ตอนที่ 14: CHAPTER X
byบทที่ 10
เครื่องแต่งกายชุดใหม่
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง และเห็นได้ชัดว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ที่น่าสบายใจสำหรับใครเลย เด็กสาวหน้าแดงระเรื่อและรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง ส่วนฮิลารีถอดหมวกออกพลางขมวดคิ้ว แล้วนั่งลงบนหมวกใบนั้นแทน
“ไม่ต้องลุกหรอก” เขาบอก “ผมอยากคุยกับคุณ”
นางแบบตัวน้อยยอมนั่งลงตามคำบอก ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เธอสวมกระโปรงสีน้ำตาลตัวเก่า เสื้อไหมพรม และหมวกทรงกลมสีน้ำเงินอมเขียวที่ดูเก่าคร่ำคร่า ใต้ดวงตาของเธอมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็น
ในที่สุดฮิลารีก็เอ่ยขึ้น “เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไง”
เด็กสาวก้มมองเท้าตัวเอง “ก็ดีค่ะ ขอบคุณค่ะคุณดัลลิสัน”
“เมื่อวานผมไปหาคุณด้วยนะ”
เธอชำเลืองมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกว่าหมายถึงอะไรกันแน่ เป็นความนิ่งเฉยที่แฝงไปด้วยความขัดเขินอย่างสมบูรณ์แบบ
“ฉันไม่อยู่ค่ะ ไปเป็นแบบให้คุณนายบอยล์”
“แสดงว่ามีงานทำแล้วใช่ไหม”
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้คุณก็ได้แค่สองชิลลิงต่อวันจากคุณสโตนงั้นหรือ”
เธอพยักหน้า
“หึ!”
เสียงฮึดฮัดที่ดูจริงจังอย่างไม่คาดคิดนั้นกลับทำให้เด็กสาวดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา
“ค่าเช่าห้องสามชิลลิงหกเพนซ์ ค่าอาหารเช้าเกือบสามเพนซ์—มีแค่ขนมปังทาเนย—รวมเป็นห้าชิลลิงสองเพนซ์ แล้วก็ค่าซักรีดอย่างน้อยสิบเพนซ์ รวมเป็นหกชิลลิง ส่วนของจุกจิกเมื่ออาทิตย์ก่อนอีกหนึ่งชิลลิง—ขนาดว่าฉันไม่ได้นั่งรถเมล์เลยนะ—รวมเป็นเจ็ดชิลลิง เหลือเงินไว้กินมื้อเย็นแค่ห้าชิลลิงเองค่ะ แต่คุณสโตนให้ชามันฟรีตลอด สิ่งที่ฉันกังวลคือเรื่องเสื้อผ้ามากกว่า” เธอหดเท้าเข้าไปใต้ที่นั่งลึกขึ้น ฮิลารีจึงเลี่ยงที่จะก้มมอง “หมวกฉันมันแย่มาก และฉันก็อยากได้—” เธอเงยหน้ามองฮิลารีเป็นครั้งแรก “ฉันอยากรวยจังเลยค่ะ”
“ผมไม่แปลกใจเลยที่คุณคิดแบบนั้น”
เด็กสาวกัดฟันพลางบิดถุงมือสกปรกในมือ “คุณดัลลิสันคะ คุณรู้ไหมว่าถ้าฉันรวย สิ่งแรกที่ฉันจะซื้อคืออะไร”
“อะไรล่ะ”
“ฉันจะซื้อทุกอย่างใหม่หมดตั้งแต่หัวจรดเท้า และจะไม่กลับไปใส่ไอ้ของเก่าพวกนี้อีกเลย”
ฮิลาริลุกขึ้นยืน “งั้นไปกับผมตอนนี้เลย ไปซื้อทุกอย่างใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า”
“โอ้!”
ฮิลารีรู้ตัวทันทีว่าเขาเพิ่งเสนออะไรที่ดูเกอะกะและอาจจะอันตราย แต่ในเมื่อเขาไม่ต้องการให้เงินเธอตรงๆ เพราะมันขัดกับความรู้สึกทระนงในเกียรติของเขา เขาก็ไม่เห็นทางออกอื่น จึงพูดห้วนๆ ว่า “ไปกันได้แล้ว!”
