสือ โดยย่อหน้าสุดท้ายของบทนั้นเป็นการสรุปผลแบบสันนิษฐานตามสไตล์ของเขา

    ตลอดหกเดือนนั้น เขาเปลี่ยนงานหลายอย่างจนสามารถเลียนแบบคนงานตัวจริงได้อย่างแนบเนียน ด้วยทักษะทางภาษาที่เป็นเลิศ เขาจดบันทึกและศึกษาคำแสลงของแรงงานอย่างเป็นระบบจนสามารถพูดคุยได้อย่างเข้าใจ ภาษาเหล่านี้ช่วยให้เขาเข้าถึงกระบวนการคิดของคนงานได้ลึกซึ้งขึ้น และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปเขียนบทหนึ่งในหนังสือเล่มในอนาคตที่เขาตั้งชื่อไว้ว่า การสังเคราะห์จิตวิทยาชนชั้นแรงงาน (Synthesis of Working-Class Psychology)

    ก่อนที่จะกลับขึ้นสู่โลกเบื้องบนจากการดิ่งลงสู่โลกใต้ดินครั้งแรก เขาค้นพบว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมและมีความยืดหยุ่นสูงจนน่าตกใจ แม้แต่ตัวเขาเองยังแปลกใจที่สามารถปรับตัวได้ลื่นไหลขนาดนี้ เมื่อเชี่ยวชาญภาษาและก้าวข้ามความรังเกียจส่วนตัวได้ เขาก็พบว่าเขาสามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของชีวิตชนชั้นแรงงานได้อย่างกลมกลืนจนรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ดังที่เขาเขียนไว้ในคำนำของหนังสือเล่มที่สองชื่อ ผู้ตรากตรำ (The Toiler) ว่า เขาพยายามที่จะรู้จักคนงานอย่างแท้จริง และวิธีเดียวที่จะทำได้คือการทำงานเคียงข้างพวกเขา กินอาหารแบบเดียวกัน นอนบนเตียงแบบเดียวกัน สนุกกับสิ่งที่พวกเขาสนุก คิดในสิ่งที่พวกเขาคิด และรู้สึกในสิ่งที่พวกเขารู้สึก

    เขาไม่ใช่คนคิดลึกซึ้ง และไม่เชื่อในทฤษฎีใหม่ๆ บรรทัดฐานและเกณฑ์การตัดสินทุกอย่างของเขาเป็นไปตามขนบธรรมเนียม วิทยานิพนธ์เรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศสของเขาเป็นที่จดจำในหอจดหมายเหตุของวิทยาลัย ไม่ใช่แค่เพราะความถูกต้องแม่นยำและรายละเอียดที่มหาศาล แต่เพราะมันเป็นงานเขียนที่แห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา เป็นทางการ และยึดตามตำราที่สุดเท่าที่เคยมีมา เขาเป็นคนเก็บตัวอย่างมาก มีกำแพงในใจที่สูงและแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า เขาจึงมีเพื่อนน้อยมาก เพราะเป็นคนไม่แสดงออกและเย็นชา เขาไม่มีอบายมุข และไม่เคยมีใครเห็นเขาหวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวน เขาเกลียดบุหรี่ รังเกียจเบียร์ และไม่เคยดื่มอะไรที่แรงกว่าไวน์รสอ่อนในมื้อค่ำเป็นครั้งคราว

    สมัยเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง เพื่อนๆ ที่มีเลือดร้อนกว่าตั้งฉายาให้เขาว่า “ตู้เย็น (Ice-Box)” พอได้เป็นอาจารย์ เขาก็ถูกเรียกว่า “ห้องเย็น (Cold-Storage)” เขามีเรื่องทุกข์ใจเพียงเรื่องเดียวคือชื่อ “เฟรดดี” ซึ่งเป็นชื่อที่เขาได้มาตอนเล่นตำแหน่งฟูลแบ็กในทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัย และด้วยจิตวิญญาณที่เคร่งครัด เขาจึงไม่เคยสลัดชื่อนี้พ้น เขาจะต้องเป็น “เฟรดดี” ตลอดไป ยกเว้นในเวลาปฏิบัติหน้าที่ และในฝันร้ายเขามักจะเห็นภาพอนาคตที่ผู้คนเรียกเขาว่า “ตาแก่เฟรดดี”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note