Chapter Index

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    คำว่า มารยาท ในที่นี้ ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงความสุภาพเรียบร้อยในกิริยาท่าทาง เช่น การที่คนหนึ่งควรทักทายอีกคนอย่างไร หรือการที่คนเราควรบ้วนปากหรือแคะฟันต่อหน้าผู้อื่นอย่างไร และจุดปลีกย่อยอื่นๆ ของศีลธรรมเล็กน้อยเช่นนั้น แต่หมายถึงคุณลักษณะของมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เราต้องพิจารณาว่าความสุขของชีวิตนี้ มิได้ประกอบขึ้นจากความสงบนิ่งของจิตใจที่พึงพอใจแล้ว เพราะไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า Finis Ultimus (เป้าหมายสูงสุด) หรือ Summum Bonum (ความดีสูงสุด) ดังที่มีกล่าวไว้ในตำราของเหล่านักปรัชญาศีลธรรมสมัยโบราณ และมนุษย์ผู้ซึ่งความปรารถนาสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมมิอาจมีชีวิตอยู่ได้ มากกว่าผู้ซึ่งประสาทสัมผัสและจินตนาการหยุดนิ่ง ความสุขคือความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของความปรารถนา จากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่ง โดยการบรรลุสิ่งแรกเป็นเพียงหนทางไปสู่สิ่งถัดไปเท่านั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเป้าหมายแห่งความปรารถนาของมนุษย์ มิใช่เพื่อเสพสุขเพียงครั้งเดียวหรือเพียงชั่วขณะหนึ่ง

    แต่เพื่อสร้างความมั่นใจในหนทางแห่งความปรารถนาในอนาคตของตนตลอดกาล ดังนั้น การกระทำและความโน้มเอียงโดยสมัครใจของมนุษย์ทุกคน จึงมิได้มุ่งเพียงเพื่อการแสวงหา แต่ยังรวมถึงการสร้างหลักประกันให้แก่ชีวิตที่พึงพอใจ และแตกต่างกันเพียงแค่หนทาง ซึ่งเกิดจากส่วนหนึ่งคือความหลากหลายของกิเลสในมนุษย์ที่ต่างกัน และอีกส่วนหนึ่งคือความแตกต่างของความรู้หรือความคิดเห็นที่แต่ละคนมีต่อสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ปรารถนา

    ความปรารถนาในอำนาจอันไม่หยุดนิ่งในมนุษย์ทุกคน

    ดังนั้น ในลำดับแรก ข้าพเจ้าจึงกำหนดให้ความโน้มเอียงทั่วไปของมวลมนุษยชาติ คือความปรารถนาในอำนาจที่ทวีคูณขึ้นอย่างไม่สิ้นสุดและไม่หยุดนิ่ง ซึ่งจะยุติลงก็ต่อเมื่อความตายมาถึงเท่านั้น และสาเหตุของเรื่องนี้ มิใช่ว่ามนุษย์หวังจะได้ความรื่นรมย์ที่เข้มข้นกว่าที่ตนได้รับอยู่แล้วเสมอไป หรือเพราะเขาไม่สามารถพอใจกับอำนาจในระดับปานกลางได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่สามารถสร้างหลักประกันให้อำนาจและปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ดีซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันได้ หากปราศจากการแสวงหาอำนาจเพิ่มเติม

    ด้วยเหตุนี้ บรรดากษัตริย์ผู้ซึ่งมีอำนาจสูงสุด จึงทุ่มเทความพยายามเพื่อสร้างหลักประกันให้อำนาจนั้น ทั้งภายในประเทศด้วยกฎหมาย หรือภายนอกประเทศด้วยสงคราม และเมื่อการนั้นสำเร็จลง ความปรารถนาครั้งใหม่ย่อมเกิดขึ้น ในบางคนคือชื่อเสียงจากการพิชิตดินแดนใหม่ ในบางคนคือความสะดวกสบายและความสุขทางกามารมณ์ และในบางคนคือความชื่นชม หรือการถูกยกยอว่ามีความเลิศเลอในศิลปะแขนงใดแขนงหนึ่ง หรือมีความสามารถทางจิตใจด้านอื่น

