“มันแปลกมาก” ลองเบียร์ดเล่า “ตอนที่ลิตเติลเบลลี่จับปลาได้มากเกินไปจนทำให้ราคาตก เขาจะโยนปลาจำนวนมากกลับลงทะเล เพื่อให้ปลาที่เหลือมีราคาสูงขึ้น ส่วนทรีเลกส์ก็มักจะปล่อยให้ที่ดินผืนใหญ่ว่างเปล่าเฉยๆ เพื่อปั่นราคาข้าวโพดของเขาให้แพงขึ้นอีก และพอพวกผู้หญิงเริ่มทำเงินจากเปลือกหอยได้มากจนเงินล้นตลาด ด็อกทูธก็สั่งให้หยุดผลิตเงิน ผลก็คือพวกผู้หญิงไม่มีงานทำ จึงเข้าไปแทนที่งานของผู้ชาย ผมเคยทำงานที่กับดักปลา ได้เงินหนึ่งสายทุกๆ ห้าวัน แต่ตอนนี้พี่สาวผมมาทำงานแทน และได้เงินหนึ่งสายต่อสิบวัน พวกผู้หญิงค่าแรงถูกกว่า อาหารก็น้อยลง ไทเกอร์เฟซเลยบอกว่าพวกเราควรไปเป็นยาม แต่ผมเป็นยามไม่ได้เพราะขาพิการ ไทเกอร์เฟซไม่รับผมเข้าทำงาน และก็มีคนแบบผมอีกเยอะ เรากลายเป็นคนสิ้นสภาพ ทำได้แค่เดินขอรับจ้างทำงานหรือคอยเลี้ยงเด็กในขณะที่พวกผู้หญิงทำงาน”

    เยลโลว์เฮดที่ฟังอยู่เริ่มรู้สึกหิวตามเรื่องเล่า เขาจึงหยิบเนื้อหมีชิ้นหนึ่งมาปิ้งบนถ่าน

    “แต่ทำไมพวกคุณไม่ลุกขึ้นสู้ล่ะ” อะเฟรดอินเดอะดาร์กถามอย่างสงสัย “ทำไมไม่ฆ่าทรีเลกส์ พิกจอว์ บิ๊กแฟต และพวกที่เหลือให้หมด จะได้มีอาหารกินกันให้พอ”

    “เพราะเราไม่เข้าใจน่ะสิ” ลองเบียร์ดตอบ “เรื่องมันซับซ้อนเกินกว่าจะคิดไหว แถมยังมีพวกยามคอยเอาหอกทิ่มแทง บิ๊กแฟตก็เอาแต่พูดเรื่องพระเจ้า ส่วนเจ้าแมลงก็ร้องเพลงบทใหม่ๆ กล่อมเราตลอด ใครที่เริ่มคิดได้และพูดความจริงออกมา ไทเกอร์เฟซกับพวกยามจะรวบตัวไปมัดไว้กับโขดหินตอนน้ำลด เพื่อให้กระแสน้ำที่ขึ้นมาพัดพาเขาจมน้ำตาย”

    “เรื่องเงินนี่แหละที่แปลกที่สุด มันเหมือนกับเพลงของเจ้าแมลง ดูเผินๆ เหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ และเราก็เข้าใจช้าเกินไป ด็อกทูธเริ่มเก็บรวบรวมเงินทั้งหมดไปกองไว้ในบ้านหญ้าหลังใหญ่ มียามเฝ้าทั้งกลางวันกลางคืน ยิ่งเขากองเงินไว้ในบ้านมากเท่าไหร่ เงินก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น จนคนต้องทำงานนานขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้ได้เงินหนึ่งสาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องการทำสงครามกับพวกกินเนื้ออยู่ตลอดเวลา ด็อกทูธกับไทเกอร์เฟซจึงกักตุนข้าวโพด ปลาแห้ง เนื้อแพะรมควัน และชีสไว้เต็มบ้านหลายหลัง ทั้งที่มีอาหารกองเป็นภูเขา แต่ชาวบ้านกลับไม่มีอะไรจะกิน แต่ใครจะสนล่ะ? พอชาวบ้านเริ่มบ่นดังเข้าหน่อย เจ้าแมลงก็ร้องเพลงบทใหม่ บิ๊กแฟตก็บอกว่าเป็นโองการจากพระเจ้าให้เราไปฆ่าพวกกินเนื้อ แล้วไทเกอร์เฟซก็นำทัพเราข้ามสันเขาไปฆ่าและถูกฆ่า ผมไม่เก่งพอจะเป็นยามนอนอ้วนอาบแดดได้ แต่พอถึงเวลาทำสงคราม ไทเกอร์เฟซยินดีให้ผมตามไปด้วย และพอเรากินอาหารที่กักตุนไว้จนหมด เราก็หยุดสู้แล้วกลับไปทำงานเพื่อสะสมอาหารกองให้สูงขึ้นใหม่”

