บทที่ 14

    เดินเที่ยวเมือง

    ท่ามกลางชีวิตที่วุ่นวาย ไทม์ ดัลลิสัน มักจะหาเวลาว่างจดบันทึกความทรงจำและความคิดลงในสมุดโน้ตเล่มเก่าสมัยเรียน เธอไม่ได้ทำไปเพื่อจุดประสงค์อะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้ต้องการใช้มันเป็นที่ระบายความรู้สึกส่วนตัวให้ฟินไปวันๆ เพราะเธอจะมองว่าเรื่องแบบนั้นมันเชยและไร้สาระ แต่เธอทำเพราะพลังล้นเหลือตามวัย และความต้องการที่จะ "แสดงตัวตน" ซึ่งเป็นกระแสที่ฮิตกันมากในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อนนักเรียน เพื่อนชาย หรือแม้แต่ในห้องรับแขกของแม่และสตูดิโอของป้า สำหรับไทม์แล้ว การได้ถ่ายทอดตัวตนออกมาเป็นหน้าที่สำคัญพอๆ กับที่สาวๆ ยุควิกตอเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องความรักและการแต่งงาน และสิ่งที่มาคู่กันคือหน้าที่ในการใช้ชีวิตวัยรุ่นให้สนุกสนานและเต็มที่ เธอไม่เคยกลับมาอ่านสิ่งที่เขียนไว้ และไม่เคยคิดจะล็อกสมุดเล่มนี้ให้มิดชิด เพราะเชื่อว่าเสรีภาพ การเติบโต และความสุขส่วนตัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง เธอจึงเก็บมันไว้ในลิ้นชักรวมกับผ้าเช็ดหน้า โบ และเสื้อบลูส์ พร้อมกับเศษดินสอที่เขียนไม่ลบ

    บันทึกเล่มนี้เขียนแบบซื่อๆ และสะเปะสะปะ เป็นการบันทึกความประทับใจต่างๆ ที่แวบเข้ามาในหัวโดยไม่มีระเบียบแบบแผน

    เช้าตรู่วันที่ 4 พฤษภาคม ไทม์นั่งสวมชุดนอนอยู่ที่ปลายเตียงสีขาว ผมสีเกาลัดฟูฟ่องรอบคอ ดวงตาสดใส และแก้มยังระเรื่อด้วยความง่วง เธอขีดเขียนอย่างเมามันพลางถูเท้าเปล่าเข้าหากันด้วยความตื่นเต้นที่ได้ปลดปล่อยความคิด บางครั้งเธอก็หยุดชะงักกลางประโยคเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือบิดขี้เกียจอย่างสบายอารมณ์ ราวกับว่าชีวิตนี้มีความสุขล้นจนเธอไม่จำเป็นต้องรีบทำอะไรให้เสร็จ

