บทที่ 4 ว่าด้วยภาษา: ต้นกำเนิดของภาษา
by WorldApexเลเวียธาน
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
การประดิษฐ์การพิมพ์ แม้จะเป็นสิ่งที่ชาญฉลาด แต่หากเปรียบกับการประดิษฐ์ตัวอักษรแล้วก็นับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตนัก ทว่าผู้ใดเป็นคนแรกที่ค้นพบการใช้ตัวอักษรนั้นไม่มีใครทราบแน่ชัด บ้างก็ว่าแคดมัส บุตรแห่งราชาอาเกนอร์แห่งฟีนิเชีย เป็นผู้นำตัวอักษรเข้ามาสู่กรีซเป็นคนแรก สิ่งประดิษฐ์นี้มีประโยชน์ยิ่งในการสืบทอดความทรงจำแห่งกาลเวลาที่ล่วงลับ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมวลมนุษย์ที่กระจัดกระจายไปตามภูมิภาคอันห่างไกลต่างๆ ของโลก แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก เพราะต้องเกิดจากการสังเกตอย่างระแวดระวังถึงการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันของลิ้น เพดานปาก ริมฝีปาก และอวัยวะในการออกเสียงอื่นๆ เพื่อที่จะสร้างตัวอักษรให้มีความแตกต่างกันมากพอที่จะจดจำได้
แต่สิ่งประดิษฐ์ที่สูงส่งและมีประโยชน์ที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการพูด ซึ่งประกอบด้วยชื่อหรือคำเรียก และการเชื่อมโยงคำเหล่านั้นเข้าด้วยกัน อันทำให้มนุษย์สามารถบันทึกความคิด รื้อฟื้นความคิดเมื่อเวลาผ่านพ้น และประกาศความคิดนั้นให้แก่กันและกันเพื่อประโยชน์ร่วมกันและการสนทนา หากปราศจากสิ่งนี้ มนุษย์ย่อมไม่มีทั้งรัฐ สังคม พันธสัญญา หรือสันติภาพ ซึ่งจะไม่ต่างอะไรกับฝูงสิงโต หมี และหมาป่า ผู้สร้างการพูดคนแรกคือพระเจ้า ผู้ทรงสอนอาดัมให้รู้จักเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่พระองค์ทรงนำมาให้เห็น เพราะในพระคัมภีร์มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไปไกลกว่านั้น
ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะชี้นำให้อาดัมเพิ่มชื่ออื่นๆ ตามแต่ประสบการณ์และการใช้สอยสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะเอื้ออำนวย และเชื่อมโยงคำเหล่านั้นเข้าด้วยกันเป็นลำดับขั้นเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจ และด้วยกาลเวลาที่สืบเนื่องมา ภาษาจึงถูกสร้างขึ้นตามความจำเป็นที่เขาได้พบ แม้จะมิได้มากมายล้นเหลือดังที่นักพูดหรือนักปรัชญาต้องการ เพราะข้าพเจ้าไม่พบสิ่งใดในพระคัมภีร์ที่สามารถสรุปได้โดยตรงหรือโดยนัยว่า อาดัมได้รับการสอนชื่อของรูปทรง ตัวเลข การวัด สี เสียง จินตภาพ หรือความสัมพันธ์ทั้งปวง ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงชื่อของคำและประเภทของการพูด ไม่ว่าจะเป็นคำทั่วไป คำเฉพาะ ประโยคบอกเล่า ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม ประโยคแสดงความปรารถนา หรือกริยาสภาวะ ซึ่งล้วนมีประโยชน์ และยิ่งไปกว่านั้นคือคำว่า ภวภาพ เจตจำนง สารัตถะ และคำศัพท์ทางวิชาการอื่นๆ ของสำนักคิด
