ตอนที่ 3
by“ช่วงนั้นเองที่ ‘เงิน’ ถือกำเนิดขึ้น ซีไลออนเป็นคนแรกที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเขาได้ปรึกษากับด็อกทูธและบิ๊กแฟต คุณต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสามคนนี้คือผู้ที่กอบโกยทุกอย่างในหุบเขาแห่งท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ปลา หรือแพะ ทุกๆ สามส่วน พวกเขาจะหักมาเป็นของตัวเองหนึ่งส่วนเสมอ ส่วนที่เหลือพวกเขาก็นำไปเลี้ยงพวกยามและคนเฝ้าระวัง แล้วเก็บส่วนที่เหลือไว้ใช้เอง บางครั้งเวลาจับปลาได้จำนวนมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ซีไลออนจึงสั่งให้พวกผู้หญิงนำเปลือกหอยมาทำเป็นเงิน โดยเจียระไนให้เป็นชิ้นกลมเล็กๆ เจาะรูตรงกลาง ขัดจนเรียบเนียนสวยงาม แล้วนำมาร้อยเป็นสาย ซึ่งสายเปลือกหอยเหล่านี้แหละที่ถูกเรียกว่าเงิน
เงินหนึ่งสายมีมูลค่าเท่ากับปลาสามสิบหรือสี่สิบตัว แต่พวกผู้หญิงที่ร้อยเงินได้วันละสายกลับได้รับค่าตอบแทนเพียงปลาสองตัวเท่านั้น ซึ่งปลานี้ก็เอามาจากส่วนแบ่งของด็อกทูธ บิ๊กแฟต และซีไลออนที่พวกเขาไม่ได้กิน ดังนั้นเงินทั้งหมดจึงตกเป็นของพวกเขาทั้งสาม จากนั้นพวกเขาจึงบอกกับทรีเลกส์และเจ้าของที่ดินคนอื่นๆ ว่าจะขอรับส่วนแบ่งข้าวโพดและหัวมันเป็นเงิน บอกลิตเติลเบลลีว่าจะรับส่วนแบ่งปลาเป็นเงิน และบอกพิกจอว์ว่าจะรับส่วนแบ่งแพะและชีสเป็นเงิน ด้วยเหตุนี้ คนที่ไม่มีอะไรเลยจึงต้องทำงานให้คนที่มี แล้วรับค่าจ้างเป็นเงิน เพื่อนำเงินนั้นไปซื้อข้าวโพด ปลา เนื้อ และชีสกิน ทรีเลกส์และเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลายต่างจ่ายส่วนแบ่งให้ด็อกทูธ ซีไลออน และบิ๊กแฟตเป็นเงิน และจ่ายค่าจ้างให้พวกยามเป็นเงิน เพื่อให้พวกยามนำเงินไปซื้ออาหารกินอีกทอดหนึ่ง และเพราะเงินนั้นผลิตได้ง่าย ด็อกทูธจึงจ้างคนมาเป็นยามมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นว่าเงินทำง่าย บางคนจึงเริ่มแอบนำเปลือกหอยมาทำเงินใช้เอง แต่แล้วพวกยามก็ใช้หอกแทงและระดมยิงธนูใส่คนเหล่านั้น โดยอ้างว่ากำลังพยายามทำให้เผ่าแตกแยก ซึ่งการทำให้เผ่าแตกแยกถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะจะเปิดโอกาสให้พวก ‘กินเนื้อ’ ข้ามเขตแดนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์พวกเขาจนหมด
บิ๊กแฟตสถาปนาตนเองเป็นกระบอกเสียงของพระเจ้า แต่เขาก็แต่งตั้งโบรเคนริบให้เป็นนักบวช เพื่อให้โบรเคนริบเป็นตัวแทนพูดแทนบิ๊กแฟตอีกที และทั้งคู่ต่างก็มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติ เช่นเดียวกับลิตเติลเบลลี ทรีเลกส์ และพิกจอว์ ที่มีคนคอยนอนตากแดดเฝ้าบ้านหญ้า คอยส่งสาร และรับคำสั่งแทน ยิ่งนานวัน คนก็ยิ่งถูกดึงออกจากการทำงานมากขึ้น ทำให้คนที่ยังทำงานอยู่ต้องตรากตรำหนักกว่าเดิม ดูเหมือนว่าผู้คนจะไม่อยากทำงาน และพยายามหาหนทางที่จะให้คนอื่นทำงานแทนตนเอง ซึ่งครุกเกดอายส์ก็ได้พบวิธีนั้น เขาเป็นคนแรกที่รู้วิธีหมักข้าวโพดให้เป็น ‘เหล้าไฟ’ หลังจากนั้นเขาก็ไม่ต้องทำงานอีกเลย เพราะเขาแอบตกลงกับด็อกทูธ บิ๊กแฟต และเหล่าเจ้านายคนอื่นๆ ว่าเขาจะเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตเหล้าไฟ แต่ถึงอย่างนั้นครุกเกดอายส์ก็ไม่ได้ลงมือทำเอง เขาจ้างคนมาหมักเหล้าให้โดยจ่ายเป็นเงิน แล้วเขาก็นำเหล้าไฟนั้นไปขายต่อเพื่อกอบโกยเงินมหาศาล ซึ่งเขาก็นำเงินเหล่านั้นไปแบ่งให้ด็อกทูธ ซีไลออน และพวกพ้องอย่างงาม