    “งั้นตอนนั้นพวกคุณก็บ้ากันหมดเลยน่ะสิ” เดียร์รันเนอร์ออกความเห็น

    “ใช่ เราบ้ากันหมดจริงๆ” ลองเบียร์ดเห็นด้วย “ทุกอย่างมันประหลาดไปหมด มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อสปลิตโนส เขาบอกว่าทุกอย่างมันผิดเพี้ยน เขาบอกว่าความจริงแล้วเราจะแข็งแกร่งได้ก็ต่อเมื่อรวมพลังกัน และในตอนที่ก่อตั้งเผ่าครั้งแรก การกำจัดพลังของคนที่ทำร้ายเผ่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เช่น พวกที่ทุบหัวพี่น้องหรือขโมยเมียคนอื่น แต่ตอนนี้เขามองว่าเผ่าไม่ได้แข็งแกร่งขึ้น แต่กลับอ่อนแอลง เพราะมีคนอีกประเภทที่มีพลังทำร้ายเผ่า นั่นคือพวกที่มีพลังเหนือที่ดินอย่างทรีเลกส์ พลังเหนือกับดักปลาอย่างลิตเติลเบลลี่ หรือพลังเหนือเนื้อแพะอย่างพิกจอว์ สปลิตโนสบอกว่าสิ่งที่ต้องทำคือการริบพลังชั่วร้ายเหล่านี้ออกไป บังคับให้ทุกคนต้องทำงาน และใครไม่ทำงานก็ไม่มีสิทธิ์กิน”

    “แล้วเจ้าแมลงก็ร้องเพลงอีกบทเกี่ยวกับคนอย่างสปลิตโนส ว่าเป็นพวกที่อยากจะถอยหลังกลับไปใช้ชีวิตบนต้นไม้”

    “แต่สปลิตโนสไม่ยอม เขาบอกว่าเขาไม่ได้อยากถอยหลัง แต่ต้องการก้าวไปข้างหน้า เขาเชื่อว่าเราจะแข็งแกร่งได้ก็ต่อเมื่อรวมพลังกัน และถ้าพวกกินปลาและพวกกินเนื้อรวมพลังกันได้ การสู้รบจะหมดไป ไม่ต้องมีผู้คอยสอดแนมหรือยามเฝ้า และถ้าทุกคนช่วยกันทำงาน อาหารจะมีมากจนคนเราทำงานไม่เกินวันละสองชั่วโมงก็พอ”

    “คราวนี้เจ้าแมลงก็ร้องเพลงอีกรอบ คราวนี้มันร้องว่าสปลิตโนสเป็นคนขี้เกียจ และร้อง ‘เพลงแห่งผึ้ง’ ซึ่งเป็นเพลงที่ประหลาดมาก ใครที่ฟังจะรู้สึกคลุ้มคลั่งเหมือนดื่มเหล้าไฟแรงๆ เพลงเล่าถึงฝูงผึ้งที่มีตัวต่อจอมโจรเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยและคอยขโมยน้ำผึ้งไปหมด ตัวต่อตัวนั้นขี้เกียจและบอกผึ้งว่าไม่ต้องทำงาน แถมยังบอกให้ผึ้งเป็นมิตรกับพวกหมี โดยอ้างว่าหมีไม่ใช่พวกขโมยน้ำผึ้งแต่เป็นเพื่อนที่ดี เจ้าแมลงใช้คำพูดบิดเบือนจนคนฟังรู้ว่า ฝูงผึ้งคือชาวหุบเขาแห่งทะเล พวกหมีคือพวกกินเนื้อ และตัวต่อขี้เกียจก็คือสปลิตโนส พอเพลงร้องถึงตอนที่ผึ้งหลงเชื่อตัวต่อจนฝูงผึ้งเกือบพินาศ ผู้คนก็เริ่มคำรามด้วยความโกรธ และพอเพลงร้องว่าในที่สุดผึ้งแสนดีก็ลุกขึ้นมาต่อยตัวต่อจนตาย ผู้คนก็หยิบหินจากพื้นขึ้นมาปาใส่สปลิตโนสจนตาย จนไม่เหลืออะไรให้เห็นนอกจากกองหินที่ทับร่างเขาไว้ และที่น่าเศร้าคือ คนจนที่ทำงานหนักแต่ไม่มีอะไรจะกินนั่นแหละ คือคนที่ช่วยปาหินใส่สปลิตโนส”