ทว่าภาษาทั้งหมดที่อาดัมและลูกหลานได้สร้างและเพิ่มพูนขึ้นมานั้น กลับต้องสูญสิ้นไปอีกครั้งที่หอคอยบาเบล เมื่อพระหัตถ์ของพระเจ้าทรงลงทัณฑ์มนุษย์ทุกคนผู้ขัดขืนด้วยการทำให้ลืมภาษาเดิมของตน และเมื่อถูกบังคับให้กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของโลก ความหลากหลายของภาษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึงต้องเกิดขึ้นตามลำดับ โดยมีความจำเป็น (ซึ่งเป็นมารดาของสิ่งประดิษฐ์ทั้งปวง) เป็นผู้สอน และเมื่อเวลาผ่านไป ภาษาก็ยิ่งมีความสมบูรณ์มากขึ้นในทุกหนแห่ง
การใช้การพูด
เลเวียธาน
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
ประโยชน์ทั่วไปของคำพูด คือการถ่ายโอนบทสนทนาทางจิตใจให้กลายเป็นถ้อยคำ หรือการเปลี่ยนสายธารแห่งความคิดให้เป็นสายธารแห่งคำพูด ซึ่งมีประโยชน์สองประการ ประการหนึ่งคือ การบันทึกผลลัพธ์แห่งความคิด ซึ่งมักจะหลุดลอยไปจากความทรงจำและทำให้เราต้องเริ่มตรากตรำคิดใหม่ สิ่งเหล่านี้จึงสามารถเรียกคืนกลับมาได้ด้วยถ้อยคำที่ใช้ทำเครื่องหมายไว้ ดังนั้น ประโยชน์ประการแรกของชื่อจึงมีไว้เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายหรือบันทึกช่วยจำ ประการต่อมา คือเมื่อผู้คนจำนวนมากใช้ถ้อยคำเดียวกัน เพื่อสื่อสารให้แก่กันและกัน (ผ่านการเชื่อมโยงและการเรียงลำดับคำ) ถึงสิ่งที่ตนเข้าใจหรือคิดต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และยังรวมถึงสิ่งที่ตนปรารถนา หวาดกลัว หรือมีความรู้สึกนึกคิดอื่นใด และสำหรับประโยชน์ในข้อนี้ ถ้อยคำจึงถูกเรียกว่า เครื่องหมาย
ส่วนประโยชน์เฉพาะของคำพูดมีดังนี้ ประการแรก เพื่อบันทึกสิ่งที่การใคร่ครวญทำให้เราพบว่าเป็นสาเหตุของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในปัจจุบันหรืออดีต และบันทึกว่าสิ่งในปัจจุบันหรืออดีตนั้นอาจก่อให้เกิดหรือส่งผลอย่างไร ซึ่งโดยสรุปแล้วคือการแสวงหาศิลปวิทยาการ ประการที่สอง เพื่อแสดงความรู้ที่เราได้รับมาให้ผู้อื่นทราบ ซึ่งก็คือการให้คำปรึกษาและการสั่งสอนซึ่งกันและกัน ประการที่สาม เพื่อแจ้งเจตจำนงและจุดประสงค์ของเราให้ผู้อื่นทราบ เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และประการที่สี่ เพื่อสร้างความเพลิดเพลินใจแก่ตนเองและผู้อื่น ด้วยการเล่นคำเพื่อความรื่นรมย์หรือเพื่อความสวยงามอย่างบริสุทธิ์ใจ
การใช้คำพูดในทางที่ผิด
สำหรับประโยชน์เหล่านี้ ยังมีการใช้ในทางที่ผิดซึ่งสอดคล้องกันอยู่สี่ประการ ประการแรก คือเมื่อมนุษย์บันทึกความคิดของตนอย่างผิดพลาด เนื่องจากความไม่คงที่ของความหมายในถ้อยคำ ซึ่งทำให้พวกเขาบันทึกสิ่งที่ตนไม่เคยคิดเลยว่าเป็นสิ่งที่ตนเข้าใจ และด้วยเหตุนี้จึงหลอกลวงตนเอง ประการที่สอง คือเมื่อพวกเขาใช้คำในเชิงอุปมา ซึ่งหมายถึงการใช้ในความหมายอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ และด้วยเหตุนี้จึงหลอกลวงผู้อื่น ประการที่สาม คือเมื่อพวกเขาใช้ถ้อยคำประกาศเจตจำนงในสิ่งที่ตนไม่ได้ปรารถนาจริงๆ และประการที่สี่ คือเมื่อพวกเขาใช้ถ้อยคำเพื่อสร้างความทุกข์ให้แก่กัน เพราะเมื่อพิจารณาว่าธรรมชาติได้ติดอาวุธให้แก่สิ่งมีชีวิต บ้างด้วยฟัน บ้างด้วยเขา และบ้างด้วยมือ เพื่อทำร้ายศัตรู การใช้ลิ้นสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นจึงเป็นเพียงการใช้คำพูดในทางที่ผิด เว้นแต่จะเป็นผู้ที่เรามีหน้าที่ต้องปกครอง ซึ่งในกรณีนั้นมิใช่การสร้างความทุกข์ แต่เป็นการตักเตือนและแก้ไข
