บทที่ 1: คาเมล็อต
by WorldApex“คาเมล็อต… คาเมล็อต” ผมพึมพำกับตัวเอง “จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหน น่าจะเป็นชื่อโรงพยาบาลบ้าละมั้ง”
ทัศนียภาพฤดูร้อนรอบกายช่างอ่อนละมุนและสงบเงียบ งดงามราวกับความฝัน และโดดเดี่ยวเหมือนวันอาทิตย์ อากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมของมวลไม้ เสียงแมลงหึ่งๆ และเสียงนกจิ๊บจั๊บ ไม่มีผู้คน ไม่มีรถม้า ไม่มีร่องรอยของความวุ่นวาย ทุกอย่างนิ่งสงัด ถนนเป็นเพียงทางคดเคี้ยวที่มีรอยกีบเท้าสัตว์ และมีรอยล้อรถจางๆ บนพื้นหญ้าสองข้างทาง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นล้อที่มีหน้ากว้างพอๆ กับฝ่ามือคน
ครู่ต่อมา เด็กหญิงร่างบางวัยประมาณสิบขวบก็ปรากฏตัวขึ้น ผมสีทองสลวยดุจน้ำตกทิ้งตัวลงมาถึงหัวไหล่ บนศีรษะของเธอสวมมงกุฎดอกป๊อปปี้สีแดงเพลิง เป็นเครื่องแต่งกายที่ดูน่ารักที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เธอเดินทอดน่องอย่างไม่รีบร้อน จิตใจดูสงบผ่อนคลายซึ่งสะท้อนออกมาทางใบหน้าอันไร้เดียงสา ชายคณะละครสัตว์ไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย หรืออาจจะมองไม่เห็นเธอด้วยซ้ำ ส่วนตัวเด็กหญิงเองก็ไม่ได้ดูตกใจกับเครื่องแต่งกายประหลาดๆ ของเขา ราวกับว่าเธอคุ้นชินกับคนแบบนี้ในชีวิตประจำวัน เธอเดินผ่านไปอย่างเฉยเมยราวกับเดินผ่านวัวสองตัว
แต่พอเธอสังเกตเห็นผมเข้าเท่านั้นแหละ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป! เธอรีบยกมือขึ้นและยืนนิ่งราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ปากอ้าค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหม่า เป็นภาพของความอยากรู้อยากเห็นที่ผสมปนเปไปกับความกลัว เธอยืนจ้องมองด้วยความงุนงงราวกับถูกมนต์สะกด จนกระทั่งพวกเราเลี้ยวพ้นมุมป่าและลับสายตาเธอไป
การที่เธอตกใจผมแทนที่จะเป็นชายอีกคนนั้นเป็นเรื่องที่เกินจะเข้าใจ ผมหาคำตอบไม่ได้เลย และการที่เธอมองว่าผมเป็นสิ่งแปลกประหลาด โดยที่มองข้ามความประหลาดของตัวเองไปเสียสนิทนั้นก็น่าฉงนยิ่งนัก นับเป็นความใจกว้างที่น่าประหลาดใจสำหรับเด็กวัยนี้ เรื่องนี้มีประเด็นให้ต้องขบคิด ผมเดินต่อไปราวกับอยู่ในความฝัน
เมื่อเข้าใกล้ตัวเมือง ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตก็เริ่มปรากฏให้เห็น เราผ่านกระท่อมซอมซ่อหลังคามุงจากเป็นระยะ รอบๆ มีทุ่งนาและสวนผักขนาดเล็กที่ถูกดูแลอย่างลวกๆ มีผู้คนปรากฏตัวให้เห็น เป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ ผมยาวหยาบกระเซิงปรกหน้าจนดูคล้ายสัตว์ป่า ทั้งชายและหญิงส่วนใหญ่สวมชุดผ้าลินินหยาบๆ ยาวเลยเข่า สวมรองเท้าแตะแบบเรียบง่าย และหลายคนสวมปลอกคอเหล็ก เด็กชายและเด็กหญิงตัวเล็กๆ ต่างเปลือยกาย แต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจเรื่องนั้น ทุกคนต่างจ้องมองมาที่ผม พูดถึงผม บ้างก็วิ่งกลับเข้ากระท่อมไปตามครอบครัวให้ออกมาจ้องมองผมด้วยความสงสัย แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นชายอีกคนเลย นอกจากจะก้มศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบรับใดๆ กลับมา
คาเมล็อต
ภายในเมืองมีบ้านหินหลังโตที่ไร้หน้าต่างตั้งกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางกระท่อมมุงจากที่ดูรกรุงรัง ถนนหนทางเป็นเพียงตรอกซอกซอยคดเคี้ยวและไม่ได้ปูลาด ฝูงสุนัขและเด็กน้อยเปลือยกายวิ่งเล่นกันกลางแสงแดด ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวสร้างความครึกครื้น หมูฝูงหนึ่งเดินดมกลิ่นหาอาหารอย่างสำราญใจ โดยมีแม่หมูตัวหนึ่งนอนแช่ปลักส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งอยู่กลางถนนสายหลักเพื่อให้นมลูกๆ
ไม่นานนัก เสียงแตรศึกก็ดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งขบวนอาชาผู้สูงศักดิ์ปรากฏแก่สายตา ช่างดูสง่างามด้วยหมวกเกราะประดับพู่ ชุดเกราะโซ่ที่ทอประกาย ธงทิวที่โบกสะบัด เสื้อตัวสั้นและผ้าคลุมม้าอันหรูหรา รวมถึงปลายหอกเลี่ยมทอง ขบวนอันองอาจนี้เคลื่อนผ่านโคลนตม ฝูงสุกร เด็กน้อยเปลือยกาย สุนัขที่ร่าเริง และกระท่อมซอมซ่อ โดยมีพวกเราติดตามไปเบื้องหลัง
เราตามขบวนลัดเลาะผ่านตรอกคดเคี้ยวสายแล้วสายเล่า ไต่ระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงยอดเนินที่ลมพัดโชย ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทหลังมหึมา เสียงแตรสัญญาณดังโต้ตอบกัน จากนั้นมีการเจรจาจากบนกำแพงเมือง ที่ซึ่งเหล่าทหารในชุดเกราะโซ่และหมวกเหล็กเดินตรวจตราพร้อมพาดง้าวไว้บนบ่า ภายใต้ผืนธงที่โบกสะบัดเป็นรูปมังกรวาดอย่างหยาบๆ แล้วประตูบานยักษ์ก็ถูกเปิดออก สะพานยกถูกลดระดับลง ขบวนหน้าเคลื่อนผ่านซุ้มประตูอันน่าเกรงขามเข้าไป ส่วนพวกเราที่ตามมาก็พบว่าตนเองอยู่ในลานกว้างปูหิน มีหอคอยและป้อมปราการสูงตระหง่านเสียดฟ้าทั้งสี่ทิศ รอบกายเราคือความวุ่นวายของการลงจากหลังม้า การทักทายและพิธีรีตอง การวิ่งวุ่นไปมา และการผสมผสานของสีสันอันสดใส เป็นความโกลาหลที่น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก

0 Comments