    ความรักในการขัดแย้งอันเกิดจากการแข่งขัน

    การแข่งขันในด้านความมั่งคั่ง เกียรติยศ อำนาจสั่งการ หรืออำนาจอื่นๆ ย่อมโน้มนำไปสู่การขัดแย้ง ความเป็นศัตรู และสงคราม เพราะหนทางของผู้แข่งขันคนหนึ่งในการบรรลุความปรารถนาของตน คือการสังหาร สยบ แทนที่ หรือขับไล่ผู้แข่งขันอีกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันในด้านคำสรรเสริญ ย่อมโน้มนำให้เกิดความเคารพต่อความเก่าแก่ เพราะมนุษย์แข่งขันกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มิใช่กับผู้ที่ตายไปแล้ว จึงมีการยกย่องผู้ล่วงลับเกินกว่าความเป็นจริง เพื่อที่พวกเขาจะได้บดบังรัศมีแห่งเกียรติยศของผู้อื่น

    ความเชื่อฟังทางแพ่งอันเกิดจากความรักในความสะดวกสบาย

    ความปรารถนาในความสะดวกสบายและความรื่นรมย์ทางกามารมณ์ ทำให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะเชื่อฟังอำนาจส่วนกลาง เพราะด้วยความปรารถนาเช่นนี้ มนุษย์จึงละทิ้งการคุ้มครองที่อาจหวังได้จากความอุตสาหะและการตรากตรำของตนเอง

    จากความกลัวต่อความตายหรือบาดแผล

    ความกลัวต่อความตายและบาดแผล ก่อให้เกิดผลเช่นเดียวกันและด้วยเหตุผลเดียวกัน ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ขัดสนและห้าวหาญซึ่งไม่พอใจในสภาวะปัจจุบันของตน รวมถึงมนุษย์ทุกคนที่มีความทะเยอทะยานในอำนาจสั่งการทางทหาร ย่อมโน้มเอียงที่จะส่งเสริมสาเหตุของสงคราม และปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายและการจลาจล เพราะไม่มีเกียรติยศทางทหารใดที่ได้มาโดยปราศจากสงคราม และไม่มีความหวังใดที่จะแก้ไขเกมที่เลวร้ายได้ เท่ากับการทำให้เกิดการสับไพ่รอบใหม่

    และจากความรักในศิลปวิทยาการ

    ความปรารถนาในความรู้และศิลปศาสตร์แห่งสันติ นำพาให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะเชื่อฟังอำนาจส่วนรวม เพราะความปรารถนาดังกล่าวแฝงไว้ซึ่งความต้องการในความว่างเว้นจากการตรากตรำ และส่งผลให้ต้องการการคุ้มครองจากอำนาจอื่นนอกเหนือจากตนเอง

    ความรักในคุณธรรม เกิดจากความรักในคำสรรเสริญ

    ความปรารถนาในคำสรรเสริญ นำไปสู่การกระทำอันน่ายกย่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความพึงพอใจแก่ผู้ที่ตนให้คุณค่าในคำตัดสิน เพราะสำหรับผู้ที่เราดูแคลน เราย่อมดูแคลนคำสรรเสริญของเขาด้วยเช่นกัน ความปรารถนาในชื่อเสียงหลังความตายก็ให้ผลในลักษณะเดียวกัน และแม้ว่าหลังความตายจะไม่มีประสาทสัมผัสใดมารับรู้ถึงคำสรรเสริญที่มอบให้เราบนโลก เนื่องจากความสุขเหล่านั้นอาจถูกกลืนกินไปในความสุขที่มิอาจพรรณนาได้ของสรวงสวรรค์ หรือถูกดับมอดลงในความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของนรก ทว่าชื่อเสียงเช่นนั้นก็มิใช่เรื่องไร้ค่า เพราะมนุษย์มีความปิติในปัจจุบันจากการคาดการณ์ถึงสิ่งนั้น และถึงผลประโยชน์ที่จะสะท้อนกลับไปยังทายาทของตน ซึ่งแม้ในขณะนี้จะยังมองไม่เห็น แต่ก็สามารถจินตนาการได้ และสิ่งใดก็ตามที่เป็นความสุขในทางประสาทสัมผัส สิ่งนั้นย่อมเป็นความสุขในทางจินตนาการด้วยเช่นกัน

