“แต่แล้วปัญหาก็ตามมา และแน่นอนว่ามันเริ่มจากเรื่องผู้หญิง ผู้ชายที่ไม่มีเมียต่างอยากได้เมียคนอื่น จนเกิดการทะเลาะวิวาทกันวุ่นวาย บางคนถูกทุบหัวจนเละ หรือไม่ก็ถูกหอกแทงทะลุร่าง มีครั้งหนึ่งขณะที่คนเฝ้ายามอยู่บนยอดเขา มีชายคนหนึ่งแอบขโมยเมียของเขาไป เขาจึงต้องลงจากเขามาสู้กัน พอคนเฝ้ายามอีกคนเห็นเข้าก็กลัวว่าเมียตัวเองจะถูกชิงไปบ้าง จึงลงมาสมทบด้วย นอกจากนี้ กลุ่มชายสิบคนที่ถืออาวุธตลอดเวลาก็เกิดความขัดแย้งกันเองจนแบ่งเป็นสองฝ่ายสู้กันห้าต่อห้า บางคนหนีลงไปทางชายฝั่ง ส่วนที่เหลือก็ไล่ตามไป

    “นั่นทำให้เผ่าของเราขาดทั้งหูตาและคนคุ้มกัน เราไม่เหลือพละกำลังอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว เราจึงจัดประชุมสภาและตรากฎหมายฉบับแรกขึ้นมา ตอนนั้นผมยังเป็นแค่ลูกหมาตัวน้อย แต่ผมจำได้แม่น เราตกลงกันว่าเพื่อให้เผ่าเข้มแข็ง เราต้องไม่สู้กันเอง ใครที่ฆ่าคนในเผ่าจะต้องถูกเผ่าฆ่าทิ้ง ใครที่ขโมยเมียคนอื่นก็ต้องถูกเผ่าฆ่าทิ้งเช่นกัน และใครก็ตามที่มีพละกำลังมากเกินไปจนใช้กำลังนั้นทำร้ายพี่น้องในเผ่า เราจะฆ่าทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้ความแข็งแกร่งนั้นสร้างความเดือดร้อนอีก เพราะถ้าเราปล่อยไว้ ทุกคนจะอยู่ด้วยความหวาดกลัว เผ่าจะแตกแยก และเราจะอ่อนแอเหมือนตอนที่พวกกินเนื้อบุกมาฆ่า บู-อูก (Boo-oogh)

    “นัคเคิล-โบน (Knuckle-Bone) เป็นชายที่แข็งแรงมาก แข็งแรงเหลือเกิน แต่เขาไม่สนกฎหมาย เขารู้จักแต่กำลังของตัวเอง และด้วยความลำพองนั้น เขาจึงไปชิงเมียของ ทรี-แคลมส์ (Three-Clams) มา ทรี-แคลมส์พยายามสู้ แต่ก็ถูกนัคเคิล-โบนใช้กระบองทุบจนสมองไหล นัคเคิล-โบนลืมไปว่าพวกเราทุกคนได้รวมพลังกันเพื่อรักษาตัวกฎหมายไว้ เราจึงฆ่าเขาที่โคนต้นไม้ และแขวนศพเขาไว้บนกิ่งไม้เพื่อเป็นคำเตือนว่า กฎหมายนั้นแข็งแกร่งกว่ามนุษย์คนใด เพราะเราทุกคนคือกฎหมาย และไม่มีใครใหญ่เกินกฎหมาย

    “หลังจากนั้นก็มีปัญหาอื่นๆ ตามมา ฟังนะ เดียร์-รันเนอร์ (Deer-Runner), เยลโลว์-เฮด (Yellow-Head) และ อะเฟรด-ออฟ-เดอะ-ดาร์ก (Afraid-of-the-Dark) การสร้างเผ่าขึ้นมาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่ทำให้ต้องเรียกประชุมสภาวุ่นวายไปหมด เราประชุมกันทั้งเช้า สาย บ่าย ค่ำ จนถึงกลางดึก จนแทบไม่มีเวลาออกไปหาอาหาร เพราะมีเรื่องจุกจิกต้องตัดสินใจตลอด เช่น การตั้งคนเฝ้ายามสองคนใหม่มาแทนคนเก่าบนเนินเขา หรือการตกลงเรื่องส่วนแบ่งอาหารให้กับพวกที่ต้องถืออาวุธเฝ้าเผ่าตลอดเวลาจนไม่มีเวลาหาอาหารเอง

