ตอนที่ 3
by“แล้วก็มีผู้ดูแลคนใหม่เข้ามา เขาไม่เหมือนคนก่อนๆ เลย และสาบานว่าจะกำจัดผมออกไปเป็นอย่างแรกที่เขาจะทำ เขาหาทางส่งผมไปยังรัฐนี้ โดยอ้างว่ารู้จักผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังต้องการเด็กช่วยงาน แต่เขาคงลืมบอกคนคนนั้นว่าผมพิการมือข้างหนึ่ง ทันทีที่เขารู้ว่าผมคือเด็กที่ถูกส่งมา เขาก็ซ้อมผมจนน่วม ทั้งเขาและลูกชายที่อายุไล่เลี่ยกับผม รุมทำร้ายผมตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็นจนสภาพผมยับเยินไม่ต่างจากตอนที่ถูกพบครั้งแรก คืนนั้นผมจึงนอนไม่หลับและตัดสินใจหนีออกมา ผมอยากจะชำระแค้นกับไอ้เด็กนั่นก่อนไป แต่ไม่กล้าเพราะกลัวจะทำให้ตาแก่นั่นตื่น และรู้ดีว่าสู้สองคนไม่ไหว แต่ผมหวังว่าสักวันก่อนตายจะได้เจอเขาสักครั้งตอนที่เขาอยู่ตัวคนเดียว”
แมคลีนดึงหนวดตัวเองเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แต่เขากลับรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้มากขึ้นหลังจากได้ฟังคำสารภาพ
“ผมไม่ต้องขโมยเสื้อผ้าเพื่อหนีจากบ้านเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ” เฟรคเคิลส์เล่าต่อ “เพราะพวกเขาเอาเสื้อผ้าสะอาดๆ ของผมไปให้เด็กคนอื่นหมดแล้ว แล้วยัดเยียดเศษผ้าขาดๆ ให้ผมแทน ซึ่งมันทำให้ผมเจ็บปวดพอๆ กับการถูกทุบตี เพราะที่นั่นเราถูกสอนให้รักษาความสะอาดและตัวหอมอยู่เสมอ ผมรีบเดินทางมาถึงรัฐนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่า ต่อให้ผู้ชายคนนั้นอยากจะรั้งผมไว้ เขาก็ทำไม่ได้ เมื่อคิดว่าหนีพ้นแล้ว ผมก็เริ่มหางานทำ แต่ไม่ว่าที่ไหนก็เหมือนกันหมดเลยครับท่าน คนที่เขาต้องการมีแต่คนที่ตัวใหญ่ แข็งแรง และร่างกายสมบูรณ์เท่านั้น”
“ฉันพิจารณาเรื่องนี้อยู่” แมคลีนตอบ “ฉันไม่คิดว่าคนที่มีอายุพอๆ กับเธอและมีลักษณะคล้ายๆ กันจะทำงานนี้ได้ไม่ดี หากเขาไม่ใช่คนขี้ขลาด และมีความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งอยู่ในตัว”
เฟรคเคิลส์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
“ถ้าท่านให้งานที่ผมสามารถหาเลี้ยงปากท้อง มีเสื้อผ้าใส่ และมีที่ซุกหัวนอน” เขาพูด “ถ้าผมมีเจ้านายให้ทำงานเหมือนคนทั่วไป และมีสถานที่ที่ผมรู้สึกว่ามีสิทธิ์จะอยู่ ผมจะทำทุกอย่างตามที่ท่านสั่ง หรือไม่ก็ยอมตายดีกว่า”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่นจนแมคลีนเชื่อ แม้ในใจจะรู้ว่าการจ้างคนแปลกหน้าเป็นเรื่องที่เสี่ยงและไม่น่าทำสำหรับคนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมายอย่างเขา
“ตกลง” เจ้านายตอบออกไป “ฉันจะลงชื่อเธอในบัญชีค่าจ้าง เราจะกินมื้อค่ำกันก่อน แล้วฉันจะจัดหาเสื้อผ้าสะอาดๆ รองเท้าลุยน้ำ อุปกรณ์ซ่อมลวด และปืนพกให้ พรุ่งนี้เช้าฉันจะพาเธอไปดูแนวเขตด้วยตัวเองและอธิบายรายละเอียดงานทั้งหมด สิ่งเดียวที่ฉันขอคือ ถ้าเธอรู้สึกว่างานนี้มันหนักเกินไป ให้รีบมาบอกฉันที่ค่ายทางใต้ทันทีแบบลูกผู้ชาย ฉันจะไม่แปลกใจเลย เพราะงานนี้มีน้อยคนนักที่จะทำได้อย่างซื่อสัตย์จนจบ แล้วจะให้ฉันลงชื่อว่าอะไร?”