    “เมื่อวานฉันเข้าไปในห้องคุณปู่ และอยู่ฟังตอนที่คุณปู่กำลังบอกให้แม่แบบสาวน้อยคนนั้นจดบันทึก ฉันว่าคุณปู่นี่วิเศษจริงๆ มาร์ตินบอกว่าพวกคลั่งไคล้อะไรบางอย่างน่ะไร้ประโยชน์ยิ่งกว่าอะไรดี เขาบอกว่าคนเราไม่มีเวลามามัวเพ้อฝันหรือเล่นกับไอเดียลมๆ แล้งๆ หรอก มาร์ตินเรียกแนวคิดของคุณปู่ว่า ‘ยุคหิน’ ฉันเกลียดเวลาที่มีคนหัวเราะเยาะคุณปู่ มาร์ตินน่ะมั่นใจในตัวเองเกินไป ฉันไม่คิดว่าเขาจะหาผู้ชายอายุแปดสิบคนไหนที่ยังลงไปว่ายน้ำในทะเลสาบเซอร์เพนไทน์ได้ตลอดทั้งปี ทำความสะอาดห้องเอง ทำอาหารเอง และใช้เงินบำนาญแค่ปีละเก้าสิบปอนด์จากทั้งหมดสามร้อยปอนด์ ส่วนที่เหลือยกให้คนอื่นหมด มาร์ตินบอกว่ามันไม่สมเหตุสมผล และไอ้ ‘หนังสือภราดรภาพสากล (Book of Universal Brotherhood)’ นั่นก็เป็นเรื่องไร้สาระ แต่ฉันไม่สนหรอกว่ามันจะไร้สาระไหม เพราะการที่คุณปู่ได้เขียนมันทั้งวันแบบนั้นมันดูดีจะตาย มาร์ตินเองก็ยอมรับเรื่องนี้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่แย่ที่สุดในตัวเขา เขาเป็นคนเย็นชาจนคุณไม่มีทางเอาชนะได้ และดูเหมือนจะคอยวิจารณ์คุณอยู่ตลอดเวลาจนฉันแทบบ้า… ส่วนแม่แบบคนนั้นน่ะห่วยแตกสิ้นดี ฉันน่าจะจดทุกอย่างเสร็จในเวลาครึ่งเดียวของเธอ เธอเอาแต่หยุดแล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยปากที่อ้าค้างไว้ ราวกับว่ามีเวลาทั้งวันให้ใช้ทิ้งใช้ขว้าง คุณปู่จดจ่อกับงานมากจนไม่สังเกตเห็น ท่านชอบอ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อฟังเสียงของคำพูด ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นคงทำงานอะไรไม่รอด นอกจากงาน ‘นั่งนิ่งๆ’ เป็นแบบ ซึ่งป้า บี. เคยบอกว่าเธอนั่งนิ่งได้ดี ใบหน้าของเธอมีบางอย่างที่แปลกๆ มันทำให้ฉันนึกถึงภาพพระแม่มารีของบอตติเชลลีในหอศิลป์แห่งชาติ ภาพที่หันหน้าตรง ไม่ใช่เรื่องของรูปหน้าแต่เป็นเรื่องของแววตาที่ดูเกือบจะโง่งม แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนว่ากำลังจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ มือและแขนของเธอสวย และเท้าก็เล็กกว่าของฉัน เธอแก่กว่าฉันสองปี ฉันถามเธอว่าทำไมถึงมาทำงานเป็นแบบ ซึ่งเป็นงานที่ลำบากจะตาย เธอตอบว่าแค่ได้งานอะไรทำก็ดีใจแล้ว! ฉันเลยถามว่าทำไมไม่ไปทำงานร้านค้าหรือเป็นสาวใช้ เธอไม่ตอบทันที แต่แล้วก็บอกว่าไม่มีใบรับรองการทำงาน และไม่รู้จะไปสมัครที่ไหน จากนั้นจู่ๆ เธอก็ทำหน้าบึ้งตึงแล้วบอกว่าเธอไม่อยากทำ…”

    ไทม์หยุดเขียนเพื่อวาดรูปสเก็ตช์ใบหน้าด้านข้างของแม่แบบสาว…

    “เธอสวมชุดกระโปรงที่สวยมาก เรียบง่ายแต่ตัดเย็บดี น่าจะราคาตั้งสามสี่ปอนด์ เธอคงไม่ได้ขัดสนขนาดนั้น หรือไม่ก็คงมีใครให้มา…”