    “เราจึงต้องการผู้นำที่จะมาจัดการเรื่องเหล่านี้ เป็นกระบอกเสียงของสภาและต้องรายงานสิ่งที่ทำต่อสภา เราจึงแต่งตั้ง ฟิธ-ฟิธ (Fith-Fith) ให้เป็นหัวหน้า เขาเป็นคนแข็งแรงและเจ้าเล่ห์มาก เวลาเขาโกรธจะส่งเสียง ฟิธ-ฟิธ เหมือนเสียงแมวป่า

    “ชายสิบคนที่ทำหน้าที่คุ้มกันเผ่าได้รับมอบหมายให้สร้างกำแพงหินปิดกั้นส่วนที่แคบที่สุดของหุบเขา โดยมีผู้หญิง เด็กโต และผู้ชายคนอื่นๆ ช่วยกันจนกำแพงแข็งแรง หลังจากนั้น ทุกครอบครัวก็ย้ายออกจากถ้ำและบนต้นไม้ ลงมาสร้างบ้านหญ้าอยู่หลังกำแพง บ้านเหล่านี้กว้างขวางและดีกว่าถ้ำหรือบนต้นไม้มาก ทุกคนมีความสุขขึ้นเพราะผู้ชายรวมพลังกันจนกลายเป็นเผ่าที่สมบูรณ์ เมื่อมีกำแพง มีคนเฝ้ายาม และคนระวังภัย เราจึงมีเวลาออกไปล่าสัตว์ ตกปลา เก็บรากไม้และเบอร์รี่มากขึ้น อาหารจึงสมบูรณ์ขึ้นและไม่มีใครต้องหิวโหย และ ทรี-เลกส์ (Three-Legs) ซึ่งได้ชื่อนี้เพราะขาถูกบดขยี้จนพิการตั้งแต่เด็กและต้องเดินโดยใช้ไม้เท้า เขาได้นำเมล็ดข้าวโพดป่ามาปลูกในดินในหุบเขาใกล้บ้าน และลองปลูกพืชหัวที่มีแป้งรวมถึงสิ่งอื่นๆ ที่เขาพบในหุบเขาภูเขาด้วย

    “เพราะความปลอดภัยในหุบเขาแห่งท้องทะเล (Sea Valley) ที่เกิดจากกำแพงและระบบเฝ้าระวัง ประกอบกับมีอาหารเหลือเฟือโดยไม่ต้องสู้รบแย่งชิง ทำให้หลายครอบครัวจากหุบเขาชายฝั่งทั้งสองด้านและจากภูเขาสูงที่เคยใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ป่ามากกว่ามนุษย์ ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ไม่นานหุบเขาแห่งท้องทะเลก็เต็มไปด้วยครอบครัวนับไม่ถ้วน แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ที่ดินที่เคยเป็นของทุกคนและใช้ร่วมกันได้อย่างอิสระกลับถูกแบ่งแยก ทรี-เลกส์เป็นคนเริ่มเรื่องนี้ตอนที่เขาปลูกข้าวโพด แต่ตอนแรกพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องที่ดิน เราคิดว่าการปักรั้วหินแบ่งเขตเป็นเรื่องไร้สาระ ในเมื่อมีของกินเหลือเฟือแล้วจะต้องการอะไรอีก ผมจำได้ว่าผมกับพ่อช่วยทรี-เลกส์สร้างรั้วหิน และได้ข้าวโพดเป็นสิ่งตอบแทน

    “สุดท้าย ที่ดินทั้งหมดจึงตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน โดยที่ทรี-เลกส์ได้ไปครอบครองมากที่สุด คนอื่นๆ ที่เคยยึดที่ดินไว้ก็ยอมยกให้คนกลุ่มน้อยเหล่านี้ เพื่อแลกกับข้าวโพด พืชหัว หนังหมี และปลา ซึ่งพวกเกษตรกรได้มาจากชาวประมงเพื่อนำมาแลกกับข้าวโพดอีกที รู้ตัวอีกที ที่ดินทั้งหมดก็หายไปจากมือพวกเรา

    “ช่วงนั้นเองที่ฟิธ-ฟิธเสียชีวิต และ ด็อก-ทูธ (Dog-Tooth) ลูกชายของเขาก็ขึ้นเป็นหัวหน้า เขาเรียกร้องตำแหน่งนี้เพราะพ่อเคยเป็นหัวหน้ามาก่อน และเขายังมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าที่ยิ่งใหญ่กว่าพ่อ ช่วงแรกเขาเป็นผู้นำที่ดีและทำงานหนักจนสภามีเรื่องต้องจัดการน้อยลง แต่แล้วก็มีเสียงใหม่ดังขึ้นในหุบเขาแห่งท้องทะเล นั่นคือ ทวิสเต็ด-ลิป (Twisted-Lip) ตอนแรกเราไม่ได้สนใจเขาเลย จนกระทั่งเขาเริ่มอ้างว่าสื่อสารกับวิญญาณคนตายได้ ต่อมาเราเรียกเขาว่า บิ๊ก-แฟต (Big-Fat) เพราะเขาเอาแต่กิน ไม่ทำงาน จนตัวอ้วนกลม วันหนึ่งบิ๊ก-แฟตบอกว่าเขารู้ความลับของคนตายและเป็นกระบอกเสียงของพระเจ้า เขาเข้ากับด็อก-ทูธได้ดีมาก จนด็อก-ทูธสั่งให้สร้างบ้านหญ้าให้บิ๊ก-แฟต และบิ๊ก-แฟตก็ประกาศว่าบ้านหลังนี้เป็นเขตต้องห้ามเพราะเป็นที่สถิตของพระเจ้า