วิธีการที่คำพูดช่วยในการระลึกถึงผลลัพธ์ของเหตุและผลนั้น ประกอบด้วยการกำหนดชื่อและการเชื่อมโยงชื่อเหล่านั้นเข้าด้วยกัน
ชื่อเฉพาะและชื่อสามัญสากล
ในบรรดาชื่อทั้งหลาย บางชื่อเป็นชื่อเฉพาะและใช้เรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว เช่น ปีเตอร์, จอห์น, ชายผู้นี้, ต้นไม้ต้นนี้ และบางชื่อเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆ ได้มากมาย เช่น มนุษย์, ม้า, ต้นไม้ ซึ่งแม้แต่ละคำจะเป็นเพียงชื่อเดียว แต่กลับเป็นชื่อของสิ่งเฉพาะเจาะจงที่หลากหลาย เมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้รวมกัน จึงเรียกชื่อดังกล่าวว่า ชื่อสากล เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกที่เป็นสากลนอกจากชื่อ เนื่องจากสิ่งที่มีชื่อเรียกนั้น ต่างก็เป็นปัจเจกและเป็นสิ่งเดี่ยวๆ ทั้งสิ้น
ชื่อสากลหนึ่งชื่อถูกกำหนดให้แก่สิ่งหลายสิ่ง เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันในคุณสมบัติบางประการหรือลักษณะบังเอิญบางอย่าง และในขณะที่ชื่อเฉพาะนำพาสิ่งเพียงสิ่งเดียวมาสู่ความคิด ชื่อสากลกลับเรียกคืนสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากบรรดาสิ่งจำนวนมากเหล่านั้นกลับมาได้
และสำหรับนามสากล บางนามมีขอบเขตกว้างขวางกว่า และบางนามมีขอบเขตแคบกว่า โดยนามที่กว้างกว่าย่อมครอบคลุมนามที่แคบกว่า และบางนามก็มีขอบเขตเท่ากัน ซึ่งครอบคลุมซึ่งกันและกันในลักษณะย้อนกลับ ตัวอย่างเช่น นามว่า ร่างกาย มีความหมายกว้างขวางกว่าคำว่า มนุษย์ และครอบคลุมคำนั้นอยู่ ส่วนนามว่า มนุษย์ และ สัตว์ที่มีเหตุผล นั้นมีขอบเขตเท่ากัน และครอบคลุมซึ่งกันและกัน ทว่าในที่นี้เราต้องสังเกตว่า สิ่งที่เข้าใจว่าเป็น นาม นั้น มิได้หมายถึงคำเพียงคำเดียวดังเช่นในทางไวยากรณ์เสมอไป
แต่บางครั้งอาจหมายถึงคำหลายคำที่รวมกันด้วยการกล่าวอ้อมค้อม เพราะคำทั้งหมดที่ว่า ผู้ซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายแห่งประเทศของตนในการกระทำทั้งปวง ก็นับเป็นนามเดียว ซึ่งมีค่าเท่ากับคำคำเดียวว่า ยุติธรรม
ด้วยการกำหนดนามเช่นนี้ บางนามมีความหมายกว้าง บางนามมีความหมายเคร่งครัด เราจึงเปลี่ยนการคำนวณผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ ที่จินตนาการขึ้นในจิตใจ ให้เป็นการคำนวณผลลัพธ์ของชื่อเรียก ตัวอย่างเช่น บุรุษผู้ซึ่งมิอาจใช้คำพูดได้เลย (เช่น ผู้ที่เกิดมาและยังคงหูหนวกและเป็นใบ้อย่างสมบูรณ์) หากเขาวางรูปสามเหลี่ยมไว้ตรงหน้า และวางมุมฉากสองมุมไว้ข้างกัน (เช่น มุมของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส) เขาอาจใช้การพินิจพิจารณาเปรียบเทียบและพบว่า มุมทั้งสามของรูปสามเหลี่ยมนั้น มีค่าเท่ากับมุมฉากสองมุมที่วางอยู่ข้างกัน