    ความเกลียดชัง เกิดจากความยากลำบากในการตอบแทนคุณอันใหญ่หลวง

    การได้รับผลประโยชน์จากผู้ที่เราคิดว่าเสมอกัน ในปริมาณที่มากกว่าความหวังที่จะตอบแทนได้ ย่อมนำไปสู่ความรักที่เสแสร้ง แต่แท้จริงแล้วคือความเกลียดชังที่ซ่อนเร้น และทำให้มนุษย์ตกอยู่ในสถานะของลูกหนี้ผู้สิ้นหวัง ผู้ซึ่งเมื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ ย่อมปรารถนาในใจให้เจ้าหนี้ผู้นั้นไปอยู่ในที่ที่ตนไม่ต้องพบเจออีกเลย เพราะการได้รับผลประโยชน์ก่อให้เกิดพันธะ และพันธะคือความเป็นทาส ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียดชังเมื่อเกิดขึ้นกับผู้ที่เสมอกัน แต่การได้รับผลประโยชน์จากผู้ที่เรายอมรับว่าเป็นผู้เหนือกว่า ย่อมโน้มนำไปสู่ความรัก เพราะพันธะนั้นมิใช่การลดทอนคุณค่าในตัวตนแบบใหม่ และการยอมรับด้วยความยินดี (ซึ่งผู้คนเรียกว่า ความกตัญญู) คือเกียรติที่มอบให้แก่ผู้มีพระคุณ ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นการตอบแทนอย่างหนึ่ง

    อีกทั้งการได้รับผลประโยชน์ แม้จากผู้ที่เสมอกันหรือด้อยกว่า ตราบเท่าที่ยังมีความหวังในการตอบแทน ย่อมโน้มนำไปสู่ความรัก เพราะในเจตนาของผู้รับ พันธะนั้นคือการช่วยเหลือและการรับใช้ซึ่งกันและกัน ซึ่งนำไปสู่การแข่งขันกันว่าใครจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่ากัน อันเป็นการชิงชัยที่สูงส่งและเป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่ผู้ชนะพึงพอใจในชัยชนะของตน และอีกฝ่ายได้รับการชดเชยด้วยการยอมรับในชัยชนะนั้น

    และความเกลียดชังที่เกิดจากความรู้สึกว่าตนสมควรถูกเกลียด

    การได้สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่ง มากกว่าที่เขาจะสามารถหรือเต็มใจชดใช้ ย่อมโน้มนำให้ผู้กระทำเกลียดชังผู้ถูกกระทำ เพราะเขาต้องเผชิญกับการล้างแค้นหรือการให้อภัย ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าเกลียดชัง

    ความพร้อมที่จะทำร้าย เกิดจากความกลัว

    ความกลัวต่อการถูกกดขี่ นำพาให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะชิงลงมือก่อน หรือแสวงหาความช่วยเหลือผ่านการรวมกลุ่ม เพราะไม่มีหนทางอื่นใดที่มนุษย์จะรักษาชีวิตและเสรีภาพของตนให้ปลอดภัยได้

    และความเกลียดชังที่เกิดจากการไม่ไว้วางใจในสติปัญญาของตน

    ผู้ที่ไม่ไว้วางใจในความเฉลียวฉลาดของตน เมื่ออยู่ในภาวะวุ่นวายและการจลาจล ย่อมมีแนวโน้มที่จะได้รับชัยชนะมากกว่าผู้ที่คิดว่าตนฉลาดหรือเจ้าเล่ห์ เพราะคนกลุ่มแรกชอบที่จะปรึกษาหารือ ส่วนคนกลุ่มหลัง (เพราะกลัวจะถูกหลอกล่อ) จึงเลือกที่จะจู่โจมก่อน และในการจลาจลซึ่งมนุษย์อยู่ในสภาวะที่พร้อมจะรบพุ่งอยู่เสมอ การรวมตัวกันและใช้ข้อได้เปรียบทางกำลังทั้งหมด จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่ากลยุทธ์ใดๆ ที่เกิดจากความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา

    การกระทำอันไร้ประโยชน์ เกิดจากความทะนงตน

    ผู้ที่ทะนงตน ผู้ซึ่งแม้จะไม่ได้ตระหนักถึงความสามารถอันยิ่งใหญ่ของตน แต่กลับพึงพอใจในการสมมติว่าตนเป็นผู้กล้า ย่อมโน้มเอียงไปเพียงการโอ้อวด แต่ไม่ใช่การลงมือทำ เพราะเมื่ออันตรายหรือความยากลำบากปรากฏขึ้น สิ่งเดียวที่พวกเขาคาดหวังคือการถูกเปิดเผยว่าตนนั้นไร้ความสามารถ

    เลเวียธาน

    ผู้ที่หลงในเกียรติจอมปลอม เช่น ผู้ที่ประเมินความสามารถของตนจากคำประจบสอพลอของผู้อื่น หรือจากความสำเร็จในสิ่งที่เคยกระทำมาในอดีต โดยปราศจากพื้นฐานแห่งความหวังที่มั่นคงซึ่งเกิดจากความรู้แจ้งในตนเอง ย่อมมีแนวโน้มที่จะผูกมัดตนเองเข้ากับภารกิจอย่างบุ่มบ่าม และเมื่อภัยอันตรายหรือความยากลำบากย่างกรายเข้ามา ก็จะถอยหนีหากทำได้ เพราะเมื่อมองไม่เห็นหนทางที่ปลอดภัย พวกเขาจะยอมเสี่ยงเสียเกียรติยศ ซึ่งยังพอเยียวยาได้ด้วยคำแก้ตัว ดีกว่าต้องเสียชีวิต ซึ่งไม่มีสิ่งใดเยียวยาได้เพียงพอ

    ความทะเยอทะยาน เกิดจากความเห็นว่าตนมีความสามารถ

    ผู้ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในสติปัญญาของตนในเรื่องการปกครอง ย่อมโน้มเอียงไปสู่ความทะเยอทะยาน เพราะหากปราศจากตำแหน่งหน้าที่สาธารณะในสภาหรือในฐานะข้าราชการ เกียรติแห่งสติปัญญาของพวกเขาก็จะสูญสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีวาทศิลป์จึงมักมีความทะเยอทะยาน เพราะวาทศิลป์นั้นดูราวกับเป็นสติปัญญา ทั้งในสายตาของตนเองและผู้อื่น

    ความลังเลใจ เกิดจากการให้ค่ากับเรื่องเล็กน้อยมากเกินไป

    ความขลาดเขลาทำให้คนเราลังเลใจ และส่งผลให้สูญเสียโอกาสและจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลงมือทำ เพราะหลังจากที่ผู้คนไตร่ตรองจนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องปฏิบัติ หากในขณะนั้นยังไม่ปรากฏชัดว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ย่อมเป็นสัญญาณว่าความแตกต่างระหว่างเหตุผลที่จะเลือกทางหนึ่งหรืออีกทางหนึ่งนั้นมีไม่มาก ดังนั้น การไม่ตัดสินใจในขณะนั้นจึงเป็นการปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเพียงเพราะมัวแต่ชั่งน้ำหนักในเรื่องเล็กน้อย ซึ่งนั่นคือความขลาดเขลา

    ความประหยัด (แม้จะเป็นคุณธรรมในหมู่คนยากจน) ทำให้คนเราไม่เหมาะสมที่จะบรรลุภารกิจที่ต้องใช้กำลังคนจำนวนมากพร้อมกัน เพราะมันบั่นทอนความพยายาม ซึ่งความพยายามนั้นควรได้รับการหล่อเลี้ยงและรักษาความเข้มแข็งไว้ด้วยรางวัล

    ความไว้วางใจในผู้อื่น เกิดจากความไม่รู้ในเครื่องหมายแห่งสติปัญญาและความเมตตา วาทศิลป์ที่มาพร้อมกับการประจบสอพลอ ทำให้ผู้คนโน้มเอียงที่จะไว้วางใจผู้ที่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะอย่างแรกดูราวกับเป็นสติปัญญา และอย่างหลังดูราวกับเป็นความเมตตา หากเพิ่มชื่อเสียงทางทหารเข้าไปด้วย ยิ่งทำให้ผู้คนโน้มเอียงที่จะยึดมั่นและยอมสยบต่อผู้ที่มีคุณสมบัติเหล่านั้น โดยที่สองประการแรกทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะปลอดภัยจากตัวบุคคลนั้น ส่วนประการหลังทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะปลอดภัยจากผู้อื่น