    “ด็อก-ทูธเริ่มมีอำนาจเหนือสภามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสภาเริ่มไม่พอใจและจะตั้งหัวหน้าคนใหม่ บิ๊ก-แฟตจะใช้เสียงของพระเจ้าสั่งห้ามไว้ อีกทั้งทรี-เลกส์และพวกเจ้าของที่ดินก็หนุนหลังด็อก-ทูธ ยิ่งไปกว่านั้น ซี-ไลออน (Sea-Lion) ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในสภา ก็แอบได้รับที่ดิน หนังหมี และข้าวโพดจำนวนมากจากพวกเจ้าของที่ดิน ซี-ไลออนจึงประกาศว่าเสียงของบิ๊ก-แฟตคือเสียงของพระเจ้าที่ต้องเชื่อฟัง และไม่นานซี-ไลออนก็กลายเป็นกระบอกเสียงของด็อก-ทูธ โดยทำหน้าที่พูดแทนเขาเกือบทุกเรื่อง

    “ต่อมามีชายตัวเล็กๆ ชื่อ ลิตเติล-เบลลี (Little-Belly) เขาผอมกะหร่องจนดูเหมือนคนไม่เคยอิ่มท้อง เขาไปสร้างกับดักปลาขนาดใหญ่ที่ปากแม่น้ำ ตรงจุดที่สันดรายช่วยลดแรงคลื่น ซึ่งไม่เคยมีใครคิดหรือเคยเห็นกับดักปลามาก่อน เขาใช้เวลาสร้างอยู่หลายสัปดาห์พร้อมกับลูกและเมีย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของพวกเรา แต่พอสร้างเสร็จ วันแรกเขาก็จับปลาได้มากกว่าที่ทั้งเผ่าจะจับได้ในหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ทุกคนตื่นเต้นดีใจมาก ในแม่น้ำมีจุดที่เหมาะจะวางกับดักปลาได้อีกเพียงแห่งเดียว ซึ่งตอนที่พ่อของผมกับชายอีกสิบกว่าคนเริ่มจะสร้างกับดักขนาดใหญ่ที่นั่น พวกยามจากบ้านหญ้าหลังใหญ่ของด็อก-ทูธก็มาไล่ ใช้หอกทิ่มแทงและสั่งให้เราออกไป เพราะซี-ไลออนกระบอกเสียงของด็อก-ทูธบอกว่า ลิตเติล-เบลลี จะมาสร้างกับดักที่นี่เอง

    “เกิดเสียงบ่นระงมจนพ่อของผมเรียกประชุมสภา แต่พอท่านลุกขึ้นจะพูด ซี-ไลออนก็ใช้หอกแทงทะลุคอจนพ่อเสียชีวิต ด็อก-ทูธ ลิตเติล-เบลลี ทรี-เลกส์ และพวกเจ้าของที่ดินต่างบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ส่วนบิ๊ก-แฟตบอกว่าเป็นประสงค์ของพระเจ้า หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าลุกขึ้นพูดในสภาอีกเลย และสภาก็ล่มสลายไป

    “ต่อมามีชายอีกคนชื่อ พิก-จอว์ (Pig-Jaw) เริ่มเลี้ยงแพะ เขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากพวกกินเนื้อ และไม่นานเขาก็มีฝูงแพะจำนวนมาก ชายคนอื่นๆ ที่ไม่มีที่ดิน ไม่มีกับดักปลา และกำลังจะอดตาย ต่างยินดีมาทำงานให้พิก-จอว์ ทั้งช่วยเลี้ยงแพะ คุ้มกันจากหมาป่าและเสือ รวมถึงต้อนแพะไปกินหญ้าบนภูเขา เพื่อแลกกับเนื้อแพะไว้กินและหนังแพะไว้สวมใส่ และบางครั้งก็นำเนื้อแพะไปแลกปลา ข้าวโพด และพืชหัว”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note