แต่หากมีรูปสามเหลี่ยมอีกรูปหนึ่งซึ่งมีรูปร่างต่างจากรูปแรกนำมาให้เขาดู เขาจะไม่สามารถรู้ได้เลยหากไม่มีการลงแรงพิจารณาใหม่ว่า มุมทั้งสามของรูปนั้นจะเท่ากับมุมเดิมหรือไม่ ทว่าผู้ที่สามารถใช้คำพูดได้ เมื่อเขาสังเกตเห็นว่าความเท่ากันเช่นนั้นมิได้เป็นผลมาจากความยาวของด้าน หรือสิ่งเฉพาะเจาะจงอื่นใดในรูปสามเหลี่ยมของเขา แต่เป็นผลเพียงเพราะด้านเหล่านั้นเป็นเส้นตรงและมีมุมสามมุม และนั่นคือทั้งหมดที่เขาใช้เรียกสิ่งนี้ว่า รูปสามเหลี่ยม เขาจะสรุปเป็นสากลได้อย่างมั่นใจว่า ความเท่ากันของมุมเช่นนี้ย่อมมีอยู่ในรูปสามเหลี่ยมทุกรูปไม่ว่าจะเป็นอย่างไร และจะบันทึกการค้นพบของเขาด้วยถ้อยคำทั่วไปว่า รูปสามเหลี่ยมทุกรูปมีมุมสามมุมรวมกันเท่ากับมุมฉากสองมุม และด้วยประการนี้ ผลลัพธ์ที่พบในกรณีเฉพาะหนึ่งจึงถูกบันทึกและจดจำในฐานะกฎสากล ซึ่งช่วยปลดเปลื้องการคำนวณทางจิตใจของเราจากเรื่องของเวลาและสถานที่ และปลดปล่อยเราจากความตรากตรำทางจิตใจทั้งปวง เว้นแต่การตรากตรำในครั้งแรก และทำให้สิ่งที่ถูกพบว่าจริง ณ ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นจริงในทุกเวลาและทุกสถานที่
แต่การใช้คำในการบันทึกความคิดของเรานั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะเห็นได้ชัดเจนเท่ากับการนับจำนวน คนเขลาโดยธรรมชาติที่ไม่สามารถท่องจำลำดับของคำบอกจำนวน เช่น หนึ่ง สอง และสาม ได้ อาจสังเกตการตีของนาฬิกาทุกครั้งและพยักหน้าตาม หรือกล่าวว่า หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง แต่เขาจะไม่มีวันรู้เลยว่านาฬิกาตีบอกเวลาเท่าใด และดูเหมือนว่าเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่นามบอกจำนวนเหล่านั้นยังไม่ถูกนำมาใช้ และมนุษย์จำต้องใช้นิ้วมือข้างเดียวหรือทั้งสองข้างกับสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาปรารถนาจะนับจำนวน และนั่นเป็นเหตุให้ในปัจจุบัน คำบอกจำนวนของเราในทุกประชาชาติมีเพียงสิบคำ หรือในบางแห่งมีเพียงห้าคำ แล้วจึงเริ่มนับใหม่อีกครั้ง และผู้ที่นับถึงสิบได้ หากเขากล่าวคำเหล่านั้นสลับลำดับกัน เขาก็จะหลงทางและไม่รู้ว่าตนนับถึงจุดสิ้นสุดเมื่อใด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะไม่มีทางสามารถบวก ลบ หรือดำเนินการทางคณิตศาสตร์อื่นๆ ได้เลย ดังนั้น หากปราศจากคำพูด ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ในการคำนวณจำนวน และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยในการคำนวณขนาด ความเร็ว แรง และสิ่งอื่นๆ ซึ่งการคำนวณสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการดำรงอยู่หรือความผาสุกของมวลมนุษยชาติ
เมื่อชื่อสองชื่อถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นผลลัพธ์หรือการยืนยัน เช่นนี้ว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต หรือเช่นนี้ว่า หากเขาเป็นมนุษย์ เขาย่อมเป็นสิ่งมีชีวิต หากชื่อหลังคือ สิ่งมีชีวิต หมายรวมถึงทุกสิ่งที่ชื่อแรกคือ มนุษย์ หมายถึง เช่นนั้นการยืนยันหรือผลลัพธ์นั้นย่อมเป็นจริง มิเช่นนั้นย่อมเป็นเท็จ เพราะความจริงและความเท็จเป็นคุณลักษณะของคำพูด มิใช่ของสรรพสิ่ง และในที่ซึ่งไม่มีคำพูด ย่อมไม่มีทั้งความจริงและความเท็จ ความผิดพลาดอาจมีได้ ดังเช่นเมื่อเราคาดหวังในสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้น หรือระแวงในสิ่งที่มิได้เป็นเช่นนั้น แต่ในทั้งสองกรณี มนุษย์ย่อมมิอาจถูกกล่าวหาว่าไม่พูดความจริง