    และเกิดจากความไม่รู้ในสาเหตุทางธรรมชาติ

    การขาดวิทยาการ หรือกล่าวคือ ความไม่รู้ในสาเหตุ ย่อมทำให้หรืออาจกล่าวได้ว่าบีบบังคับให้คนต้องพึ่งพาคำแนะนำและอำนาจของผู้อื่น เพราะทุกคนที่ใส่ใจในความจริง หากไม่พึ่งพาตนเอง ก็ต้องพึ่งพาความเห็นของผู้อื่นที่พวกเขาคิดว่าฉลาดกว่าตน และไม่เห็นเหตุผลที่ผู้นั้นจะหลอกลวงตน

    และเกิดจากการขาดความเข้าใจ

    ความไม่รู้ในความหมายของคำ ซึ่งก็คือการขาดความเข้าใจ ทำให้ผู้คนโน้มเอียงที่จะเชื่อใจ ไม่เพียงแต่ในความจริงที่ตนไม่รู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อผิดพลาด และยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องที่ไร้สาระจากผู้ที่ตนไว้วางใจ เพราะทั้งข้อผิดพลาดและเรื่องไร้สาระ ไม่อาจถูกตรวจพบได้หากปราศจากความเข้าใจในคำอย่างถ่องแท้

    จากสิ่งเดียวกันนี้เองที่ทำให้ผู้คนเรียกสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันด้วยชื่อที่แตกต่างกัน ตามความรู้สึกที่แตกต่างกันของตน เช่น ผู้ที่เห็นชอบกับความเห็นส่วนตัวจะเรียกว่า ความเห็น แต่ผู้ที่ไม่ชอบจะเรียกว่า นอกรีต ทั้งที่คำว่านอกรีตนั้นไม่ได้มีความหมายอื่นใดนอกเหนือจากความเห็นส่วนตัว เพียงแต่มีร่องรอยของความโกรธแค้นแฝงอยู่มากกว่าเท่านั้น

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    จากเหตุปัจจัยเดียวกันนี้เองที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้ หากปราศจากการศึกษาและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ระหว่างการกระทำหนึ่งเดียวของคนจำนวนมาก กับการกระทำอันหลากหลายของฝูงชนกลุ่มหนึ่ง ดังเช่นตัวอย่าง ระหว่างการกระทำหนึ่งเดียวของสมาชิกวุฒิสภาโรมันทั้งหมดในการสังหารแคทิลีน กับการกระทำอันหลากหลายของวุฒิสมาชิกจำนวนหนึ่งในการสังหารซีซาร์ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงโน้มเอียงที่จะถือเอาสิ่งที่แท้จริงแล้วคือการกระทำอันหลากหลายซึ่งกระทำโดยคนจำนวนมาก โดยอาจถูกชักจูงด้วยการโน้มน้าวของบุคคลเพียงคนเดียว ว่าเป็นการกระทำของประชาชน

    การยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติ อันเกิดจากความไม่รู้ในธรรมชาติของความถูกและความผิด

    ความไม่รู้ในสาเหตุและโครงสร้างดั้งเดิมของสิทธิ ความเที่ยงธรรม กฎหมาย และความยุติธรรม ทำให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะใช้ธรรมเนียมและตัวอย่างเป็นบรรทัดฐานในการกระทำของตน ในลักษณะที่คิดว่าสิ่งใดที่เคยมีธรรมเนียมลงโทษสิ่งนั้นคือความไม่ยุติธรรม และสิ่งใดที่สามารถยกตัวอย่างได้ว่าไม่ต้องรับโทษและได้รับการยอมรับสิ่งนั้นคือความยุติธรรม หรือ (ดังที่เหล่านักกฎหมายผู้ใช้มาตรวัดความยุติธรรมอันจอมปลอมเรียกอย่างป่าเถื่อนว่า) บรรทัดฐานคำพิพากษา ซึ่งไม่ต่างจากเด็กเล็กๆ ที่ไม่มีบรรทัดฐานอื่นใดในเรื่องมารยาทที่ดีและชั่ว นอกจากการถูกดุว่าสั่งสอนจากบิดามารดาและครูบาอาจารย์ เว้นแต่ว่าเด็กๆ นั้นจะยึดมั่นในบรรทัดฐานของตนอย่างคงเส้นคงวา ในขณะที่ผู้ใหญ่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเติบโตขึ้นจนแข็งแรงและดื้อรั้น พวกเขาจะอ้างจากธรรมเนียมไปสู่เหตุผล และจากเหตุผลกลับไปสู่ธรรมเนียม ตามแต่ว่าสิ่งใดจะอำนวยประโยชน์แก่ตน โดยละทิ้งธรรมเนียมเมื่อผลประโยชน์เรียกร้อง และต่อต้านเหตุผลทุกครั้งที่เหตุผลนั้นขัดกับตน

