Chapter Index

    เพื่อความเข้าใจในเรื่องอำนาจทางศาสนจักรว่าคืออะไร และสถิตอยู่ในผู้ใด เราจำต้องแบ่งช่วงเวลาตั้งแต่การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระผู้ช่วยให้รอดออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือช่วงก่อนการกลับใจของเหล่ากษัตริย์และผู้ที่ได้รับอำนาจสูงสุดทางพลเรือน และอีกส่วนหนึ่งคือหลังจากที่คนเหล่านี้กลับใจแล้ว เพราะเป็นเวลานานหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ กว่าที่จะมีกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจสูงสุดทางพลเรือนองค์ใดยอมรับและอนุญาตให้มีการสั่งสอนศาสนาคริสต์อย่างเปิดเผย

    ว่าด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสด็จลงมาเหนือเหล่าอัครสาวก

    และสำหรับช่วงเวลาระหว่างนั้น เป็นที่ประจักษ์ว่าอำนาจทางศาสนจักรนั้นสถิตอยู่ในเหล่าอัครสาวก และหลังจากนั้นก็สถิตอยู่ในผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเหล่าอัครสาวกให้ประกาศพระวรสาร และเปลี่ยนใจผู้คนให้มานับถือศาสนาคริสต์ และนำทางผู้ที่กลับใจแล้วไปสู่หนทางแห่งความรอด และหลังจากนั้น อำนาจดังกล่าวก็ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นโดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเหล่านี้ ซึ่งกระทำได้โดยการวางมือลงบนผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อเป็นเครื่องหมายของการมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือพระวิญญาณของพระเจ้า ให้แก่ผู้ที่พวกเขาแต่งตั้งให้เป็นศาสนบริกรของพระเจ้า เพื่อแผ่ขยายอาณาจักรของพระองค์

    ดังนั้น การวางมือจึงมิใช่อื่นใดนอกเสียจากเป็นตราประทับแห่งการมอบอำนาจให้ประกาศเรื่องพระคริสต์และสั่งสอนคำสอนของพระองค์ และการมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ผ่านพิธีกรรมการวางมือนั้น เป็นการเลียนแบบสิ่งที่โมเสสได้กระทำ เพราะโมเสสได้ใช้พิธีกรรมเดียวกันนี้กับโยชูวาผู้เป็นศาสนบริกรของเขา ดังที่เราอ่านได้ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ ๓๔ ข้อ ๙ ว่า “และโยชูวบุตรนูนก็เต็มด้วยวิญญาณแห่งสติปัญญา เพราะโมเสสได้วางมือบนเขา” ดังนั้น พระผู้ช่วยให้รอดของเราในช่วงระหว่างการฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ จึงได้ประทานพระวิญญาณของพระองค์แก่เหล่าอัครสาวก ประการแรก โดยการ “ระบายลมปราณเหนือพวกเขา และตรัสว่า”

    (ยอห์น ๒๐.๒๒) “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด” และหลังจากที่พระองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ (กิจการ ๒.๒, ๓) โดยการส่ง “ลมพายุอันแรงกล้า และลิ้นดุจไฟ” ลงมาเหนือพวกเขา มิใช่โดยการวางมือ เช่นเดียวกับที่พระเจ้ามิได้วางพระหัตถ์บนโมเสส และเหล่าอัครสาวกในเวลาต่อมาก็ได้ส่งต่อพระวิญญาณเดียวกันนี้โดยการวางมือ ดังที่โมเสสได้กระทำต่อโยชูวา ดังนั้น จึงเป็นที่ประจักษ์ ณ ที่นี้ว่า ในช่วงแรกเริ่มที่ยังไม่มีรัฐคริสเตียน อำนาจทางศาสนจักรนั้นสถิตอยู่กับผู้ใดอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสถิตอยู่ในผู้ที่ได้รับอำนาจนั้นจากเหล่าอัครสาวก ผ่านการวางมือสืบต่อกันมา

    ว่าด้วยพระตรีเอกภาพ

    ณ ที่นี้ เราได้เห็นบุคคลของพระเจ้าซึ่งบังเกิดเป็นครั้งที่สาม เพราะเฉกเช่นเดียวกับที่โมเสสและมหาปุโรหิตเป็นตัวแทนของพระเจ้าในพันธสัญญาเดิม และองค์พระผู้ช่วยให้รอดในฐานะมนุษย์ในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่บนโลก ดังนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งหมายถึงเหล่าอัครสาวกและผู้สืบทอดตำแหน่งในการเทศนาและการสั่งสอนผู้ซึ่งได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงได้เป็นตัวแทนของพระองค์นับตั้งแต่นั้นมา แต่บุคคล (ดังที่ข้าพเจ้าได้แสดงไว้ก่อนหน้านี้ [บทที่ 16]) คือผู้ที่ถูกเป็นตัวแทน ทุกครั้งที่มีการเป็นตัวแทนเกิดขึ้น