เมื่อความจริงประกอบด้วยการจัดวางชื่อให้ถูกต้องในการยืนยันของเรา ผู้ที่แสวงหาความจริงอันเที่ยงตรงจึงจำเป็นต้องจดจำว่าทุกชื่อที่ตนใช้นั้นหมายถึงสิ่งใด และวางตำแหน่งให้สอดคล้องกัน มิเช่นนั้นเขาจะพบว่าตนเองพัวพันอยู่ในถ้อยคำ ดุจดั่งนกที่ติดกับดักกิ่งไม้ทาชันกาว ยิ่งดิ้นรนเท่าใด ก็ยิ่งแปดเปื้อนกาวมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ในวิชาเรขาคณิต (ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เพียงแขนงเดียวที่พระเจ้าทรงพอพระทัยประทานให้แก่มวลมนุษย์จนถึงบัดนี้) ผู้คนจึงเริ่มต้นด้วยการกำหนดความหมายของถ้อยคำ ซึ่งการกำหนดความหมายนี้พวกเขาเรียกว่า บทนิยาม และวางไว้ ณ จุดเริ่มต้นของการคำนวณ
จากสิ่งนี้จึงปรากฏให้เห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นเพียงใดสำหรับผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาความรู้ที่แท้จริง ที่จะต้องตรวจสอบบทนิยามของผู้เขียนในอดีต และไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขในจุดที่ถูกเขียนไว้อย่างละเลย หรือจะสร้างบทนิยามขึ้นด้วยตนเอง เพราะความผิดพลาดของบทนิยามจะทวีคูณขึ้นตามการคำนวณที่ดำเนินไป และนำพาผู้คนไปสู่ความไร้เหตุผล ซึ่งในท้ายที่สุดพวกเขาก็เห็น แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากไม่เริ่มคำนวณใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของรากฐานแห่งความผิดพลาดของพวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ซึ่งเชื่อถือในตำรา ทำตัวดุจผู้ที่นำผลรวมย่อยๆ หลายจำนวนมารวมเป็นผลรวมใหญ่ โดยไม่พิจารณาว่าผลรวมย่อยเหล่านั้นถูกคำนวณไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ และเมื่อในที่สุดพบข้อผิดพลาดที่ประจักษ์ชัด
แต่กลับไม่ระแวงในพื้นฐานแรกเริ่มของตน จึงไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้ตนเองได้อย่างไร ได้แต่เสียเวลาบินว่อนไปมาเหนือตำราของตน ดุจดั่งนกที่บินเข้าทางปล่องไฟ แล้วพบว่าตนเองถูกกักขังอยู่ในห้อง จึงบินว่อนเข้าหาแสงลวงของหน้าต่างกระจก ด้วยความขาดปัญญาที่จะพิจารณาว่าตนเข้ามาทางใด ดังนั้น ในการนิยามชื่อที่ถูกต้อง จึงเป็นประโยชน์ประการแรกของคำพูด นั่นคือการได้มาซึ่งวิทยาศาสตร์ และในการนิยามที่ผิดหรือการไม่มีนิยาม จึงเป็นการใช้คำพูดในทางที่ผิดประการแรก ซึ่งนำไปสู่หลักการที่เท็จและไร้สาระทั้งปวง อันทำให้ผู้ที่รับคำสอนจากอำนาจของตำรา มิใช่จากการใคร่ครวญของตนเอง ตกต่ำกว่าสภาวะของผู้ไม่รู้ พอๆ กับที่ผู้ซึ่งเปี่ยมด้วยวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงนั้นอยู่สูงกว่าสภาวะดังกล่าว เพราะระหว่างวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงและหลักคำสอนที่ผิดพลาด ความไม่รู้นั้นตั้งอยู่ตรงกลาง ประสาทสัมผัสและจินตนาการตามธรรมชาติมิได้ตกอยู่ภายใต้ความไร้เหตุผล ธรรมชาติเองไม่อาจผิดพลาดได้ และในขณะที่มนุษย์มีความล้นเหลือในด้านภาษา พวกเขาก็ยิ่งกลายเป็นผู้มีปัญญาหรือวิกลจริตมากกว่าปกติ และเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้ใดจะกลายเป็นผู้มีปัญญาเลิศ หรือ (เว้นแต่ความจำจะถูกทำลายด้วยโรคภัยหรือความบกพร่องของอวัยวะ) กลายเป็นผู้โง่เขลาเลิศ