สายตาของเฟรคเคิลส์ไม่ละไปจากใบหน้าของแมคลีน และเจ้านายก็เห็นความเจ็บปวดที่แล่นผ่านใบหน้าที่โดดเดี่ยวและอ่อนไหวของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
“ผมไม่มีชื่อครับ” เขาตอบอย่างดื้อรั้น “มีแค่ชื่อที่ใครบางคนตั้งส่งๆ ให้ตอนลงทะเบียนในบ้านเด็กกำพร้า โดยไม่ได้ใส่ใจเหมือนเวลาตั้งชื่อแมวบ้าน ผมเห็นวิธีที่เขาลงชื่อเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งมาบ่อยจนรู้ดี ชื่อที่เขาเรียกผมมันไม่ใช่ชื่อของผม พอๆ กับที่ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อของท่าน ผมไม่รู้ว่าชื่อจริงของผมคืออะไร และคงไม่มีวันรู้ แต่ผมจะเป็นคนของท่านและทำงานให้ท่าน และผมยินดีจะตอบรับทุกชื่อที่ท่านจะเรียกผม ท่านช่วยตั้งชื่อให้ผมหน่อยได้ไหมครับ คุณแมคลีน?”
เจ้านายหันหลังกลับกะทันหันและเริ่มเก็บสมุด สิ่งที่เขาคิดคงเป็นสิ่งที่สุภาพบุรุษทุกคนจะคิดในสถานการณ์เช่นนี้ เขายังคงก้มหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ฉันจะบอกว่าเราจะทำยังไงนะไอ้หนู” เขาพูด “พ่อของฉันคือต้นแบบในชีวิต และฉันรักท่านมากกว่าใครทุกคนที่เคยรู้จัก ท่านจากไปเมื่อห้าปีก่อน แต่ฉันเชื่อมั่นว่าท่านคงภูมิใจถ้าจะได้มอบชื่อของท่านให้เธอ ถ้าฉันให้ชื่อของญาติที่ใกล้ชิดที่สุดและผู้ชายที่ฉันรักที่สุดแก่เธอ… เธอจะตกลงไหม?”
ท่าทางที่เกร็งเครียดของเฟรคเคิลส์ผ่อนคลายลงทันที เขาก้มหน้าลงพร้อมน้ำตาเม็ดโตที่หยดลงบนเสื้อผ้าฝ้ายที่สกปรก แมคลีนไม่แปลกใจที่เกิดความเงียบขึ้น เพราะเขารู้สึกว่าในวินาทีนั้น การจะพูดอะไรออกมามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ตกลง” เขาพูด “ฉันจะเขียนลงในบัญชีว่า… เจมส์ รอส แมคลีน”
“ขอบพระคุณมากครับ” เฟรคเคิลส์กล่าว “มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนว่า… ผมมีที่ที่ผมเป็นส่วนหนึ่งแล้วจริงๆ”
“ใช่ เธอมีแล้ว” แมคลีนตอบ “จนกว่าจะมีใครที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายมาทวงตัวเธอไป ตอนนี้เธอเป็นคนของฉัน ไปอาบน้ำ กินมื้อค่ำ แล้วเข้านอนซะ”
ขณะที่เฟรคเคิลส์เดินตามเข้าไปในแสงไฟและเสียงอึกทึกของค่าย หัวใจและจิตวิญญาณของเขาก็กำลังร้องเพลงด้วยความสุขอย่างที่สุด

0 Comments