    นี่คือสาเหตุที่คำสอนเรื่องความถูกและความผิดถูกโต้เถียงกันไม่สิ้นสุด ทั้งด้วยปลายปากกาและคมดาบ ในขณะที่คำสอนเรื่องเส้นและรูปทรงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์ไม่ใส่ใจว่าความจริงในเรื่องดังกล่าวคืออะไร เนื่องจากมันไม่ได้ขัดขวางความทะเยอทะยาน ผลกำไร หรือกิเลสของใคร เพราะข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า หากเรื่องที่ว่า มุมสามมุมของรูปสามเหลี่ยมรวมกันแล้วเท่ากับสองมุมของรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นเรื่องที่ขัดต่อสิทธิในการครอบครองของใครบางคน หรือขัดต่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจปกครอง คำสอนนั้นหากไม่ถูกโต้เถียง ก็คงถูกกำจัดด้วยการเผาตำราเรขาคณิตทั้งหมดเท่าที่ผู้มีส่วนได้เสียจะสามารถทำได้

    การยึดถือตัวบุคคล อันเกิดจากความไม่รู้ในสาเหตุแห่งสันติภาพ

    ความไม่รู้ในสาเหตุอันห่างไกล ทำให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะปัดความรับผิดชอบของเหตุการณ์ทั้งหมดไปที่สาเหตุเฉพาะหน้าและเครื่องมือที่ใช้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุเดียวที่พวกเขารับรู้ ด้วยเหตุนี้ ในทุกหนแห่ง ผู้ที่ขุ่นเคืองกับการจ่ายภาษีให้แก่รัฐ จึงระบายความโกรธแค้นลงที่เจ้าพนักงานเก็บภาษี กล่าวคือ ผู้รับเหมาเก็บภาษี ผู้จัดเก็บ และเจ้าหน้าที่รายได้ของรัฐคนอื่นๆ และหันไปยึดถือผู้ที่ตำหนิรัฐบาล และเมื่อพวกเขาถลำลึกจนเกินกว่าจะหาข้อแก้ตัวได้ พวกเขาก็จะหันมาโจมตีอำนาจสูงสุดในที่สุด ด้วยความกลัวการลงโทษ หรือความอับอายที่จะต้องรับการอภัยโทษ

    ความเชื่อคนง่าย อันเกิดจากความไม่รู้ในธรรมชาติ

    ความไม่รู้ในสาเหตุทางธรรมชาติทำให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะเชื่อคนง่าย จนบางครั้งเชื่อในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้อะไรที่ขัดแย้งกับสิ่งนั้น จึงคิดว่ามันอาจเป็นจริงได้ เนื่องจากไม่สามารถตรวจพบความไม่เป็นไปได้นั้น และความเชื่อคนง่ายนี้เอง ประกอบกับความที่มนุษย์ชอบให้ผู้อื่นรับฟังเมื่ออยู่ในสังคม จึงโน้มนำให้พวกเขาพูดปด ดังนั้น ความไม่รู้เพียงอย่างเดียวแม้ปราศจากความประสงค์ร้าย ก็สามารถทำให้คนคนหนึ่งทั้งเชื่อคำลวงและพูดคำลวง และบางครั้งถึงขั้นกุเรื่องลวงขึ้นมาเอง

    ความอยากรู้อยากเห็น อันเกิดจากความกังวลต่ออนาคต

    ความวิตกกังวลต่อกาลข้างหน้า ทำให้มนุษย์โน้มเอียงที่จะสืบเสาะหาเหตุปัจจัยของสิ่งต่างๆ เพราะความรู้ในสิ่งเหล่านั้น จะทำให้มนุษย์สามารถจัดการกับปัจจุบันเพื่อประโยชน์สูงสุดของตนได้ดียิ่งขึ้น