โดยปราศจากตัวอักษร เพราะถ้อยคำคือเบี้ยนับของคนฉลาด พวกเขาเพียงใช้มันในการคำนวณ แต่ถ้อยคำคือเงินตราของคนโง่ ผู้ซึ่งให้ค่าถ้อยคำตามอำนาจของอริสโตเติล ซิเซโร โทมัส หรือด็อกเตอร์คนใดก็ตาม ตราบเท่าที่ผู้นั้นยังเป็นเพียงมนุษย์
ว่าด้วยเรื่องของชื่อ
สิ่งที่ตกอยู่ภายใต้ชื่อ คือสิ่งใดก็ตามที่สามารถนำเข้าสู่ หรือถูกพิจารณาในการคำนวณ และสามารถนำมาบวกเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลรวม หรือนำมาลบออกจากกันเพื่อให้เหลือเศษ ชาวละตินเรียกบัญชีเงินตราว่า Rationes และเรียกการทำบัญชีว่า Ratiocinatio และสิ่งที่พวกเราเรียกว่า รายการ ในบิลหรือสมุดบัญชีนั้น พวกเขาเรียกว่า Nomina ซึ่งหมายถึง ชื่อ และด้วยเหตุนี้จึงดูเหมือนว่าพวกเขาได้ขยายความหมายของคำว่า Ratio ให้ครอบคลุมถึงความสามารถในการคำนวณในสิ่งอื่น ๆ ทั้งปวง ส่วนชาวกรีกมีคำเพียงคำเดียวคือ Logos สำหรับทั้งคำพูดและเหตุผล มิใช่ว่าพวกเขาคิดว่าไม่มีคำพูดหากปราศจากเหตุผล
แต่หมายถึงไม่มีการใช้เหตุผลหากปราศจากคำพูด และพวกเขาเรียกการกระทำของการใช้เหตุผลว่า syllogisme ซึ่งหมายถึงการสรุปผลลัพธ์จากการกล่าวสิ่งหนึ่งไปยังอีกสิ่งหนึ่ง และเนื่องจากสิ่งเดียวกันอาจถูกนำเข้าสู่การคำนวณด้วยเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน ชื่อของสิ่งเหล่านั้นจึงถูกบิดเบือนและทำให้หลากหลาย (เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างนั้น) ความหลากหลายของชื่อนี้สามารถลดทอนลงเหลือหัวข้อทั่วไปได้สี่ประการ
ประการแรก สิ่งหนึ่งอาจถูกนำเข้าสู่การคำนวณในฐานะ สสาร หรือ ร่างกาย เช่น สิ่งมีชีวิต, สิ่งที่รับรู้ได้, สิ่งที่มีเหตุผล, ร้อน, เย็น, เคลื่อนไหว, นิ่ง ซึ่งชื่อทั้งหมดนี้เป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงคำว่า สสาร หรือ ร่างกาย ชื่อเหล่านี้ทั้งหมดจึงเป็นชื่อของสสาร
ประการที่สอง สิ่งนั้นอาจถูกนำเข้าสู่การคำนวณ หรือถูกพิจารณา ในฐานะอุบัติการณ์หรือคุณสมบัติบางประการซึ่งเราเข้าใจว่ามีอยู่ในสิ่งนั้น เช่น การถูกเคลื่อนไหว, การมีความยาวเพียงเท่านี้, การมีความร้อน เป็นต้น และเมื่อนั้น จากชื่อของสิ่งนั้นเอง ด้วยการเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนเพียงเล็กน้อย เราจึงสร้างชื่อสำหรับอุบัติการณ์ที่เราพิจารณาขึ้นมา เช่น สำหรับสิ่งมีชีวิต เรานำ ชีวิต เข้าสู่การคำนวณ สำหรับสิ่งที่เคลื่อนไหว คือ การเคลื่อนที่ สำหรับสิ่งที่ร้อน คือ ความร้อน สำหรับสิ่งที่ยาว คือ ความยาว และสิ่งอื่น ๆ
ในทำนองเดียวกัน และชื่อเหล่านี้ทั้งหมด คือชื่อของอุบัติการณ์และคุณสมบัติ ซึ่งใช้จำแนกสสารและร่างกายหนึ่งออกจากอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เรียกว่า ชื่อเชิงนามธรรม เพราะถูกแยกออก (มิใช่แยกจากสสาร แต่แยกจาก) การคำนวณในฐานะสสาร