    ไทม์หยุดอีกครั้ง

    “ฉันว่าเธอใส่ชุดนี้แล้วดูสวยกว่าตอนใส่กระโปรงสีน้ำตาลตัวเก่าเยอะเลย… เมื่อคืนลุงฮิลลารีมาทานมื้อค่ำ เราคุยกันเรื่องปัญหาสังคม เวลาลุงมาเรามักจะถกเรื่องพวกนี้กันเสมอ ฉันอดไม่ได้ที่จะชอบลุงฮิลลารี ลุงมีดวงตาที่ใจดีและอ่อนโยนจนคุณไม่มีทางโมโหใส่ได้เลย แต่มาร์ตินเรียกเขาว่าคนอ่อนแอและไม่ได้เรื่อง เพราะลุงไม่ทันโลก ฉันว่ามันน่าจะเป็นเพราะลุงทนไม่ได้ที่จะบังคับใครให้ทำอะไรมากกว่า ลุงดูจะมองเห็นเหตุผลของทั้งสองฝ่ายในทุกเรื่อง และแน่นอนว่าลุงตัดสินใจไม่เก่ง ลุงดูคล้ายกับแฮมเล็ตในแบบที่น่าจะเป็น เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีใครรู้จริงๆ แล้วว่าแฮมเล็ตตัวจริงเป็นยังไง ฉันเล่าให้ลุงฟังว่าฉันคิดยังไงกับชนชั้นล่าง ลุงเป็นคนที่คุยด้วยได้ ฉันเกลียดวิธีที่พ่อชอบเล่นมุกตลกฝืดๆ ราวกับว่าไม่มีเรื่องไหนในโลกที่ซีเรียส ฉันบอกว่าการแค่ลองทำอะไรผิวเผินมันไม่มีประโยชน์ เราควรขุดให้ถึงรากของทุกปัญหา ฉันบอกว่าเรื่องเงินและชนชั้นคือปีศาจสองตนที่เราต้องกำจัดทิ้ง มาร์ตินบอกว่าถ้าพูดถึงการจัดการปัญหาสังคมและคนจนจริงๆ คนที่เรารู้จักทุกคนก็แค่พวกมือสมัครเล่น เขาบอกว่าเราต้องสลัดความเชื่อทางอารมณ์แบบเก่าๆ ทิ้งไป แล้วลองเอาทุกอย่างมาทดสอบด้วยเกณฑ์ของ ‘สุขอนามัย’ พ่อเลยเรียกมาร์ตินว่า ‘พวกบ้าความสะอาด’ ส่วนลุงฮิลลารีบอกว่า ถ้าคุณใช้กฎหมายบังคับให้คนต้องสะอาด พรุ่งนี้พวกเขาก็จะกลับมาสกปรกเหมือนเดิมอยู่ดี…”

    ไทม์หยุดอีกครั้ง นกเดินดงในสวนของจัตุรัสกำลังส่งเสียงร้องรัวต่ำๆ อย่างรื่นเริง เธอรีบวิ่งไปที่หน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไป นกตัวนั้นเกาะอยู่บนต้นเพลน ยกคอขึ้นและส่งเสียงร้องอันไพเราะผ่านจะงอยปากสีเหลือง ราวกับว่ามันกำลังสรรเสริญทุกสิ่ง ทั้งท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ต้นไม้ หญ้าที่เปียกน้ำค้าง และสรรเสริญตัวมันเอง

    ‘นายน่ารักจัง!’ ไทม์คิด เธอทิ้งสมุดโน้ตลงในลิ้นชักด้วยความตื่นเต้น สลัดชุดนอนทิ้ง แล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ

    เช้าวันนั้นตอนสิบโมง เธอแอบย่องออกจากบ้านเงียบๆ วันเสาร์เธอไม่มีเรียน แต่ต้องคอยหลบเลี่ยงแม่ที่อยากให้เธออยู่เป็นเพื่อน และพ่อที่อยากให้เธอไปเล่นกอล์ฟที่ริชมอนด์ด้วยกัน

    เพราะปกติวันเสาร์ สตีเฟนจะออกจากเขตศาลก่อนบ่ายสามโมง ถ้าเขาสามารถชวนภรรยาหรือลูกสาวไปได้ เขาจะชอบไปออกรอบสักหนึ่งหรือสองรอบเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันอาทิตย์ ซึ่งเขาจะเริ่มเล่นตั้งแต่สิบโมงครึ่งและเล่นทั้งวัน หากเซซิเลียและไทม์ไม่ว่าง เขาก็จะไปคลับและติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านการอ่านบทวิจารณ์ต่างๆ

