ตอนที่ 19: CHAPTER XIV (part 2)
byไทม์เงยหน้าขึ้นมองตามคำบอก บนถนนสายหลักนี้บรรยากาศต่างจากในซอยเล็กๆ ผู้คนที่นี่มองเธอด้วยสายตาเฉยเมย บึ้งตึง หรือบางคนก็ไม่แม้แต่จะชายตาแล บางบ้านมีต้นไม้เหี่ยวเฉาตั้งอยู่บนขอบหน้าต่าง และมีเสียงนกคานารีร้องเพลงดังมาจากหน้าต่างบานหนึ่ง พอเดินเลี้ยวโค้งไป พวกเขาก็เข้าสู่ย่านที่หม่นหมองยิ่งกว่าเดิม ราวกับกระแสน้ำของผู้คนที่ดำมืดลงเรื่อยๆ รอบกายมีทั้งอาคารท้ายบ้าน บ้านที่หน้าต่างแตกละเอียด บางหลังก็ใช้ไม้กระดานตอกปิดหน้าต่างไว้ มีทั้งร้านขายปลาทอด ผับราคาถูก และบ้านที่ไม่มีแม้แต่ประตู
ที่นี่มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง พวกเขาเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยเศษผ้าและขวดเปล่า หรือบางคันก็แทบไม่มีอะไรเลย บางกลุ่มยืนจับกลุ่มคุยกันหรือทะเลาะเบาะแว้งกันหน้าผับ บางคนเดินทอดน่องอย่างช้าๆ ตามร่องน้ำหรือบนทางเท้า ราวกับกำลังพยายามนึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าตาเคร่งเครียดดุดันเข็นรถผ่านไปอย่างรีบร้อนและดุดัน และเป็นระยะๆ จะมีชายสวมผ้ากันเปื้อนสกปรกเดินออกมาจากร้านปลาทอดหรือร้านขายอุปกรณ์ช่าง เพื่อยืนรับแดดและมองดูภาพเหตุการณ์รอบตัวด้วยท่าทีที่ดูเหมือนจะไม่รู้สึกหดหู่กับสิ่งที่เห็นเลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางกระแสผู้คนที่ไหลเอื่อยและเบียดเสียด มีผู้หญิงหิ้วอาหารที่ห่อด้วยหนังสือพิมพ์ หรือมีห่อของอยู่ใต้ผ้าคลุมไหล่ ใบหน้าของพวกเธอส่วนใหญ่จะแดงก่ำหยาบกร้านหรือไม่ก็ขาวซีดจนออกน้ำเงิน แววตาของพวกเธอสะท้อนถึงคนที่ยอมรับในชะตากรรมที่พระเจ้ากำหนดให้เป็น ไม่มีความประหลาดใจ ความขัดขืน ความท้อแท้ หรือความละอายปรากฏบนใบหน้าเหล่านั้น แต่กลับถูกแทนที่ด้วยการยอมจำนนอย่างทื่อๆ หรือการปล่อยมุกตลกหยาบๆ ไปตามสัญชาตญาณ การใช้ชีวิตวนเวียนแบบนี้ในทุกเช้าของทุกวันคือหน้าที่ที่พวกเขาต้องยอมรับ เมื่อไม่มีความหวังว่าชีวิตจะเปลี่ยนไป และจินตนาการไม่ออกว่าชีวิตแบบอื่นเป็นอย่างไร พวกเขาจึงไม่ยอมเสียแรงไปกับการมีความหวังหรือการวาดฝันใดๆ อีก นอกจากนี้ยังมีคนแก่ทั้งชายและหญิงเดินคลานผ่านไปอย่างช้าๆ เหมือนผึ้งในฤดูหนาวที่ดันลืมตายในวันที่ตรากตรำทำงานกลางแสงแดด และเมื่อแก่เกินกว่าจะมีประโยชน์ ก็ถูกขับออกจากรังให้มาค่อยๆ มอดไหม้ไปในยามโพล้เพล้ที่หนาวเหน็บของชีวิต
กลางถนนสายนั้น ไทม์เห็นรถลากเบียร์คันหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ภายใต้แสงแดด มีม้าสามตัวลากรถ หางของมันถูกถักเป็นเปียและมีริบบิ้นผูกที่แผงคอ เครื่องทองเหลืองบนสายรังม้าทอประกายแวววาว คนขับรถลากนั่งตัวตรงอยู่ด้านบนราวกับเทพเจ้า ดวงตาเรียวเล็กเหนือแก้มสีแดงระเรื่อจ้องนิ่งไปที่หัวม้า ด้านหลังของเขาคือรถลากที่บรรทุกถังเบียร์ใบยักษ์ซึ่งส่งเสียงครืดคราดอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ช่วยคนขับนอนหลับปุ๋ยอยู่บนนั้น รถลากคันนี้เคลื่อนผ่านไปราวกับภาพลักษณ์อันง่วงงุนของอำนาจที่ยิ่งใหญ่และไม่ลดละ มันดูทะนงตนว่าความใหญ่โตมโหฬารของมันนั้นบรรจุเอาความสุขและความโชคดีทั้งหมดที่เหล่า "เงา" บนทางเท้าเหล่านี้เคยรู้จักเอาไว้จนหมดสิ้น
คนหนุ่มสาวทั้งสองเดินออกมาจนถึงถนนใหญ่ที่ตัดผ่านตะวันออกและตะวันตก
“ข้ามตรงนี้แหละ” มาร์ตินบอก “แล้วเลี้ยวลงไปทางเคนซิงตัน จากนี้ไปจนกว่าจะถึงถนนฮาวนด์ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว แถวนี้มีแต่พวกตระกูลเพอร์ซีย์เต็มไปหมด”
ไทม์สะบัดตัวเล็กน้อย
“โอ มาร์ติน ไปทางที่มีอากาศหายใจหน่อยเถอะค่ะ ฉันรู้สึกสกปรกไปหมดแล้ว” เธอพูดพลางยกมือขึ้นแตะหน้าอก
“มีทางหนึ่งอยู่ตรงนี้” มาร์ตินตอบ
พวกเขาเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนที่มีต้นไม้ร่มรื่น เมื่อเริ่มหายใจได้ทั่วท้องและมองไปรอบๆ ได้ ไทม์ก็กลับมายืดตัวตรงและเริ่มแกว่งแขนเดินอย่างร่าเริงอีกครั้ง
“มาร์ตินคะ ต้องมีใครสักคนทำอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้!”
คุณหมอหนุ่มไม่ตอบ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ดูถูก และช่างสังเกตเช่นเดิม เขาบีบแขนเธอเบาๆ พร้อมรอยยิ้มที่แฝงความเหยียดหยามเล็กน้อย

0 Comments