ตอนที่ 2
byบทที่ 1
เรามักได้ยินคำบรรยายถึงสถานที่อันน่าสยดสยอง หรือปราสาทที่เต็มไปด้วยภูตผีและอสุรกาย ซึ่งถูกเนรมิตขึ้นจากจินตนาการอันล้ำเลิศเพื่อสั่นประสาทและสะกดให้ผู้คนตกตะลึง แต่สิ่งเหล่านั้นจะไปเทียบอะไรได้กับ "คฤหาสน์แห่งความสิ้นหวัง" ที่มาเรียกำลังนั่งจมอยู่กับความคิดที่กระจัดกระจายของเธอในมุมหนึ่งของห้อง
ความตกใจและความตื่นตระหนกจนเกือบเสียสติทำให้เธอชะงักงันไปชั่วขณะ จนกระทั่งความเจ็บปวดเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย และเปลี่ยนเป็นพายุแห่งความโกรธแค้นที่ปลุกชีพจรที่เคยนิ่งสนิทให้กลับมาเต้นรัว ความทรงจำอันเลวร้ายหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับจะแผดเผาสมองของเธอให้มอดไหม้ จนเธอแทบจะกลายเป็นพวกเดียวกับผู้อยู่อาศัยที่น่าสะพรึงกลัวในที่แห่งนี้ เสียงคร่ำครวญและเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาไม่ใช่เสียงลมพัดหรือเสียงนกตกใจที่ถูกปรุงแต่งให้ดูโรแมนติกเพื่อความตื่นเต้น แต่เป็นเสียงแห่งความทุกข์ทรมานที่ส่งตรงถึงหัวใจอย่างโหดร้าย แล้วคนที่เปี่ยมด้วยความเห็นอกเห็นใจและกำลังถูกทรมานด้วยความกังวลในฐานะแม่เช่นเธอ จะรู้สึกอย่างไร
ภาพของลูกน้อยลอยวนอยู่ในสายตาของมาเรียเสมอ เธอจำรอยยิ้มแรกที่แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของลูกได้ ซึ่งมีเพียงแม่—โดยเฉพาะแม่ที่โชคร้าย—เท่านั้นที่จะเข้าใจความรู้สึกนี้ เธอเหมือนได้ยินเสียงลูกกึ่งพูดกึ่งอ้อแอ้ และรู้สึกถึงนิ้วเล็กๆ ที่สัมผัสบนทรวงอกที่ร้อนผ่าว ทรวงอกที่เต็มไปด้วยน้ำนมซึ่งลูกรักของเธออาจกำลังโหยหาอย่างสิ้นหวัง แม้ลูกจะได้รับน้ำนมจากคนอื่น แต่มาเรียก็ปวดร้าวเมื่อคิดว่าจะมีใครเล่าที่จะดูแลลูกด้วยความอ่อนโยนและเสียสละได้เท่ากับคนเป็นแม่
เงาแห่งความเศร้าในอดีตหวนกลับมาเป็นขบวน ทาบทับลงบนผนังคุกที่เธอกักขังอยู่ และยิ่งดูน่ากลัวขึ้นตามสภาพจิตใจของเธอ มาเรียยังคงโศกเศร้าเพื่อลูก ร่ำไห้ที่เกิดมาเป็นผู้หญิง และคาดการณ์ถึงความทุกข์ยากในชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพียงเพราะเพศสภาพ แม้ในขณะที่เธอหวาดกลัวว่าตัวเองอาจไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป การคิดว่าตนเองถูกลบหายไปจากโลกนี้เป็นเรื่องทรมานสำหรับคนที่เคยใช้จินตนาการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มาโดยตลอด แต่การต้องถูกปล่อยให้ลอยคออยู่กลางทะเลที่ไม่มีใครรู้จักก็ทุกข์ระทมไม่แพ้กัน