บิ๊กแฟตและโบรเคนริบต่างสนับสนุนด็อกทูธตอนที่เขาแต่งภรรยาคนที่สองและคนที่สาม โดยอ้างว่าด็อกทูธนั้นพิเศษกว่าชายทั่วไป เป็นรองเพียงแค่พระเจ้าที่บิ๊กแฟตเก็บไว้ในบ้านศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งด็อกทูธเองก็เห็นด้วย และย้อนถามว่าใครมีสิทธิ์อะไรมาตำหนิเรื่องจำนวนภรรยาของเขา ด็อกทูธสั่งต่อเรือแคนูลำใหญ่ และดึงคนออกจากงานมาเป็นบริวารมากขึ้น คนเหล่านี้ไม่มีหน้าที่อะไรนอกจากนอนตากแดดไปวันๆ จะขยับตัวก็ต่อเมื่อด็อกทูธลงเรือ ซึ่งพวกเขาต้องช่วยกันพายให้ นอกจากนี้เขายังแต่งตั้งไทเกอร์เฟซให้เป็นหัวหน้ายาม ไทเกอร์เฟซจึงกลายเป็นมือขวาที่ซื่อสัตย์ ใครก็ตามที่ด็อกทูธไม่ชอบหน้า ไทเกอร์เฟซจะจัดการฆ่าทิ้งให้ทันที และไทเกอร์เฟซเองก็หาคนมาเป็นมือขวาของตนเพื่อคอยสั่งการและฆ่าคนแทนเขาอีกทอดหนึ่ง
แต่นี่แหละคือเรื่องประหลาด ยิ่งวันเวลาผ่านไป พวกเราที่ยังต้องทำงานกลับต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมีอาหารตกถึงท้องน้อยลงทุกที”
“แล้วพวกแพะ ข้าวโพด หัวมัน และกับดักปลาล่ะ?” อะเฟรดออฟเดอะดาร์กโพล่งขึ้น “สิ่งเหล่านั้นหายไปไหนหมด? งานที่คนทำเพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้มีอาหารมากขึ้นหรอกหรือ?”
“ก็ใช่” ลองเบียร์ดเห็นด้วย “แค่คนสามคนที่ดูแลกับดักปลา ก็หาปลาได้มากกว่าที่คนทั้งเผ่าเคยหาได้ก่อนจะมีกับดักปลาเสียอีก แต่ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าพวกเรามันโง่ ยิ่งเราหาอาหารได้มากขึ้นเท่าไหร่ เรากลับมีอาหารกินน้อยลงเท่านั้น”
“แต่มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือว่า คนจำนวนมากที่ไม่ได้ทำงานนั่นแหละที่กินจนหมด!” เยลโลว์เฮดท้วง
ลองเบียร์ดพยักหน้าด้วยความเศร้า
“หมาของด็อกทูธกินเนื้อจนพุงกาง พวกคนที่นอนตากแดดไม่ยอมทำงานก็อ้วนฉุ ในขณะเดียวกัน เด็กตัวเล็กๆ ต้องร้องไห้จนหลับไปพร้อมกับความหิวโหยที่กัดกินทุกครั้งที่ส่งเสียงสะอื้น”
เมื่อได้ยินเรื่องความอดอยาก เดียร์รันเนอร์ก็ทนไม่ไหว เขาฉีกเนื้อหมีชิ้นโตมาเสียบไม้ปิ้งบนถ่านร้อนๆ แล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่ลองเบียร์ดเล่าต่อว่า:
“พอพวกเราเริ่มบ่น บิ๊กแฟตก็ลุกขึ้นประกาศด้วยน้ำเสียงของพระเจ้าว่า พระเจ้าได้เลือก ‘ผู้มีปัญญา’ ให้เป็นเจ้าของที่ดิน แพะ กับดักปลา และเหล้าไฟ และถ้าไม่มีผู้มีปัญญาเหล่านี้ พวกเราก็คงเป็นแค่สัตว์ป่าเหมือนสมัยที่ยังอาศัยอยู่บนต้นไม้