    ไทม์เดินเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ขมวดคิ้วราวกับกำลังจมอยู่ในความคิดที่เคร่งเครียด หากมีใครส่งสายตาชื่นชมมา เธอก็ทำเป็นไม่สนใจ เมื่อเดินผ่านบ้านลุงฮิลลารีไม่ไกลนัก เธอก็เลี้ยวเข้าสู่ทางเดินกว้าง (Broad Walk) และเดินข้ามไปยังอีกฝั่ง

    มาร์ติน สโตน ลูกพี่ลูกน้องของเธอ นั่งเหยียดขาวยาวๆ อยู่บนราวเหล็กพลางสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมา เขาโดดลงมาเมื่อเธอเดินมาถึง

    “สายอีกแล้วนะ” เขาพูด “เร็วเข้า!”

    “เราจะไปไหนกันก่อนดี?” ไทม์ถาม

    “วันนี้ไปได้แค่ย่านน็อตติ้งฮิลล์ ถ้าเราจะกลับไปหาคุณนายฮิวส์อีกครั้ง เพราะบ่ายนี้ฉันต้องไปที่โรงพยาบาล”

    ไทม์ขมวดคิ้ว “ฉันอิจฉาที่นายได้อยู่คนเดียวจังมาร์ติน การต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่มันน่าเบื่อจะตาย”

    มาร์ตินไม่ตอบ แต่ปีกจมูกของเขากระตุกเล็กน้อย ซึ่งไทม์ก็ยอมรับในท่าทีนั้นโดยไม่พูดอะไร พวกเขาเดินท่ามกลางตึกสูงอยู่ครู่หนึ่ง มองไปรอบๆ อย่างสงบ แล้วมาร์ตินก็พูดขึ้นว่า “แถวนี้มีแต่พวกเพอร์ซีย์ (Purceys)”

    ไทม์พยักหน้า ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่ไม่มีความอึดอัด ไม่มีความรู้สึกว่ามันคือความเงียบ และดวงตาของวัยรุ่นทั้งสอง—ดวงตาที่กระหายใคร่รู้และไม่อดทน—คอยสังเกตสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลา

    “เส้นแบ่งเขตแล้ว อีกเดี๋ยวจะเข้าเขตเสื่อมโทรม”

    “สีดำเลยไหม?” ไทม์ถาม

    “น้ำเงินเข้ม… แล้วลึกเข้าไปจะเป็นสีดำ”

    พวกเขาเดินไปตามถนนสีเทาที่โค้งยาว บ้านเรือนแคบๆ ที่สีลอกร่อนจนหมดสภาพ บ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้น ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอาเศษฟางและเศษกระดาษปลิวว่อนในรางน้ำ ภายใต้แสงแดดจ้า ดูเหมือนจะมีการต่อสู้ที่โหดร้ายและสิ้นหวังดำเนินอยู่ ไทม์พูดขึ้นว่า

    “ถนนเส้นนี้ทำให้ฉันรู้สึกหดหู่จัง”

    มาร์ตินพยักหน้า “นี่แค่ระดับเบาๆ นะ ระยะทางอีกครึ่งไมล์จะเป็นแบบนี้แหละ ตรงนี้คือการต่อสู้ดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ลึกเข้าไปกว่านี้ พวกเขาเลิกสู้แล้ว”

    พวกเขายังคงเดินต่อไปตามถนนที่โค้งวน ผ่านร้านค้าเล็กๆ ที่ดูซบเซาและความหดหู่ที่ทอดยาวไม่สิ้นสุด

    ที่หัวมุมถนนซอยเล็กๆ มาร์ตินบอกว่า “เราลงซอยนี้กัน”

    ไทม์หยุดกึกพลางย่นจมูก มาร์ตินมองเธอ

    “อย่าปอดแหกน่า!”