หลังจากจมอยู่กับอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่สองวัน มาเรียเริ่มทบทวนสถานการณ์ปัจจุบันอย่างใจเย็นขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่สามารถคิดอะไรได้อย่างมีสติเลยหลังจากพบว่าตนเองตกเป็นเหยื่อของการกระทำอันโหดเหี้ยม เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าในสังคมที่อ้างว่าเจริญแล้ว จะมีใครคิดแผนการชั่วร้ายเช่นนี้ได้ เธอถูกจู่โจมด้วยสิ่งที่ไม่ได้ตั้งตัว แต่ถึงชีวิตจะไร้ความสุขเพียงใด เธอก็จะไม่ยอมจำนนอย่างเฉื่อยชา หรืออดทนต่อความทุกข์โดยไม่ดิ้นรนแล้วเรียกมันว่าความอดทนอย่างภาคภูมิใจ ที่ผ่านมาเธอเอาแต่จมอยู่กับความเจ็บปวดและกดทับความโกรธแค้นไว้ด้วยความสมเพช แต่ตอนนี้เธอพยายามรวบรวมความกล้าและถามตัวเองว่า ในห้องขังที่หดหู่แห่งนี้เธอควรทำอะไร? ไม่ใช่การหาทางหนี เพื่อกลับไปช่วยลูก และทำลายแผนการเห็นแก่ตัวของสามีผู้เป็นทรราชหรอกหรือ?
ความคิดเหล่านี้ปลุกวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น ความมั่นใจในตัวเองที่เคยหายไปในความโดดเดี่ยวราวกับนรกเริ่มกลับคืนมา ความกระวนกระวายใจเริ่มทุเลาลง ความโกรธแค้นถูกแทนที่ด้วยความอ่อนโยนและการไตร่ตรองที่สงบขึ้น แม้ความโกรธจะผุดขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเธอพยายามขยับแขนที่ถูกล่ามโซ่ แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกเหยียดหยามชั่วขณะที่เลือนหายไปพร้อมรอยยิ้มจางๆ เพราะสำหรับมาเรียแล้ว การถูกดูหมิ่นส่วนตัวไม่ใช่สิ่งที่ทนได้ยากที่สุด
เธอเดินไปที่หน้าต่างบานเล็กที่มีลูกกรง และจ้องมองท้องฟ้าสีครามอยู่นาน จากจุดนั้นเธอมองเห็นสวนที่รกร้างและส่วนหนึ่งของอาคารขนาดใหญ่ที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมมาครึ่งศตวรรษ ก่อนจะถูกซ่อมแซมอย่างลวกๆ เพียงเพื่อให้พออาศัยอยู่ได้ เถาไอวี่ถูกรื้อออกจากหอคอย หินที่ไม่ได้ใช้ซ่อมรอยแตกถูกกองทิ้งไว้ในลานที่วุ่นวาย มาเรียจ้องมองภาพนั้นอยู่นาน หรืออาจจะแค่จ้องผนังและครุ่นคิดถึงชะตากรรมของตน หลังจากเข้ามาที่นี่ไม่นาน เธอเคยตะโกนด่าทอผู้คุมคุกอันน่าสยดสยองแห่งนี้เรื่องความไม่ยุติธรรม ซึ่งน้ำเสียงของเธออาจทำให้เขามองว่าการปฏิบัติกับเธอเช่นนี้เป็นเรื่องสมควรแล้ว หากไม่ใช่เพราะรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของเขาในตอนที่เธอขอความยุติธรรม ซึ่งทำให้เธอต้องเงียบเสียงลงด้วยความตระหนักถึงความจริงอันน่ากลัว การใช้กำลังหรือการเผชิญหน้าตรงๆ คงทำอะไรไม่ได้ แต่สำหรับคนที่จิตใจว่องไวและไม่มีอะไรให้ทำอย่างเธอ หากมีความเด็ดเดี่ยวพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับอิสรภาพ ย่อมต้องมีหนทางใดหนทางหนึ่งแน่นอน
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยย่างก้าวที่มั่นคง เธอมีใบหน้าคมชัดและดวงตาสีดำกลมโตที่จ้องมองมาเรียอย่างไม่ลดละราวกับต้องการข่มขวัญ พร้อมกับพูดว่า “นั่งลงกินข้าวซะดีกว่าไปจ้องมองก้อนเมฆ”
“ฉันไม่หิว” มาเรียตอบ โดยพยายามใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล “แล้วจะให้ฉันกินไปทำไม?”