แล้วก็มีชายคนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องประจำตัวกษัตริย์ พวกเขาเรียกเขาว่า ‘เดอะบัก’ เพราะเขามีรูปร่างเล็ก หน้าตาและท่าทางเก้งก้าง ไม่มีความสามารถในการทำงานหรือทำประโยชน์อะไรเลย แต่เขาชอบกินกระดูกไขสันหลังที่มันที่สุด ปลาที่เลิศที่สุด นมแพะอุ่นๆ ข้าวโพดที่สุกงอมเป็นชุดแรก และชอบที่นอนสบายๆ ข้างกองไฟ การได้เป็นนักร้องให้กษัตริย์ทำให้เขาพบวิธีที่จะไม่ต้องทำงานแต่ยังอ้วนท้วนสมบูรณ์ และเมื่อผู้คนเริ่มบ่นมากขึ้นจนบางคนขว้างหินใส่บ้านหญ้าของกษัตริย์ เดอะบักก็ร้องเพลงสรรเสริญว่าการเป็น ‘ผู้กินปลา’ นั้นดีเพียงใด ในเพลงนั้นเขาบอกว่าพวกผู้กินปลาคือผู้ที่พระเจ้าเลือกและเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุดที่พระเจ้าสร้างขึ้น เขาเปรียบพวก ‘กินเนื้อ’ ว่าเป็นเหมือนหมูและอีกา และร้องเพลงบอกว่ามันช่างทรงเกียรติเพียงใดที่พวกผู้กินปลาจะได้ต่อสู้และสละชีพเพื่อทำงานของพระเจ้า ซึ่งก็คือการฆ่าพวกกินเนื้อทิ้งเสีย คำร้องของเขาราวกับจุดไฟในใจพวกเรา จนพวกเราต่างเรียกร้องขอให้นำทัพไปสู้กับพวกกินเนื้อ เราลืมความหิว ลืมเหตุผลที่เคยบ่น และยินดีให้ไทเกอร์เฟซนำทางข้ามเขตแดนไปฆ่าพวกกินเนื้อจำนวนมากจนพอใจ
แต่ในหุบเขาแห่งท้องทะเล สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น ทางเดียวที่จะได้อาหารคือต้องทำงานให้ทรีเลกส์ ลิตเติลเบลลี หรือพิกจอว์ เพราะไม่มีที่ดินผืนไหนที่คนธรรมดาจะปลูกข้าวโพดกินเองได้ และบ่อยครั้งที่มีคนว่างงานมากกว่าที่เจ้านายทั้งสามจะจ้างไหว คนเหล่านี้จึงต้องหิวโหย รวมถึงภรรยา ลูก และแม่ที่แก่ชราของพวกเขา ไทเกอร์เฟซบอกว่าถ้าอยากมีกินก็ให้มาเป็นยาม ซึ่งหลายคนก็ยอมทำ และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องทำงานอะไรเลย นอกจากใช้หอกแทงคนที่ยังทำงานอยู่และคนที่บ่นเรื่องการต้องเลี้ยงดูพวกคนขี้เกียจจำนวนมาก
และเมื่อใดที่พวกเราบ่น เดอะบักก็จะร้องเพลงบทใหม่เสมอ เขาบอกว่าทรีเลกส์ พิกจอว์ และคนอื่นๆ คือ ‘ผู้แข็งแกร่ง’ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขามีทรัพย์สินมากมาย เขาบอกว่าเราควรดีใจที่มีผู้แข็งแกร่งคอยนำทาง มิฉะนั้นเราคงพินาศเพราะความไร้ค่าของตัวเองและถูกพวกกินเนื้อฆ่าตาย ดังนั้น เราจึงควรยินดีที่ให้ผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นครอบครองทุกอย่างที่พวกเขาหยิบฉวยได้ ซึ่งบิ๊กแฟต พิกจอว์ ไทเกอร์เฟซ และคนอื่นๆ ต่างก็ยืนยันว่านั่นคือความจริง
‘ได้เลย’ ลองแฟงก์กล่าว ‘ถ้าอย่างนั้น ฉันจะเป็นผู้แข็งแกร่งบ้าง’ เขาจึงหาข้าวโพดมาเริ่มหมักเหล้าไฟและขายแลกกับสายเงิน และเมื่อครุกเกดอายส์เข้ามาโวยวาย ลองแฟงก์ก็บอกว่าตอนนี้เขาเองก็เป็นผู้แข็งแกร่ง และถ้าครุกเกดอายส์ยังไม่หยุดส่งเสียง เขาจะทุบหัวให้สมองกระจายเสีย ครุกเกดอายส์กลัวจึงรีบไปฟ้องทรีเลกส์และพิกจอว์ ทั้งสามคนจึงไปแจ้งด็อกทูธ ด็อกทูธบอกซีไลออน และซีไลออนส่งคนนำสารไปบอกไทเกอร์เฟซ จากนั้นไทเกอร์เฟซก็ส่งยามไปเผาบ้านของลองแฟงก์พร้อมกับเหล้าไฟทั้งหมด และฆ่าเขารวมถึงครอบครัวจนหมดสิ้น บิ๊กแฟตบอกว่านั่นเป็นเรื่องดี ส่วนเดอะบักก็ร้องเพลงบทใหม่เกี่ยวกับความดีงามของการเคารพกฎหมาย ความวิเศษของหุบเขาแห่งท้องทะเล และบอกว่าทุกคนที่รักหุบเขาแห่งนี้ควรออกไปฆ่าพวกกินเนื้อที่ชั่วร้าย เพลงของเขากลายเป็นไฟในใจเราอีกครั้ง และพวกเราก็ลืมที่จะบ่นอีกครั้ง”

0 Comments