    “ฉันไม่ได้ปอดแหก มาร์ติน แค่ฉันทนกลิ่นไม่ไหว”

    “เธอต้องทำตัวให้ชิน”

    “รู้แล้วน่า แต่… แต่ฉันลืมเอาพกน้ำมันยูคาลิปตัสมา”

    ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ยังไม่ได้คลี่ออกส่งให้

    “อ่ะ เอาของฉันไปใช้”

    “กลิ่นมันแรงจนฉัน… เกรงใจจังที่ต้องใช้ของนาย” แต่เธอก็รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมา

    “ไม่เป็นไรหรอก เร็วเข้า!”

    บ้านเรือนในซอยแคบๆ แห่งนี้ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผู้หญิง ทั้งข้างในและข้างนอก หลายคนอุ้มลูกน้อย บางคนกำลังทำงาน บางคนมองออกมาจากหน้าต่าง หรือไม่ก็ยืนซุบซิบกันที่หน้าประตูบ้าน ทุกคนหยุดจ้องมองคู่หนุ่มสาวที่เดินผ่าน ไทม์แอบมองเพื่อนร่วมทางของเธอ มาร์ตินยังคงก้าวยาวๆ ด้วยท่าทางเดิม ใบหน้าเรียบเฉย ช่างสังเกต และแฝงความประชดประชัน ไทม์กำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น พยายามเลียนแบบท่าทางเมินเฉยของเขา แล้วมองไปยังกลุ่มผู้หญิงห้าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านที่ใกล้ที่สุด

    สามคนนั่งอยู่ และสองคนยืน หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวหน้ากลมมนที่เห็นได้ชัดว่าใกล้จะคลอดลูก ส่วนอีกคนหน้าสั้น ผิวคล้ำ ผมสีเทาเหล็กยุ่งเหยิงกำลังสูบกล้องยาสูบดินเผา ในบรรดาสามคนที่นั่งอยู่ คนหนึ่งยังสาวมากแต่ใบหน้าซีดเผือดเหมือนผ้าขี้ริ้วและมีรอยช้ำที่ตา อีกคนสวมชุดขาดรุ่งริ่งและกำลังให้นมลูก ส่วนคนที่สามซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางบนขั้นบันไดสูงสุด แขนสองข้างเท้าสะเอว ผิวหนังที่หน้ากร้านจากการดื่มจัด กำลังตะโกนด่าทอเพื่อนบ้านที่หน้าต่างฝั่งตรงข้ามด้วยถ้อยคำหยาบคายแต่เป็นกันเอง ในใจของไทม์เกิดความรู้สึกรุนแรงว่า ‘น่ารังเกียจที่สุด! น่ารังเกียจจริงๆ!’ แต่เพราะเธอไม่กล้าแสดงออก จึงได้แต่กัดริมฝีปากและเบือนหน้าหนี รู้สึกขยะแขยงที่เพศเดียวกันทำให้เธอต้องมาเห็นสภาพแบบนี้ ผู้หญิงเหล่านั้นจ้องมองเธอ และในแววตาของพวกเธอ—ตามแต่พื้นเพของแต่ละคน—เริ่มจากความสนใจที่ว่างเปล่าและแข็งกร้าวแบบเดียวกับที่ไทม์มองพวกเธอในตอนแรก จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความเกลียดชังและการวิจารณ์อย่างลับๆ ราวกับว่าพวกเธอก็รู้สึกเช่นกันว่า ความเรียบร้อยที่ยังไม่ถูกแตะต้อง แก้มที่ระเรื่อ และเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านของเด็กสาวคนนี้ กำลังตอกย้ำความต่ำต้อยของพวกเธอเอง พวกเธอแสดงออกผ่านการเหยียดริมฝีปากและท่าทางว่า ชีวิตที่ยากลำบากของพวกเธอนั้นคือความจริงและมีคุณค่า ส่วนการปรากฏตัวของเด็กสาวผู้บุกรุกคนนี้คือความจอมปลอมและน่ารังเกียจ