“ถึงอย่างนั้น คุณก็ต้องกิน ฉันเคยดูแลผู้หญิงหลายคนที่ตั้งใจจะอดอาหารตาย แต่สุดท้ายทุกคนก็เลิกคิดแบบนั้นเมื่อเริ่มได้สติ”
“คุณคิดว่าฉันบ้าจริงๆ หรือ?” มาเรียถามพลางสบตากับสายตาที่จ้องจับผิดนั้น
“ตอนนี้ยังไม่บ้าหรอก แต่นั่นพิสูจน์อะไรได้ล่ะ? มันแค่พิสูจน์ว่าคุณยิ่งต้องถูกเฝ้าระวังให้ดี เพราะบางครั้งคุณก็ดูมีเหตุผลเกินไป ตั้งแต่เข้ามาที่นี่คุณยังไม่แตะอาหารเลยสักคำ” มาเรียถอนหายใจอย่างเห็นได้ชัด “จะมีอะไรที่ทำให้คนเราเกลียดอาหารได้ขนาดนี้ นอกจากความบ้า?”
“มีความเศร้าไงล่ะ ถ้าคุณรู้ว่ามันคืออะไร คุณคงไม่ถามหรอก” ผู้คุมส่ายหน้า มาเรียยิ้มอย่างขมขื่นซึ่งเป็นการตอบโต้ที่ทรงพลังจนผู้คุมต้องชะงัก ก่อนที่มาเรียจะเสริมว่า “แต่ฉันจะกินหน่อยแล้วกัน เพราะฉันไม่ตั้งใจจะตาย ฉันจะรักษาพยาบาลสติของฉันไว้ และจะทำให้แม้แต่คุณเห็นว่าสติปัญญาของฉันไม่ได้วิกลจริต เพียงแต่การทำงานของมันอาจถูกระงับไว้ด้วยยาบางอย่างที่เลวร้าย”
ความสงสัยปรากฏชัดขึ้นบนใบหน้าของผู้คุมเมื่อเธอพยายามพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้บ้า
“อดทนหน่อยเถอะ!” มาเรียอุทานด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่าเกรงขาม “พระเจ้า! ฉันถูกฝึกให้ต้องอดทนมามากขนาดนี้เชียวหรือ!” เสียงที่สั่นเครือเผยให้เห็นอารมณ์ที่เจ็บปวดซึ่งเธอพยายามสะกดไว้ เธอฝืนความรู้สึกสะอิดสะเอียนและพยายามกินอาหารให้เพียงพอเพื่อแสดงว่าเธอว่าง่าย พร้อมกับคอยสังเกตผู้หญิงที่ขี้ระแวงคนนั้นในขณะที่เธอกำลังจัดเตียงและทำความสะอาดห้อง
“มาหาฉันบ่อยๆ นะ” มาเรียพูดด้วยน้ำเสียงโน้มน้าวใจ เพราะเธอเริ่มมีแผนการบางอย่างหลังจากสังเกตท่าทางและใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ แล้วรู้สึกว่าเธอมีความเฉลียวฉลาดกว่ามาตรฐานทั่วไป “เชื่อว่าฉันบ้าไปก่อนเถอะ จนกว่าคุณจะถูกบังคับให้ยอมรับว่ามันไม่จริง” ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนโง่ เธอฉลาดกว่าคนในระดับเดียวกัน และความทุกข์ยากในชีวิตก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นมนุษย์ในตัวเธอตายด้านไปเสียทีเดียว ท่าทางของมาเรีย—มากกว่าคำพูด—ทำให้เธอเริ่มสงสัยและเกิดความเห็นอกเห็นใจ แม้ว่าภาระหน้าที่และความเคยชินในการตัดความรู้สึกผิดจะทำให้เธอไม่ได้สำรวจความรู้สึกนั้นอย่างละเอียดในตอนนี้