เด็กสาวลุกขึ้นตามอย่างว่าง่าย ฮิลารีสังเกตเห็นว่ารองเท้าบูทของเธอขาดจนแยกออกจากกัน ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกโกรธแค้นแทน ราวกับเห็นใครบางคนทุบตีเด็ก ความรู้สึกนี้ทำให้ความลังเลหายไปสิ้น กลายเป็นความรู้สึกพึงพอใจลึกๆ เหมือนเวลาที่คนเคร่งครัดในระเบียบวินัยได้ลองทำอะไรที่แหกคอกดูบ้าง
เขามองลงไปที่เพื่อนร่วมทาง ดวงตาของเธอหลุบต่ำจนเขาไม่อาจเดาได้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“นี่คือเรื่องที่ผมอยากจะคุยกับคุณ” เขาว่า “ผมไม่ชอบบ้านที่คุณอยู่เลย ผมว่าคุณควรย้ายไปอยู่ที่อื่น คุณคิดว่ายังไง”
“ค่ะ คุณดัลลิสัน”
“ผมว่าคุณควรเปลี่ยนที่อยู่ คุณน่าจะหาห้องอื่นได้ใช่ไหม”
เด็กสาวตอบเหมือนเดิม “ค่ะ คุณดัลลิสัน”
“ผมเกรงว่าฮิวส์จะเป็นคนอันตราย”
“เขาเป็นคนตลกออกค่ะ”
“เขาทำให้คุณรำคาญหรือเปล่า”
สีหน้าของเธอทำให้ฮิลารีไปไม่เป็น มันดูเหมือนมีความสุขลึกๆ บางอย่างแฝงอยู่ เธอเงยหน้ามองเขาอย่างรู้ทัน
“ฉันไม่ถือสาเขาหรอกค่ะ เขาไม่ทำร้ายฉันหรอก คุณดัลลิสันคะ คุณว่าสีน้ำเงินหรือสีเขียวดีคะ”
ฮิลารีตอบสั้นๆ “น้ำเงินอมเขียวแล้วกัน”
เธอประสานมือ กระโดดเปลี่ยนท่าเดิน แล้วก้าวเดินต่อไปตามปกติ
“ฟังผมนะ” ฮิลารีพูด “คุณนายฮิวส์เคยเล่าเรื่องสามีเธอให้คุณฟังบ้างไหม”
เด็กสาวอมยิ้มอีกครั้ง “เล่าไม่หยุดเลยค่ะ”
ฮิลารีกัดริมฝีปาก
“คุณดัลลิสันคะ ขอถามเรื่องหมวกหน่อยได้ไหม”
“เรื่องหมวกอะไร”
“คุณอยากให้ฉันเอาใบใหญ่หรือใบเล็กดีคะ”
“ให้ตายเถอะ” ฮิลารีตอบ “เอาใบเล็ก และไม่ต้องมีขนนก”
“โอ้!”
“ตั้งใจฟังผมสักครู่ได้ไหม ฮิวส์หรือคุณนายฮิวส์เคยพูดกับคุณเรื่อง… การมาบ้านผม หรือเรื่อง… เกี่ยวกับผมบ้างไหม”
ใบหน้าของเด็กสาวนิ่งเฉย แต่การขยับนิ้วมือทำให้ฮิลารีรู้ว่าเธอกำลังตั้งใจฟังอยู่
“ฉันไม่สนใจหรอกค่ะว่าพวกเขาจะพูดอะไร”
ฮิลารีเบือนหน้าหนี ความโกรธเริ่มฉายชัดบนใบหน้าที่แดงระเรื่อของเขา
ทันใดนั้น เด็กสาวก็พูดขึ้นมาอย่างรวดเร็วว่า “แน่นอนค่ะ ถ้าฉันเป็นเลดี้ ฉันคงจะใส่ใจ!”