    ดังนั้น พระเจ้าผู้ซึ่งถูกเป็นตัวแทน (นั่นคือ ถูกสวมบทบาทเป็นบุคคล) ถึงสามครั้ง จึงอาจกล่าวได้อย่างถูกต้องว่าทรงเป็นสามบุคคล แม้ว่าทั้งคำว่า บุคคล หรือ ตรีเอกภาพ จะมิได้ถูกนำมาใช้เรียกพระองค์ในคัมภีร์ไบเบิลก็ตาม อันที่จริงนักบุญจอห์น (1 ยอห์น 5:7) กล่าวว่า “มีสามพยานในสวรรค์ คือ พระบิดา พระวาทะ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทั้งสามนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน” ทว่าสิ่งนี้มิได้ขัดแย้ง แต่กลับสอดคล้องอย่างเหมาะสมกับสามบุคคลในความหมายที่ถูกต้องของคำว่า บุคคล ซึ่งก็คือ สิ่งที่ถูกเป็นตัวแทนโดยผู้อื่น

    ดังนั้น พระเจ้าพระบิดา ในฐานะที่ถูกเป็นตัวแทนโดยโมเสส จึงเป็นบุคคลหนึ่ง และในฐานะที่ถูกเป็นตัวแทนโดยพระบุตรของพระองค์ ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่ง และในฐานะที่ถูกเป็นตัวแทนโดยเหล่าอัครสาวกและเหล่าอาจารย์ผู้สั่งสอนโดยอาศัยอำนาจที่สืบทอดมาจากพวกเขา ก็เป็นบุคคลที่สาม และกระนั้น ทุกบุคคลในที่นี้ คือบุคคลของพระเจ้าองค์เดียวกัน แต่มนุษย์อาจถาม ณ ที่นี้ว่า สิ่งที่พยานทั้งสามนี้เป็นพยานถึงนั้นคืออะไร ดังนั้นนักบุญจอห์นจึงบอกเรา (ข้อ 11) ว่า พวกเขาเป็นพยานว่า “พระเจ้าทรงประทานชีวิตนิรันดร์ให้แก่เราในพระบุตรของพระองค์”

    อีกครั้ง หากมีคำถามว่า พยานหลักฐานนั้นปรากฏอยู่ในสิ่งใด คำตอบนั้นง่ายดาย เพราะพระองค์ทรงเป็นพยานในสิ่งเดียวกันนี้ผ่านทางอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงกระทำ ประการแรกผ่านทางโมเสส ประการที่สองผ่านทางพระบุตรของพระองค์เอง และประการสุดท้ายผ่านทางเหล่าอัครสาวกผู้ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ในแต่ละยุคสมัยได้เป็นตัวแทนบุคคลของพระเจ้า และได้พยากรณ์หรือเทศนาถึงพระเยซูคริสต์ และสำหรับเหล่าอัครสาวกนั้น คุณลักษณะของความเป็นอัครสาวกในบรรดาอัครสาวกสิบสององค์แรกและผู้ยิ่งใหญ่ คือการเป็นพยานถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ดังที่ปรากฏชัดแจ้ง (กิจการ 1 ข้อ 21, 22) เมื่อนักบุญปีเตอร์ต้องเลือกอัครสาวกคนใหม่ขึ้นมาแทนที่ยูดาส อิสคาริโอท ท่านได้ใช้ถ้อยคำว่า “ในบรรดาคนเหล่านี้ที่ได้ร่วมเดินทางกับเราตลอดเวลาที่องค์พระเยซูเจ้าเสด็จไปมาท่ามกลางเรา เริ่มตั้งแต่การบัพติศมาของยอห์น จนถึงวันที่พระองค์ถูกรับขึ้นไปจากเรา จะต้องมีคนหนึ่งถูกตั้งขึ้นให้เป็นพยานร่วมกับเราถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์”

    ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้เป็นการตีความการเป็นพยานที่นักบุญจอห์นได้กล่าวถึง ในที่เดียวกันนี้ยังมีการกล่าวถึงตรีเอกภาพของพยานบนโลกอีกชุดหนึ่ง เพราะ (ข้อ 8) ท่านกล่าวว่า “มีสามพยานบนโลก คือ พระวิญญาณ น้ำ และโลหิต และทั้งสามนี้เป็นพยานสอดคล้องกัน” นั่นคือ พระคุณแห่งพระวิญญาณของพระเจ้า และศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง คือ การบัพติศมา และพิธีมหาสนิท ซึ่งทั้งหมดล้วนสอดคล้องกันในพยานหลักฐานเดียว เพื่อให้มโนธรรมของผู้เชื่อมั่นใจในชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพยานหลักฐานนี้ท่านกล่าวว่า (ข้อ 10) “ผู้ที่เชื่อในบุตรมนุษย์ย่อมมีพยานหลักฐานนั้นอยู่ในตนเอง”

    ในตรีเอกภาพบนโลกนี้ ความเป็นหนึ่งเดียวมิได้อยู่ที่ตัวสิ่งของ เพราะพระวิญญาณ น้ำ และโลหิต มิใช่สารัตถะเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะให้พยานหลักฐานเดียวกันก็ตาม แต่ในตรีเอกภาพแห่งสวรรค์ บรรดาบุคคลนั้นคือบุคคลของพระเจ้าองค์เดียวกัน แม้จะถูกเป็นตัวแทนในสามช่วงเวลาและสามโอกาสที่แตกต่างกัน เพื่อสรุป หลักคำสอนเรื่องตรีเอกภาพ เท่าที่สามารถรวบรวมได้โดยตรงจากพระคัมภีร์ โดยเนื้อหาสาระคือ พระเจ้าผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียวและองค์เดียวกันเสมอมา ทรงเป็นบุคคลที่ถูกเป็นตัวแทนโดยโมเสส เป็นบุคคลที่

    ตัวแทนคือพระบุตรผู้ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และบุคคลผู้ถูกแทนที่คือเหล่าอัครสาวก ในฐานะที่ถูกแทนที่โดยเหล่าอัครสาวก พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเป็นผู้ดลใจให้พวกเขาตรัสคือพระเจ้า ในฐานะที่ถูกแทนที่โดยพระบุตร (ผู้ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์) พระบุตรนั้นคือพระเจ้าองค์นั้น ในฐานะที่ถูกแทนที่โดยโมเสสและมหาปุโรหิต พระบิดา ซึ่งหมายถึงพระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา คือพระเจ้าองค์นั้น จากจุดนี้เราอาจสรุปเหตุผลได้ว่า เหตุใดนามพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในความหมายของความเป็นพระเจ้า จึงไม่เคยถูกใช้ในพันธสัญญาเดิม เพราะนามเหล่านี้เป็นบุคคล

    กล่าวคือ มีนามมาจากการเป็นตัวแทน ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะมีมนุษย์จำนวนมากทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการปกครอง หรือในการชี้นำภายใต้พระองค์

    ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่าอำนาจทางศาสนจักรนั้น พระผู้ช่วยให้รอดทรงมอบไว้ให้แก่เหล่าอัครสาวกอย่างไร และเพื่อให้พวกเขาสามารถใช้อำนาจนั้นได้ดียิ่งขึ้น จึงทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ ซึ่งในพันธสัญญาใหม่บางครั้งจึงถูกเรียกว่า พาราคลีตัส (Paracletus) ซึ่งหมายถึง ผู้ช่วย หรือผู้ที่ถูกเรียกมาเพื่อช่วยเหลือ แม้ว่าโดยทั่วไปจะแปลว่า ผู้ปลอบประโลมก็ตาม บัดนี้ ให้เราพิจารณาถึงตัวอำนาจนั้นเองว่าคืออะไร และมีอำนาจเหนือใคร

