ตอนที่ 10: CHAPTER VII (part 2)
byเมื่อมองไปยังแถวรองเท้าบูทที่ขัดจนเงาวับ เซซิเลียกลับรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่เป็นสุข สตีเฟนทำงานในศาล ไทม์ก็เรียนศิลปะ ทั้งคู่ต่างมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน มีเพียงเธอที่ดูเหมือนจะต้องรออยู่ที่บ้าน คอยสั่งอาหาร ตอบจดหมาย ไปซื้อของ เยี่ยมเยียนผู้คน และทำเรื่องจุกจิกอีกสารพัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้เธอเลิกคิดถึงเรื่องเล่าของผู้หญิงคนนั้นได้เลย เธอไม่ค่อยทันสังเกตว่าชีวิตตัวเองนั้นช่างเหมือนกับผู้หญิงอีกนับร้อยในลอนดอน เมืองที่เธอมักบ่นว่าทนอยู่ไม่ได้ แต่ความจริงเธอก็รับมือกับมันได้เป็นอย่างดี โดยปกติแล้ว ด้วยสัญชาตญาณที่เน้นการปฏิบัติ เธอจะเฝ้ามองทุกรายละเอียดรอบตัวด้วยความสงสัยแต่เป็นมิตร เพลิดเพลินกับการปะติดปะต่อความคิดที่กระจัดกระจายเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ เริ่มต้นการผจญภัยเล็กๆ ด้วยความตื่นเต้นที่ระแวดระวัง และดึงสตีเฟนให้ร่วมทางไปด้วยเท่าที่เขาจะยอม ในช่วงปีที่ผ่านมา เมื่อไทม์โตเป็นสาว เธอรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียจุดมุ่งหมายในชีวิตไป แต่ในขณะเดียวกันก็ได้อิสระกลับคืนมา เธอไม่แน่ใจว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะมันทำให้เธอมีเวลาออกไปสัมผัสสิ่งใหม่ๆ พบปะผู้คน และมีเวลาให้สตีเฟนมากขึ้น ทว่ามันกลับทิ้งช่องว่างและความรู้สึกเจ็บแปลบไว้ในใจเล็กน้อย
ไทม์จะคิดอย่างไรถ้าได้ยินเรื่องของลุงเธอ? ความคิดนี้จุดชนวนความกังวลที่รุมเร้าเธอในช่วงหลัง ลูกสาวตัวน้อยของเธอจะกลายเป็นเหมือนเธอไหม? ถ้าไม่ เป็นเพราะอะไร? สตีเฟนมักพูดเล่นเรื่องกระโปรงของลูกสาว เรื่องการเล่นฮอกกี้ หรือเรื่องที่ลูกสาวเริ่มคบหากับหนุ่มๆ เขาชอบล้อเลียนเวลาที่ไทม์ไม่ยอมให้เขาพูดเล่นเรื่องศิลปะหรือความสนใจใน "กลุ่มคนยากไร้" ซึ่งการพูดเล่นของเขานี่แหละที่ทำให้เซซิเลียหงุดหงิด เพราะด้วยสัญชาตญาณของผู้หญิงมากกว่าเหตุผล เธอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล ในบรรดาคนที่เธอรู้จัก ผู้ชายรุ่นใหม่ไม่ได้หลงใหลในตัวเด็กสาวเหมือนสมัยที่เธอยังเป็นวัยรุ่น พวกเขามีท่าทีที่เรียบเฉย เป็นกันเอง และมองทุกอย่างเป็นเรื่องจริงจังจนเกือบจะเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เซซิเลียรู้สึกไม่สบายใจว่าเรื่องนี้จะดำเนินไปถึงจุดไหน เธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากคนรุ่นใหม่กลายเป็นคนจริงจังกันหมด หากหนุ่มๆ ไม่สนใจสีตา การแต่งตัว หรือทรงผมของไทม์แล้ว จะเหลืออะไรให้สนใจอีกก่อนที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ชัดเจน? ไม่ใช่ว่าเธออยากให้ลูกสาวรีบแต่งงาน เพราะเรื่องนั้นรอให้ถึงอายุยี่สิบห้าก่อนค่อยคิดก็ได้ แต่ประสบการณ์ของเธอนั้นต่างออกไปสิ้นเชิง เธอเคยใช้เวลาในวัยเยาว์ไปกับการสงสัยในตัวผู้ชาย และเคยถูกผู้ชายแอบมองด้วยสายตาเจ้าเล่ห์นับครั้งไม่ถ้วน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในตัวผู้ชายหรือเด็กสาวที่น่าสงสัยหรือน่าแอบมองอีกต่อไป เธอไม่ใช่คนช่างคิดเชิงปรัชญา จึงไม่ได้ตีความอะไรลึกซึ้งจากคำล้อเลียนของสตีเฟนที่ว่า “ถ้าคนรุ่นใหม่ยังชอบโชว์ข้อเท้ากันแบบนี้ อีกหน่อยคงไม่มีข้อเท้าให้โชว์”
สำหรับเซซิเลีย สิ่งนี้ดูเหมือนเป็นสัญญาณของการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ แต่ในความเป็นจริง มีเพียง “มนุษย์สายพันธุ์แบบเธอ” เท่านั้นที่กำลังหายไป ซึ่งสำหรับเธอมันก็คือหายนะที่ร้ายแรงไม่แพ้กัน ขณะที่สายตายังจดจ้องอยู่ที่รองเท้าบูทของสตีเฟน เธอคิดในใจว่า ‘จะทำยังไงไม่ให้เรื่องที่ได้ยินไปถึงหูเบียงก้า? รู้เลยว่ายัยนั่นต้องปฏิกิริยายังไง! แล้วจะกันไม่ให้ไทม์รู้ได้ยังไง? ไม่รู้เลยว่าลูกจะรู้สึกยังไงถ้าได้ยินเรื่องนี้ ฉันต้องคุยกับสตีเฟน เขาเอ็นดูฮิลารีมากด้วย’
เมื่อละสายตาจากรองเท้าบูท เธอครุ่นคิดต่อ ‘แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องไร้สาระ ฮิลารีเป็นคนดีเกินไปและพิถีพิถันเกินกว่าจะสนใจอะไรมากกว่าความสนใจทั่วไป แต่เพราะเขาใจดีเกินไปนั่นแหละ อาจจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่เข้าใจผิดได้ และ—มันเป็นเรื่องไร้สาระที่น่าเกลียด! เบียงก้าเป็นคนนิสัยเสียขนาดนั้น ตอนนี้เธอกับเขาก็ไม่ได้คุยกันดีๆ ด้วยซ้ำ!’ ทันใดนั้น ภาพของมิสเตอร์เพอร์ซีย์ก็ผุดขึ้นมาในหัว—มิสเตอร์เพอร์ซีย์ ผู้ที่มิสซิสทัลเลนท์ สมอลล์พีซ เคยบอกว่าเขาไม่เคยตระหนักเลยว่าปัญหาคนจนคืออะไร การคิดถึงเขาในวินาทีนี้กลับทำให้เธอรู้สึกสบายใจ เหมือนได้ซุกตัวอยู่ในผ้าห่มเพื่อกันลมหนาว เธอเดินเข้าห้องและเปิดตู้เสื้อผ้า
‘ให้ตายสิ ยัยผู้หญิงคนนั้น!’ เธอคิด ‘ฉันอยากให้ชุดสีเจนเชียนนั่นเสร็จทันเวลา แต่ตอนนี้ฉันส่งให้เธอทำไม่ได้จริงๆ’

0 Comments