แต่เมื่อเธอได้รับคำสั่งว่าห้ามใครเข้าพบสตรีที่อยู่ปลายระเบียง นอกจากแพทย์ที่ครอบครัวจัดหามาให้ เธอจึงเบิกตากว้างและส่งเสียง “หือ?” ก่อนจะถามว่า “ทำไมล่ะ?” คำตอบที่ได้รับคือ อาการป่วยนั้นเป็นกรรมพันธุ์ และอาการกำเริบจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างไม่แน่นอน จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะยิ่งช่วงที่ดูปกติยาวนานเท่าไหร่ เมื่อมีสิ่งเร้าหรืออารมณ์แปรปรวนมากระตุ้น อาการคลุ้มคลั่งก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
หากเจ้านายไว้ใจเธอ ความสงสารหรือความอยากรู้อยากเห็นคงไม่ทำให้เธอออกนอกลู่นอกทาง เพราะเธอผ่านโลกมามากจนรู้ว่าการเอาตัวรอดด้วยการตามใจกิเลสของผู้มีอำนาจนั้นง่ายกว่าการแสวงหาการยอมรับด้วยความซื่อสัตย์ ชีวิตของเธอถูกทำลายตั้งแต่เริ่มต้น และความทุกข์ระทมของแม่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามคอเธอให้ดิ่งลงสู่ความหายนะ เธอไม่ได้ตั้งใจจะช่วยผู้เคราะห์ร้ายอย่างวีรบุรุษ แต่เพราะรู้สึกขัดใจที่ถูกมองว่าหลอกง่ายเหมือนคนรับใช้ทั่วไป เธอจึงเลิกห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตน และแม้จะไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร แต่เธอก็จะใช้ทุกนาทีที่แอบทำได้ นั่งฟังเรื่องราวที่มาเรียกระหายจะเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
การได้เห็นใบหน้ามนุษย์เป็นเรื่องที่ช่วยให้มีกำลังใจ แม้ใบหน้านั้นจะไม่ได้ดูสูงส่งด้วยคุณธรรมก็ตาม มาเรียจึงเฝ้ารอการกลับมาของผู้คุมราวกับรอแสงสว่างที่จะมาทำลายความเงียบเหงา เธอตระหนักว่าความเศร้าที่ถูกปล่อยปละละเลยจะส่งผลต่อสติปัญญาในสองทางที่ตรงกันข้าม คือทำให้โง่เขลา ซึมเศร้า หรือไม่ก็ทำให้จินตนาการฟุ้งซ่านจนอยู่ไม่สุข เธอวนเวียนอยู่ระหว่างสองสภาวะนี้จนความว่างเปล่ากลายเป็นสิ่งที่ทรมานยิ่งกว่าความเศร้าเสียอีก การถูกกักขังในมุมเล็กๆ ของโลกที่มีทัศนียภาพซ้ำซากคือสิ่งที่ทนได้ยากที่สุด ประทีปแห่งชีวิตของเธอกำลังมอดดับลงในคุกที่ไม่มีสิ่งใดขจัดความหดหู่ได้—แล้วเธอจะรวบรวมพลังไปเพื่ออะไร? ในเมื่อโลกทั้งใบก็คือคุกขนาดใหญ่ และผู้หญิงก็เกิดมาเพื่อเป็นทาสไม่ใช่หรือ?