    “หลังจากสปลิตโนสตาย ก็มีผู้ชายอีกคนเดียวที่กล้าลุกขึ้นพูดสิ่งที่คิด เขาชื่อแฮร์เฟซ เขาถามว่า ‘พลังของผู้แข็งแกร่งอยู่ที่ไหน?’ เขาบอกว่า ‘พวกเราทุกคนนี่แหละคือผู้แข็งแกร่ง เราแข็งแกร่งกว่าด็อกทูธ ไทเกอร์เฟซ ทรีเลกส์ พิกจอว์ และพวกที่วันๆ ไม่ทำอะไรแต่กินจุ ซึ่งทำให้เราอ่อนแอลงด้วยพลังที่เลวร้าย คนที่เป็นทาสไม่มีทางแข็งแกร่ง ถ้าคนที่ค้นพบวิธีใช้ไฟคนแรกใช้พลังในทางที่ผิด เราคงตกเป็นทาสของเขา เหมือนที่เราเป็นทาสของลิตเติลเบลลี่ผู้ค้นพบกับดักปลา หรือเป็นทาสของคนที่ครอบครองที่ดิน แพะ และเหล้าไฟ เมื่อก่อนเราอยู่บนต้นไม้ พี่น้องทั้งหลาย ไม่มีใครปลอดภัยเลย แต่ตอนนี้เราไม่สู้กันเองแล้ว เราได้รวมพลังกัน ดังนั้นเลิกสู้กับพวกกินเนื้อเถอะ มารวมพลังของเรากับพวกเขาเข้าด้วยกัน เมื่อนั้นเราจะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง แล้วพวกกินปลากับพวกกินเนื้อจะออกเดินทางไปด้วยกัน ไปกำจัดเสือ สิงโต หมาป่า และหมาป่าดุร้าย เราจะเลี้ยงแพะตามไหล่เขา ปลูกข้าวโพดและพืชหัวในหุบเขาสูง ในวันนั้นเราจะแข็งแกร่งจนสัตว์ป่าต้องหนีตาย และไม่มีอะไรต้านทานเราได้ เพราะพลังของคนหนึ่งคนจะเป็นพลังของทุกคนในโลก’ ”

    “แฮร์เฟซพูดแบบนั้น แล้วพวกเขาก็ฆ่าเขา โดยอ้างว่าเขาเป็นคนป่าที่อยากกลับไปอยู่บนต้นไม้ มันแปลกมากจริงๆ เมื่อไหร่ที่มีคนอยากก้าวไปข้างหน้า คนที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จะบอกว่าเขากำลังถอยหลังและสมควรถูกฆ่า คนจนช่วยปาหินใส่เขาด้วยความโง่เขลา เราทุกคนโง่กันหมด ยกเว้นพวกที่อ้วนท้วนและไม่ต้องทำงาน คนโง่ถูกเรียกว่าฉลาด ส่วนคนฉลาดถูกปาหินจนตาย คนทำงานไม่มีอะไรจะกิน ส่วนคนไม่ทำงานกลับกินจนล้น”

    “แล้วเผ่าของเราก็ค่อยๆ อ่อนแอลง เด็กๆ ขี้โรคและซูบผอม เพราะเรากินไม่อิ่ม โรคประหลาดจึงระบาดและเราตายกันเหมือนแมลงวัน จนกระทั่งพวกกินเนื้อบุกมา เราตามไทเกอร์เฟซไปฆ่าพวกเขาบ่อยเกินไป และตอนนี้พวกเขามาทวงคืนด้วยเลือด เราอ่อนแอและป่วยเกินกว่าจะรักษาป้อมกำแพงใหญ่ได้ พวกเขาฆ่าเราเกือบหมด เหลือเพียงผู้หญิงบางส่วนที่ถูกจับตัวไป ส่วนเจ้าแมลงกับผมหนีรอดมาได้ ผมไปซ่อนตัวในที่ทุรกันดาร กลายเป็นพรานล่าเนื้อจนไม่ต้องหิวอีกต่อไป ผมขโมยเมียมาจากพวกกินเนื้อและไปใช้ชีวิตในถ้ำบนเขาสูงที่พวกเขาหาไม่เจอ เรามีลูกชายสามคน และลูกชายแต่ละคนก็ไปขโมยเมียมาจากพวกกินเนื้อเช่นกัน ที่เหลือพวกคุณก็รู้แล้ว เพราะพวกคุณก็คือลูกหลานของผมไม่ใช่หรือ?”

    “แล้วเจ้าแมลงล่ะ?” เดียร์รันเนอร์ถาม “มันเป็นยังไงบ้าง?”

    “มันไปอยู่กับพวกกินเนื้อ และเป็นนักร้องในราชสำนัก ตอนนี้มันแก่แล้ว แต่ก็ยังร้องเพลงเดิมๆ และเมื่อไหร่ที่มีคนลุกขึ้นเพื่อก้าวไปข้างหน้า มันก็จะร้องเพลงบอกว่าคนคนนั้นกำลังเดินถอยหลังกลับไปอยู่บนต้นไม้”

    ลองเบียร์ดก้มลงไปที่ซากหมี แล้วใช้เหงือกที่ไม่มีฟันดูดกินก้อนไขมันคำโต

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note