    “เอาตุ๊กตาให้บิลสิ ให้มันหัดทำงานบ้าง ไอ้—” เสียงหัวเราะดังขึ้นจนกลบคำด่าท้ายประโยค

    มาร์ตินยกยิ้มที่มุมปาก

    “ตรงนี้สีม่วงพอดี” เขาพูด

    แก้มของไทม์เปลี่ยนเป็นสีแดงจัด

    ที่ปลายซอยเล็กๆ เขาหยุดอยู่ที่หน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง

    “มานี่สิ” เขาบอก “เธอจะได้เห็นว่าที่นี่เขาซื้อของกินกันยังไง”

    ที่หน้าประตูร้านมีสุนัขพันธุ์สแปเนียลสีน้ำตาลผอมๆ ตัวหนึ่ง ผู้หญิงตัวเล็กผิวขาวหน้าผากกว้างจนผมบางและม้วนผมด้วยกระดาษ และเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่มีโรคผิวหนังบางอย่าง

    มาร์ตินพยักหน้าอย่างเย็นชาและส่งสัญญาณให้พวกเขาหลีกทาง ร้านนี้มีขนาดเพียงสิบฟุตสี่เหลี่ยม เคาน์เตอร์ที่วางขนานกับผนังสองด้านเต็มไปด้วยถาดเค้ก ไส้กรอก กระดูกแฮมเก่าๆ ลูกอมรสเปปเปอร์มินต์ และสบู่ซักล้าง นอกจากนี้ยังมีขนมปัง มาการีน ไขมันวัวในชาม น้ำตาล ปลาบลูเทอร์ (bloaters) จำนวนมาก ขนมปังกรอบแบบกัปตัน และของอื่นๆ อีกมากมาย มีกระต่ายตายสองสามตัวแขวนอยู่ที่ผนัง ทุกอย่างถูกวางเปิดโล่งจนแมลงวันรุมตอมอย่างเท่าเทียมกัน หลังเคาน์เตอร์มีเด็กสาวอายุสิบเจ็ดกำลังขายชีสให้ผู้หญิงหน้าตอบคนหนึ่ง โดยใช้มือที่แข็งแรงและสกปรกกดก้อนชีสไว้ขณะใช้มีดหั่น บนเคาน์เตอร์ข้างๆ ก้อนชีสมีแมวหน้าตาเรียบเฉยตัวหนึ่งนั่งอยู่

    ทุกคนหันมามองหนุ่มสาวสองคนที่ยืนรออยู่

    “ทำธุระให้เสร็จก่อน” มาร์ตินบอก “แล้วเอาลูกกวาดบูลส์อาย (bull's-eyes) ให้ฉันสามเพนนี”

    เด็กสาวพยายามหั่นชีสให้เสร็จอย่างทุลักทุเล ผู้หญิงหน้าตอบรับชีสไปแล้วเดินไอคอกแคกจากไป เด็กสาวที่เอาแต่จ้องไทม์ไม่วางตา จึงหยิบลูกกวาดบูลส์อายสามเพนนีให้พวกเขา โดยใช้นิ้วดึงออกมาเพราะมันติดกัน เธอห่อลูกกวาดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วส่งให้มาร์ติน ชายหนุ่มที่ยืนสังเกตการณ์อย่างไม่ใส่ใจแตะศอกไทม์ ไทม์ที่ยืนก้มหน้าอยู่จึงหันกลับมา พวกเขาเดินออกจากร้าน โดยมาร์ตินยื่นลูกกวาดบูลส์อายให้เด็กหญิงที่มีโรคผิวหนังคนนั้น

    ถนนเส้นนี้สิ้นสุดลงที่ถนนสายกว้างซึ่งขนาบข้างด้วยบ้านหลังเล็กๆ ชั้นเดียว

    “สีดำแล้ว” มาร์ตินพูด “ตลอดถนนเส้นนี้เลย—แรงงานรายวัน อาชญากร คนว่างงาน คนขี้เมา คนเป็นวัณโรค ดูหน้าพวกเขาสิ!”

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note