แม้ว่าเธอจะยังไม่สามารถปลุกความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมในใจของผู้คุมได้ทันที เพราะผู้คุมคนนี้ถูกหล่อหลอมให้เกลียดชังมนุษย์ แต่เธอก็สัมผัสถึงหัวใจของอีกฝ่ายได้ เจมิมา (เธอมีเพียงชื่อทางคริสต์ แต่ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษใดๆ แบบคริสต์ศาสนิกชน) รับฟังเรื่องที่มาเรียถูกกักขังด้วยข้อหาเท็จอย่างอดทน เธอเคยถูกอำนาจที่ไร้ความยุติธรรมกดขี่จนเลิกสงสัยว่าทำไมโลกนี้ถึงมีระบบที่สร้างความทุกข์ให้ผู้คน แต่เมื่อรู้ว่าลูกน้อยวัยเพียงสี่เดือนถูกพรากไปในขณะที่เธอกำลังทำหน้าที่แม่ที่อ่อนโยนที่สุด หัวใจที่ห่างเหินจากความรู้สึกแบบผู้หญิงมานานของเจมิมาก็ตื่นขึ้น เธอตัดสินใจที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ให้แม่ที่น่าสงสารคนนี้เท่าที่จะทำได้ โดยไม่ให้กระทบกับหน้าที่การงาน ความรู้สึกถึงความถูกต้องดูเหมือนจะเป็นผลลัพธ์พื้นฐานของเหตุผล และทำหน้าที่ควบคุมจิตใจเหมือนประสาทสัมผัสหลักที่คอยปรับจูนส่วนอื่นๆ แต่ก็น่าเศร้าที่ความละเอียดอ่อนเหล่านี้มักถูกทำลายด้วยภาระงานที่ต่ำต้อยและความสุขราคาถูกในชีวิต
การรักษาตำแหน่งงานเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเจมิมา เพราะเธอถูกไล่ล่าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งราวกับเป็นสัตว์ป่าหรือผู้ป่วยโรคระบาด ค่าจ้างที่เธอได้รับซึ่งเธอเก็บหอมรอมริบไว้เพื่ออิสรภาพในอนาคตนั้น สูงกว่าที่เธอจะหาได้จากที่อื่น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ถูกสังคมรังเกียจอย่างเธอ การได้ทำงานในครอบครัวที่มีชื่อเสียงจึงเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เมื่อได้ยินมาเรียบ่นเรื่องความเบื่อหน่ายและไม่สามารถคลายความเศร้าด้วยกิจกรรมเดิมๆ ได้ เจมิมาจึงยอมใจอ่อนด้วยความสงสารและความนับถือในความสามารถของมาเรีย โดยการนำหนังสือและอุปกรณ์เขียนหนังสือมาให้ การสนทนากับมาเรียทำให้เธอเพลิดเพลินและสนใจ และนำไปสู่ความปรารถนาที่เธอเองก็แทบไม่รู้ตัว นั่นคือการได้รับการยอมรับจากคนที่เธอชื่นชม ความทรงจำถึงวันคืนที่ดีกว่าเริ่มชัดเจนขึ้น และความรู้สึกเหล่านั้นดูเป็นจริงมากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน ประกายแห่งความหวังจึงปลุกให้จิตใจของเธอเริ่มมีความกระตือรือร้นอีกครั้ง
ความใส่ใจที่เจมิมามีต่อมาเรียนั้นมีค่ามากเพียงใด! สำหรับคนที่ถูกกดทับด้วยน้ำหนักของชีวิต หรือถูกกัดกินด้วยความไม่พอใจ มาเรียพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้วันอันยาวนานที่ว่างเปล่าผ่านพ้นไป เธอรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรแห่งชีวิตที่มองไม่เห็นฝั่งเพื่อบอกเวลา การได้มีอะไรทำจึงเป็นการสร้างสีสัน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตขับเคลื่อนต่อไปได้

0 Comments