    ศาสนาธรรมชาติ จากแหล่งเดิม

    ความอยากรู้อยากเห็น หรือความรักในการแสวงหาความรู้เรื่องเหตุปัจจัย ย่อมดึงดูดให้มนุษย์ละจากความพิจารณาในผล เพื่อไปเสาะหาเหตุ และเสาะหาเหตุของเหตุนั้นสืบต่อไป จนในที่สุดย่อมต้องมาถึงความคิดที่ว่า จะต้องมีเหตุบางประการที่ไม่มีเหตุมาก่อนหน้า แต่เป็นสิ่งนิรันดร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าพระเจ้า ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำการสืบเสาะอย่างลึกซึ้งถึงเหตุปัจจัยทางธรรมชาติ โดยไม่โน้มเอียงไปสู่ความเชื่อว่ามีพระเจ้าผู้ทรงนิรันดร์เพียงหนึ่งเดียว แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถสร้างมโนภาพเกี่ยวกับพระองค์ในจิตใจให้สอดคล้องกับธรรมชาติของพระองค์ได้ก็ตาม ดังเช่นคนที่เกิดมาตาบอด เมื่อได้ยินผู้คนพูดถึงการทำให้ร่างกายอบอุ่นด้วยไฟ และถูกนำตัวไปผิงไฟนั้น เขาย่อมเข้าใจและมั่นใจได้โดยง่ายว่ามีบางสิ่งอยู่ที่นั่น ซึ่งผู้คนเรียกว่าไฟ และเป็นเหตุแห่งความร้อนที่เขารู้สึก

    แต่เขาไม่สามารถจินตนาการได้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร หรือมีมโนภาพในใจเช่นเดียวกับผู้ที่มองเห็นไฟได้ เช่นเดียวกัน จากสิ่งปรากฏในโลกนี้และระเบียบอันน่าอัศจรรย์ของสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ย่อมเข้าใจได้ว่ามีเหตุปัจจัยที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งผู้คนเรียกว่าพระเจ้า ทว่าเขาก็อาจไม่มีมโนภาพหรือรูปลักษณ์ของพระองค์ในจิตใจเลย

    และสำหรับผู้ที่สืบเสาะเรื่องเหตุปัจจัยทางธรรมชาติน้อยหรือไม่ได้สืบเสาะเลยนั้น ด้วยความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ในตัวมันเอง ว่าสิ่งใดที่มีอำนาจจะบันดาลคุณหรือโทษแก่ตนได้มาก ย่อมโน้มเอียงที่จะสมมติและปั้นแต่งอำนาจลึกลับขึ้นมาหลายรูปแบบ และตกอยู่ในความยำเกรงต่อจินตนาการของตนเอง เมื่อยามทุกข์ยากก็วิงวอนขอ และเมื่อยามคาดหวังความสำเร็จก็ขอบคุณ โดยสร้างเทพเจ้าขึ้นมาจากจินตนาการของตน ด้วยเหตุนี้เอง จากจินตนาการอันหลากหลายนับไม่ถ้วน มนุษย์จึงได้สร้างพระเจ้าขึ้นมาในโลกนี้มากมายนับไม่ถ้วน และความกลัวในสิ่งลึกลับนี้เองคือเมล็ดพันธุ์ทางธรรมชาติของสิ่งที่แต่ละคนเรียกว่าศาสนา และสำหรับผู้ที่กราบไหว้หรือยำเกรงอำนาจนั้นในรูปแบบที่ต่างออกไป ก็จะถูกเรียกว่าความงมงาย

    เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งศาสนานี้ถูกสังเกตเห็นโดยคนจำนวนมาก บางคนที่สังเกตเห็นจึงโน้มเอียงที่จะบ่มเพาะ ตกแต่ง และหล่อหลอมให้กลายเป็นกฎเกณฑ์ และได้เพิ่มทัศนะที่ตนประดิษฐ์ขึ้นเกี่ยวกับเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ในอนาคตเข้าไป โดยเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขาสามารถปกครองผู้อื่นได้ดีที่สุด และใช้ประโยชน์จากอำนาจของตนได้สูงสุด

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note