ประการที่สาม เรานำคุณสมบัติของร่างกายเราเองเข้าสู่การคำนวณ ซึ่งเราใช้ในการจำแนกเช่นนั้น เช่น เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกมองเห็นโดยเรา เรามิได้คำนวณถึงตัวสิ่งนั้นเอง แต่คำนวณถึง การเห็น, สี, หรือมโนภาพของสิ่งนั้นในจินตนาการ และเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกได้ยิน เรามิได้คำนวณถึงสิ่งนั้น แต่คำนวณถึง การได้ยิน หรือ เสียงเท่านั้น ซึ่งเป็นจินตนาการหรือการรับรู้ของเรผ่านทางหู และสิ่งเหล่านี้คือชื่อของจินตนาการ
ประการที่สี่ เรานำชื่อมาเข้าสู่การคำนวณ พิจารณา และให้ชื่อแก่ ชื่อเสียเอง และให้แก่ คำพูด เพราะคำว่า ทั่วไป, สากล, เฉพาะเจาะจง, คำพ้องความหมาย คือชื่อของชื่อ และคำว่า การยืนยัน, การตั้งคำถาม, การสั่งการ, การบรรยาย, การสรุปเหตุผล, บทเทศนา, สุนทรพจน์ และคำอื่น ๆ อีกมากมายในทำนองเดียวกัน คือชื่อของคำพูด
การใช้ชื่อเชิงบวก
และนี่คือความหลากหลายทั้งหมดของชื่อเชิงบวก ซึ่งถูกกำหนดขึ้นเพื่อระบุบางสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ หรืออาจถูกสมมติขึ้นโดยจิตใจของมนุษย์ เช่น ร่างกายที่มีอยู่จริง หรือที่อาจถูกจินตนาการว่ามีอยู่ หรือคุณสมบัติของร่างกายที่มีอยู่จริง หรือที่อาจถูกสมมติว่ามีอยู่ หรือคำและคำพูด
ชื่อเชิงลบและการใช้งาน
ยังมีชื่อประเภทอื่นที่เรียกว่า ชื่อเชิงลบ ซึ่งเป็นเครื่องหมายเพื่อระบุว่าคำนั้นมิใช่ชื่อของสิ่งที่กำลังกล่าวถึง เช่น คำว่า ไม่มีอะไร, ไม่มีใคร, อนันต์, บรรยายไม่ได้, สามขาดสี่ และคำอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งถึงกระนั้นก็ยังมีประโยชน์ในการคำนวณ หรือในการแก้ไขการคำนวณ และช่วยเตือนให้ระลึกถึงความคิดในอดีตของเรา แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ชื่อของสิ่งใดเลยก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เราปฏิเสธที่จะยอมรับชื่อที่ถูกนำมาใช้โดยไม่ถูกต้อง
คำที่ไร้ความหมาย
ชื่ออื่น ๆ ทั้งหมดเป็นเพียงเสียงที่ไร้ความหมาย และแบ่งออกเป็นสองประเภท หนึ่ง คือเมื่อเป็นคำใหม่ และความหมายยังไม่ถูกอธิบายด้วยคำนิยาม ซึ่งมีคำประเภทนี้จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่านักคิดสายสกอลาสติกและเหล่านักปรัชญาผู้สับสน
เลเวียธาน
โธมัส ฮอบส์, 1588-1679
อีกกรณีหนึ่ง คือเมื่อมนุษย์สร้างชื่อหนึ่งขึ้นจากสองชื่อซึ่งมีความหมายขัดแย้งและไม่สอดคล้องกัน ดังเช่นคำว่า ร่างกายที่ไร้รูป หรือ (ซึ่งมีความหมายเดียวกันคือ) สสารที่ไร้รูป และคำอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คำยืนยันใดเป็นเท็จ ชื่อสองชื่อที่ประกอบกันขึ้นเป็นคำยืนยันนั้น เมื่อนำมารวมกันเป็นหนึ่งย่อมไม่มีความหมายใดเลย ตัวอย่างเช่น หากการกล่าวว่า สี่เหลี่ยมนั้นกลม เป็นคำยืนยันที่เท็จ คำว่า สี่เหลี่ยมที่กลม ย่อมไม่มีความหมายใดเลย หากแต่เป็นเพียงเสียงที่เปล่งออกมา ฉันใดก็ฉันนั้น หากเป็นเรื่องเท็จที่ว่าคุณธรรมสามารถถูกเทลง หรือถูกเป่าขึ้นและลงได้ คำว่า คุณธรรมที่ถูกเท หรือ คุณธรรมที่ถูกเป่า ย่อมไร้สาระและปราศจากความหมาย เช่นเดียวกับสี่เหลี่ยมที่กลม