“อย่าพูดแบบนั้น!” ฮิลารีสวน “ผู้หญิงทุกคนคือเลดี้”
ใบหน้าที่เรียบเฉยของเด็กสาวดูเยาะเย้ยยิ่งกว่ารอยยิ้มใดๆ มันเตือนให้เขารู้ว่าคำพูดสวยหรูของเขานั้นช่างไร้ค่า
“ถ้าฉันเป็นเลดี้” เธอทวนคำอย่างซื่อๆ “ฉันคงไม่ต้องมาอยู่ที่นั่นหรอก จริงไหมคะ”
“ใช่” ฮิลารีตอบ “และยังไงคุณก็ไม่ควรอยู่ที่นั่นต่อไปด้วย”
เมื่อเด็กสาวไม่ตอบ ฮิลารีก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาเริ่มเห็นชัดว่าเธอมองสถานการณ์นี้ต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง และเขาก็ไม่เข้าใจมุมมองนั้นเลย
เขารู้สึกเคว้งคว้าง ตระหนักได้ว่าชีวิตของเด็กสาวคนนี้มีเรื่องราวเป็นพันที่เขาไม่รู้ และมีมุมมองเป็นพันที่เขาไม่มีวันเข้าถึง
ร่างของทั้งสองดึงดูดสายตาผู้คนบนถนนที่พลุกพล่าน ฮิลารีผู้รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าซูบมีเครา และสวมหมวกสักหลาด ดูเป็น “ชายผู้มีสง่าราศี” ส่วนนางแบบตัวน้อย แม้จะไม่ได้ดูสง่าในกระโปรงสีน้ำตาลเก่าๆ และหมวกทรงกลม แต่เธอก็มีใบหน้าที่ทำให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต้องเหลียวมอง สำหรับผู้ชาย เธอคือความน่าสนใจที่แปลกตาและมีชีวิตชีวา ส่วนสำหรับผู้หญิง เธอคือเหตุผลที่ทำให้ผู้ชายต้องเหลียวมอง ทว่าในบางขณะ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอาจรู้สึกสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเทพเจ้าแห่งความเมตตาได้สบัดปีกอยู่เหนือศีรษะและโปรยขนเล็กๆ ลงมา
ทั้งคู่เดินผ่านสายตาที่สงสัยใคร่รู้จนมาถึงประตูบานแรกจากทั้งหมดร้อยบานของห้าง โรส แอนด์ ธอร์น (Rose and Thorn)
ฮิลารีเลือกเข้าประตูบานริมสุด เพราะยิ่งการผจญภัยครั้งนี้เริ่มเข้มข้น เขาก็ยิ่งตระหนักถึงอันตราย การพาเด็กคนนี้เข้าไปในร้านที่ภรรยาและเพื่อนฝูงของเขาชอบมาดูจะเป็นเรื่องบ้าไปสักหน่อย แต่เหตุผลเดียวกันนั้นเอง—คือการที่ไม่มีร้านอื่นที่สะดวกเท่านี้—ทำให้เขาตัดสินใจมาที่นี่ เขาทำตามสัญชาตญาณ เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยให้ความวูบวามนี้เย็นลง เขาคงไม่กล้าทำอะไรเลย การเดินหน้าอย่างกล้าหาญคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด เขาจึงเลือกประตูบานริมที่อยู่ตรงหัวมุม เขาหลีกทางให้เธอเดินเข้าไปก่อน และสังเกตเห็นดวงตาและแก้มของเด็กสาวที่ดูสดใสขึ้น เธอไม่เคยดูสวยเท่านี้มาก่อน เขาเหลือบมองรอบๆ แผนกนี้ค่อนข้างว่าง ซึ่งเหมาะกับจุดประสงค์ของพวกเขา เพราะมีแต่ชุดนอนเต็มไปหมด เขา รู้สึกถึงแรงแตะที่แขน นางแบบตัวน้อยที่หน้าเริ่มแดงระเรื่อเงยหน้ามองเขา
“คุณดัลลิสันคะ ฉันต้องเอา… ชุดชั้นใน มากกว่าหนึ่งชุดไหมคะ”
“สามชุด… เอาสามชุดเลย” ฮิลารีพึมพำ และทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าพวกเขามาถึงหน้าทางเข้า “วิหาร” แห่งแฟชั่นแล้ว “ซื้อเลย แล้วเอาใบเสร็จมาให้ผม”
