ตอนที่ 8: V (part 2)
by"หนูไม่ได้ตอบผิดเลยสักข้อเดียวตลอดทั้งวัน แถมไม่ได้กระซิบกับใครด้วยค่ะ" เด็กหญิงตัวแสบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "หนูว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ต้องมาถูกทำให้อับอายเพียงเพราะแค่ดื่มน้ำ"
"แต่เธอเป็นคนเริ่มก่อน หรืออย่างน้อยมันก็ดูเป็นแบบนั้น ไม่ว่าเธอจะทำอะไร คนอื่นก็ทำตามหมด ไม่ว่าจะหัวเราะ ตอบผิด แอบเขียนโน้ต ขออนุญาตออกจากห้อง หรือแม้แต่ดื่มน้ำ ซึ่งครูปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้"
"แซม ซิมป์สัน น่ะเป็นพวกชอบเลียนแบบ!" เรเบคก้าโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย "ถ้าต้องยืนสำนึกผิดในมุมห้องคนเดียวหนูพอทนได้ค่ะ ไม่ได้รังเกียจอะไรมาก แต่หนูทนไม่ได้จริงๆ ที่ต้องไปยืนคู่กับเขา"
"ครูเห็นว่าเธอทนไม่ได้ ก็เลยบอกให้เธอกลับไปนั่งที่ แล้วปล่อยให้เขาโดนทำโทษอยู่คนเดียวไงล่ะ จำไว้นะว่าเธอเป็นคนใหม่ที่นี่ ทุกคนเลยจับตามองสิ่งที่เธอทำเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นต้องระวังตัวให้มาก เอาละ มาทบทวนการผันกริยากันต่อ ขอคำกริยา 'to be' ในรูป potential mood, past perfect tense หน่อย"
"I might have been / We might have been
Thou mightst have been / You might have been
He might have been / They might have been"
"ช่วยยกตัวอย่างให้ครูฟังหน่อยจ้ะ"
"I might have been glad
Thou mightst have been glad
He, she, or it might have been glad"
"คำว่า 'He' หรือ 'She' จะรู้สึกดีใจได้เพราะเป็นเพศชายและหญิง แต่ 'It' จะรู้สึกดีใจได้ด้วยเหรอ" มิสเดียร์บอร์นถามด้วยนิสัยชอบจับผิดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ" เรเบคก้าถามกลับ
"ก็เพราะ 'It' เป็นเพศกลาง"
"งั้นเราพูดว่า 'ลูกแมวน้อยคงจะดีใจถ้ามันรู้ว่าตัวเองจะไม่ถูกจับถ่วงน้ำ' ไม่ได้เหรอคะ"
"ก็… ได้" มิสเดียร์บอร์นตอบอย่างลังเล เธอเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองเมื่อต้องรับมือกับคำถามรัวๆ ของเรเบคก้า "แต่ถึงแม้เราจะเรียกเด็กทารก ลูกไก่ หรือลูกแมวว่า 'it' แต่จริงๆ แล้วพวกเขามีเพศชายหรือหญิง ไม่ใช่เพศกลางหรอกนะ"
เรเบคก้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า "แล้วดอกฮอลลีฮ็อกเป็นเพศกลางไหมคะ"
"ใช่จ้ะ แน่นอนอยู่แล้ว เรเบคก้า"
"ถ้าอย่างนั้น เราพูดแบบนี้ได้ไหมคะ 'ดอกฮอลลีฮ็อกคงจะดีใจที่เห็นฝนตก แต่เพราะมีดอกตูมเล็กๆ ที่อ่อนแอเติบโตอยู่บนก้านเดียวกัน และมันกลัวว่าพายุจะทำให้ดอกตูมนั้นบาดเจ็บ ดอกฮอลลีฮ็อกดอกใหญ่เลยรู้สึกกังวลแทนที่จะดีใจ' "
มิสเดียร์บอร์นทำหน้าฉงนก่อนจะตอบว่า "แน่นอนว่าในความเป็นจริง ดอกฮอลลีฮ็อกเสียใจ ดีใจ หรือกลัวไม่ได้หรอกจ้ะ"
"หนูว่าเราไม่มีทางรู้หรอกค่ะ" เด็กน้อยตอบ "แต่ หนู เชื่อว่าพวกมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เอาละ ให้หนูพูดอะไรต่อดีคะ"
"ขอ subjunctive mood, past perfect tense ของคำกริยา 'to know' จ้ะ"
"If I had known / If we had known
If thou hadst known / If you had known
If he had known / If they had known"
"โอ้ นี่เป็นกาลที่เศร้าที่สุดเลยค่ะ" เรเบคก้าถอนหายใจ เสียงสั่นเครือนิดๆ "มีแต่คำว่า 'ถ้า…ถ้า…ถ้า…' เต็มไปหมด มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเพียงแต่พวกเขารู้เรื่องนั้น สิ่งต่างๆ ก็คงจะดีกว่านี้"
มิสเดียร์บอร์นไม่เคยคิดในมุมนี้มาก่อน แต่พอมาลองคิดดู เธอก็เริ่มเชื่อว่า subjunctive mood เป็นกาลที่ "เศร้า" และคำว่า "ถ้า" ก็เป็นส่วนของคำพูดที่น่าสลดใจจริงๆ
"ยกตัวอย่าง subjunctive ให้ครูฟังอีกสักหน่อยนะเรเบคก้า แล้วบ่ายนี้เราจะพอแค่นี้" ครูบอก
"ถ้าหนูไม่ชอบกินปลาแมคเคอเรล หนูคงไม่หิวน้ำจนทนไม่ไหวแบบนี้" เรเบคก้าพูดพร้อมรอยยิ้มสดใสขณะปิดหนังสือไวยากรณ์ "ถ้าท่านรักหนูจริง ท่านคงไม่สั่งให้หนูไปยืนสำนึกผิดที่มุมห้อง และถ้าแซมไม่รักความชั่วร้าย เขาก็คงไม่เดินตามหนูไปที่ถังน้ำ"
"และถ้าเรเบคก้ารักกฎระเบียบของโรงเรียน เธอคงควบคุมความหิวน้ำของตัวเองได้" มิสเดียร์บอร์นทิ้งท้ายพร้อมกับจุมพิตเบาๆ ก่อนที่เพื่อนทั้งสองจะแยกย้ายกันไป

0 Comments