ดังนั้นท่านจะพบได้ยากยิ่งที่จะมีคำที่ไร้ความหมายและปราศจากนัยสำคัญคำใด ที่มิได้ประกอบขึ้นจากชื่อในภาษาละตินหรือภาษากรีก ชาวฝรั่งเศสแทบไม่เคยได้ยินผู้ช่วยให้รอดถูกเรียกด้วยคำว่า Parole แต่กลับได้ยินคำว่า Verbe บ่อยครั้ง ทั้งที่ Verbe และ Parole นั้นมิได้แตกต่างกันเลย เว้นแต่ว่าคำหนึ่งเป็นภาษาละติน และอีกคำหนึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส
ความเข้าใจ
เมื่อมนุษย์ได้ยินถ้อยคำใด แล้วเกิดความคิดตามที่คำพูดนั้นและความเชื่อมโยงของคำเหล่านั้นถูกกำหนดและบัญญัติไว้ให้สื่อความหมาย เมื่อนั้นจึงกล่าวได้ว่าเขาเข้าใจสิ่งนั้น ความเข้าใจจึงมิใช่อื่นใด นอกเสียจากมโนทัศน์ที่ถูกก่อให้เกิดโดยถ้อยคำ ดังนั้นหากถ้อยคำเป็นคุณลักษณะเฉพาะของมนุษย์ (เท่าที่ข้าพเจ้ารู้) ความเข้าใจย่อมเป็นคุณลักษณะเฉพาะของมนุษย์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในกรณีของคำยืนยันที่ไร้สาระและเป็นเท็จ หากเป็นคำยืนยันที่เป็นสากล ย่อมไม่อาจมีความเข้าใจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าหลายคนจะคิดว่าตนเข้าใจ ในขณะที่พวกเขาเพียงแต่ทวนคำพูดนั้นเบา ๆ หรือท่องจำอยู่ในใจก็ตาม
ถ้อยคำประเภทใดที่สื่อถึงความอยาก ความรังเกียจ และกิเลสตัณหาในจิตใจของมนุษย์ รวมถึงการใช้และการใช้ในทางที่ผิดของสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเมื่อได้กล่าวถึงเรื่องกิเลสตัณหาแล้ว
ชื่อที่ไม่คงที่
ชื่อของสิ่งต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเรา นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราพึงพอใจและไม่พึงพอใจ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมิได้มีความรู้สึกต่อสิ่งเดียวกันในแบบเดียวกัน และมนุษย์คนเดียวกันก็มิได้มีความรู้สึกเช่นเดิมในทุกเวลา ดังนั้น ในการสนทนาทั่วไปของมนุษย์ ชื่อเหล่านี้จึงมีความหมายที่ไม่คงที่ เพราะเมื่อชื่อทั้งหมดถูกกำหนดขึ้นเพื่อสื่อถึงมโนทัศน์ของเรา และความรู้สึกทั้งหมดของเราก็เป็นเพียงมโนทัศน์ เมื่อเราเข้าใจสิ่งเดียวกันแตกต่างกัน เราย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการเรียกสิ่งนั้นแตกต่างกันได้ เพราะแม้ธรรมชาติของสิ่งที่เราเข้าใจจะเป็นสิ่งเดียวกัน
แต่ความหลากหลายในการรับรู้ของเรา อันเนื่องมาจากโครงสร้างร่างกายที่แตกต่างกันและอคติทางความคิด ย่อมทำให้ทุกสิ่งถูกย้อมด้วยสีสันของกิเลสตัณหาที่แตกต่างกันไป ดังนั้นในการใช้เหตุผล มนุษย์ต้องระมัดระวังเรื่องคำพูด ซึ่งนอกเหนือจากความหมายของสิ่งที่เราจินตนาการถึงธรรมชาติ ลักษณะ และเจตนาของผู้พูดแล้ว ยังรวมถึงชื่อของ คุณธรรม และ ทุจริยธรรม ด้วย เพราะคนหนึ่งเรียกสิ่งที่อีกคนเรียกว่า ความกลัว ว่าเป็น ความปัญญา และคนหนึ่งเรียกสิ่งที่อีกคนเรียกว่า ความยุติธรรม ว่าเป็น ความโหดร้าย คนหนึ่งเรียกสิ่งที่อีกคนเรียกว่า ความใจกว้าง ว่าเป็น ความสุรุ่ยสุร่าย และคนหนึ่งเรียกสิ่งที่อีกคนเรียกว่า ความทื่อ ว่าเป็น ความสุขุม เป็นต้น
ดังนั้น ชื่อเช่นนี้จึงไม่อาจเป็นรากฐานที่แท้จริงของการใช้เหตุผลใด ๆ ได้ เช่นเดียวกับคำอุปมาและโวหารภาพพจน์ ทว่าสิ่งเหล่านี้อันตรายน้อยกว่า เพราะสิ่งเหล่านี้ประกาศความไม่คงที่ของตนอย่างชัดเจน ในขณะที่ชื่อประเภทแรกมิได้ทำเช่นนั้น

0 Comments