เขายืนรออยู่ข้างชายหน้าแดง มีหนวด และรูปร่างสมบูรณ์แบบ ผู้ซึ่งยืนนิ่งสนิทในชุดลายทางสีน้ำเงินขาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ชายคนนั้นดูเป็นจุดสูงสุดของคำว่าผู้ชายที่ควรจะเป็น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ ราวกับจะบอกว่า “มนุษย์ต่อสู้กันมาเนิ่นนาน จนในที่สุดอารยธรรมก็ได้สร้างฉันขึ้นมา นี่คือจุดสูงสุดที่ไม่มีอะไรไปไกลกว่านี้ได้อีกแล้ว ดูที่หลังฉันสิ: 'The Amateur สไตล์ที่สมบูรณ์แบบ ราคา 8 ชิลลิง 11 เพนซ์ ลดราคาพิเศษ'”
ชายคนนั้นไม่ยอมคุยกับฮิลารี ฮิลารีจึงต้องยืนสังเกตพนักงานในร้าน อีกเพียงครึ่งชั่วโมงร้านจะปิด พนักงานหนุ่มๆ เคลื่อนไหวอย่างเฉื่อยชาและทะเลาะกันเบาๆ ในช่วงที่ไม่มีลูกค้า เหมือนแมลงวันที่เกาะกระจกแต่บินออกไปหาแสงแดดไม่ได้ พนักงานสองคนเดินเข้ามาถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม พวกเขาดูสุภาพและน่ารักเสียจนฮิลารีเกือบจะซื้อของที่เขาไม่ได้ต้องการ แต่การกลับมาของเด็กสาวช่วยเขาไว้ได้ทัน
“ทั้งหมดสามสิบชิลลิงค่ะ ชุดที่ถูกที่สุดห้าชิลลิงสิบเอ็ดเพนซ์ แล้วก็ถุงเท้า แล้วฉันก็ซื้อ…”
ฮิลารีรีบส่งเงินให้ทันที
“ร้านนี้ของแพงจังเลยนะคะ” เธอเปรย
เมื่อเธอจ่ายเงินเรียบร้อย และฮิลารีรับห่อกระดาษสีน้ำตาลใบใหญ่มาจากเธอ ทั้งคู่ก็ออกเดินทางต่อ ตอนนี้เขาปรับสีหน้าให้ดูเหมือนคนที่กำลังสงสัยและขบขันเล็กน้อย ราวกับว่าเขาแยกตัวออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์การผจญภัยครั้งนี้จากระยะไกล
ที่ม้านั่งกำมะหยี่กลางแผนกรองเท้า สุภาพสตรีท่านหนึ่งที่สวมหมวกประดับขนกระยางกำลังยืดเท้าเรียวบางในถุงน่องไหมเพื่อรอรองเท้า เธอเหลือบมองเด็กสาวธรรมดาๆ กับเพื่อนร่วมทางที่ดูแปลกประหลาดด้วยความขบขันและไม่ใส่ใจ สายตานั้นดูจะมีผลต่อพนักงานขาย เพราะไม่มีใครยอมเดินเข้ามาหาเด็กสาวเลย ฮิลารีเห็นพนักงานแอบมองรองเท้าของเธอ ทันใดนั้นเขาก็ลืมบทบาทผู้สังเกตการณ์และเกิดความโกรธขึ้นมา เขาหยิบนาฬิกาออกมาแล้วเดินไปหาพนักงานที่อาวุโสที่สุด
“ถ้าไม่มีใครมาดูแลสุภาพสตรีท่านนี้ภายในหนึ่งนาที ผมจะร้องเรียนเรื่องนี้กับคุณธอร์นด้วยตัวเอง”
ทว่าเข็มนาฬิกายังไม่ทันครบรอบ พนักงานหญิงคนหนึ่งก็รีบมาอยู่ข้างกายเด็กสาว ฮิลารีเห็นเธอถอดรองเท้าบูทออก และด้วยแรงผลักดันบางอย่าง เขาจึงแทรกตัวเข้าไปอยู่ระหว่างพนักงานกับสุภาพสตรีท่านนั้น ในจังหวะนั้นเขาลืมความสำรวมและจ้องมองไปที่เท้าของเด็กสาว ความรู้สึกอึดอัดในตอนแรกกลายเป็นความปวดร้าวในหัวใจ ถุงน่องสีน้ำตาลหม่นใบนั้นถูกชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม มีเพียงรอยชุนเต็มไปหมด จนเห็นนิ้วเท้าและผิวขาวๆ เล็กน้อยโผล่ออกมาตรงจุดที่ด้ายไม่สามารถยึดไว้ได้อีกต่อไป
เด็กสาวขยับนิ้วเท้าอย่างประหม่า—เธอคงหวังว่ามันจะไม่โผล่ออกมา—แล้วรีบใช้กระโปรงปิดไว้ ฮิลารีรีบถอยห่างออกไป เมื่อเขามองอีกครั้ง เขาไม่ได้มองที่เธอ แต่มองไปที่สุภาพสตรีท่านนั้น
ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไป ไม่มีความขบขันหรือเมินเฉยอีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกขยะแขยง ราวกับจะบอกว่า ‘ทนไม่ได้จริงๆ ที่เอาเด็กแบบนี้เข้ามาในร้านระดับนี้! ฉันจะไม่มาที่นี่อีก!’ สีหน้านั้นเป็นเพียงสัญญาณภายนอกของความรู้สึกอึดอัดทางกายแบบเดียวกับที่ฮิลารีรู้สึกเมื่อเห็นถุงน่องของเด็กสาว ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยลดความโกรธของเขาเลย โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นว่าความรังเกียจนั้นถูกส่งต่อไปยังใบหน้าของพนักงานขายคนอื่นๆ อย่างอัตโนมัติ
เขากลับไปหาเด็กสาวและนั่งลงข้างๆ
“ใส่พอดีไหม ลองเดินดูสิ”
เด็กสาวลองเดิน “มันบีบเท้าค่ะ”
“งั้นลองคู่อื่น” ฮิลารีบอก
สุภาพสตรีท่านนั้นลุกขึ้น ยืนเลิกคิ้วและบานจมูกเล็กน้อยครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป ทิ้งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไวโอเล็ตไว้เบื้องหลัง
เมื่อรองเท้าคู่ที่สองไม่บีบเท้า เด็กสาวก็พร้อมที่จะออกจากร้าน ตอนนี้เธอมีเครื่องแต่งกายชุดใหม่ครบทุกอย่างแล้ว ยกเว้นชุดเดรส—ซึ่งเลือกและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว แต่เธอบอกฮิลารีว่าเธอจะกลับมาลองสวมในวันพรุ่งนี้ เมื่อ… เมื่อ… เธอคงตั้งใจจะบอกว่า เมื่อเธอได้เปลี่ยนชุดชั้นในใหม่หมดแล้ว เธอหอบห่อของชิ้นใหญ่หนึ่งห่อและชิ้นเล็กอีกสองห่อ ในดวงตาของเธอมีความปิติอย่างที่สุด
เมื่อออกมานอกร้าน เธอเงยหน้ามองเขา
“เอาละ ตอนนี้คุณมีความสุขหรือยัง” ฮิลารีถาม
ภายใต้ขนตาที่สั้นและดำสนิท ดวงตาสองข้างส่องประกายวาววับและคลอไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากที่เผยอออกเริ่มสั่นระริก
“ราตรีสวัสดิ์นะ” เขาพูดห้วนๆ แล้วเดินจากไป
แต่เมื่อหันกลับมามอง เขาเห็นเธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม ท่ามกลางห่อของพะรุงพะรัง และกำลังมองตามเขามา เขาถอดหมวกคำนับ แล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนไฮสตรีทเพื่อกลับบ้าน…
ชายชราที่พวกคนชั้นต่ำเรียกกันว่า “เวสต์มินสเตอร์” กำลังสูบกล้องยาสูบดินเผาและพยายามลืมความปวดเมื่อยที่เท้า เขาเห็นฮิลารีเดินมา จึงยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดให้ด้วยความระมัดระวัง
“สวัสดีครับท่าน! วันนี้อากาศกำลังดีเลยนะครับสำหรับช่วงเวลานี้! ใช่ครับ! เวสต์มินสเตอร์!”
เขามองตามแผ่นหลังของฮิลารีที่เดินห่างออกไป พลางคิดในใจ:
“พับผ่าสิ! เขาให้เงินฉันตั้งครึ่งคราวน์แน่ะ ดูดีจริงๆ—ฉันชอบเวลาเห็นเขาดูดีแบบนี้—ยังหนุ่มยังแน่น! พับผ่าสิ!”
ดวงอาทิตย์—ลูกบอลควันสีหม่นที่เฝ้ามองหนังสือพิมพ์ เวสต์มินสเตอร์ กาเซตต์ (Westminster Gazette) มาหลายฉบับ—กำลังคล้อยต่ำลงเพื่อไปพักผ่อนที่เชพเพิร์ดส์บุช แสงแดดทำให้เปลือกตาของพ่อบ้านชรากะพริบถี่ๆ ขณะที่เขาหันกลับไปดูว่าเหรียญในมือนั้นเป็นครึ่งคราวน์จริงๆ หรือเขาแค่ฝันไป
ยอดหอคอยและหลังคาบ้าน รวมถึงพื้นที่ว่างทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ต่างทอประกายและพร่าเลือน ผู้คนและม้าทั้งหลายดูราวกับถูกโปรยด้วยผงทองคำ

0 Comments