    อำนาจทางศาสนจักรเป็นเพียงอำนาจในการสั่งสอน

    คาร์ดินัล เบลลาร์มีน ในงานเขียนว่าด้วยข้อโต้แย้งทั่วไปฉบับที่สาม ได้จัดการกับคำถามจำนวนมากเกี่ยวกับอำนาจทางศาสนจักรของพระสันตะปาปาแห่งโรม โดยเริ่มจากประเด็นที่ว่า อำนาจนั้นควรเป็นแบบราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย หรือประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจทุกรูปแบบดังกล่าวล้วนเป็นอำนาจสูงสุดและมีอำนาจบังคับ หากปรากฏว่าไม่มีอำนาจบังคับใดๆ ที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงทิ้งไว้ให้พวกเขาเลย แต่มีเพียงอำนาจในการประกาศอาณาจักรของพระคริสต์ และโน้มน้าวให้มนุษย์ยอมจำนนต่ออาณาจักรนั้น และใช้คำสอนและคำแนะนำที่ดี เพื่อสอนผู้ที่ยอมจำนนแล้วว่าควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าเมื่อเวลานั้นมาถึง และหากเหล่าอัครสาวกและผู้รับใช้แห่งพระวรสารคนอื่นๆ คือครูผู้สอนของเรา มิใช่ผู้บัญชาการ และคำสอนของพวกเขามิใช่กฎหมาย แต่เป็นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ เช่นนั้นแล้ว ข้อถกเถียงทั้งหมดนั้นก็เปล่าประโยชน์

    ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ คืออำนาจของพระคริสต์เอง

    ข้าพเจ้าได้แสดงให้เห็นแล้ว (ในบทที่แล้ว) ว่าอาณาจักรของพระคริสต์มิใช่ของโลกนี้ ดังนั้น ผู้รับใช้ของพระองค์ (เว้นแต่จะเป็นกษัตริย์) จึงไม่อาจเรียกร้องความเชื่อฟังในพระนามของพระองค์ได้ เพราะหากกษัตริย์สูงสุดไม่มีอำนาจทางราชอาณาจักรในโลกนี้ จะใช้อำนาจใดในการเรียกร้องความเชื่อฟังต่อเจ้าหน้าที่ของพระองค์? “ดังที่พระบิดาทรงส่งเรามา” (พระผู้ช่วยให้รอดตรัสไว้) “เราก็ส่งท่านไป” แต่พระผู้ช่วยให้รอดทรงถูกส่งมาเพื่อโน้มน้าวให้ชาวเยิวหันกลับมา และเพื่อเชิญชวนเหล่าคนต่างชาติให้รับอาณาจักรของพระบิดา มิใช่เพื่อทรงครองราชย์ด้วยความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ในฐานะผู้แทนของพระบิดา จนกว่าจะถึงวันพิพากษา

    จากนามของการเกิดใหม่

    ช่วงเวลาระหว่างการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และการฟื้นคืนชีพครั้งใหญ่ มิได้ถูกเรียกว่าการครองราชย์ แต่เรียกว่าการเกิดใหม่ (Regeneration) กล่าวคือ เป็นการเตรียมมนุษย์สำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองอันรุ่งโรจน์ของพระคริสต์ในวันพิพากษา ดังที่ปรากฏในพระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอดใน มัทธิว 19.28 “ส่วนท่านทั้งหลายที่ได้ตามเรามาในการเกิดใหม่ เมื่อบุตรมนุษย์ประทับบนพระที่นั่งแห่งสิริของพระองค์ ท่านทั้งหลายก็จะประทับบนพระที่นั่งสิบสองที่” และจากคำกล่าวของนักบุญพอล (เอเฟซัส 6.15) “สวมรองเท้าด้วยความเตรียมพร้อมแห่งข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข”

    จากการเปรียบเทียบกับการตกปลา เชื้อขนมปัง และเมล็ดพันธุ์

    และพระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงเปรียบการนี้กับการตกปลา นั่นคือการทำให้มนุษย์ยอมเชื่อฟัง มิใช่ด้วยการบีบบังคับหรือการลงทัณฑ์ แต่ด้วยการโน้มน้าวใจ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงมิได้ตรัสกับเหล่าอัครสาวกว่าจะทรงทำให้พวกเขาเป็นดั่งนิมรอดผู้เป็นพรานล่ามนุษย์ แต่ทรงให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา อีกทั้งยังทรงเปรียบกับการหมักเชื้อ การหว่านเมล็ดพันธุ์ และการทวีคูณของเมล็ดมัสตาร์ด ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนตัดเรื่องการบังคับออกไป และส่งผลให้ในห้วงเวลานั้นไม่อาจมีการปกครองที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ งานของเหล่าศาสนบริกรของพระคริสต์คือการประกาศข่าวประเสริฐ

    นั่นคือการป่าวประกาศเรื่องพระคริสต์และการเตรียมการสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สอง เช่นเดียวกับการประกาศข่าวประเสริฐของยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่เป็นการเตรียมการสำหรับการเสด็จมาครั้งแรก

    จากว่าด้วยธรรมชาติแห่งศรัทธา:

    อีกประการหนึ่ง หน้าที่ของศาสนบริกรของพระคริสต์ในโลกนี้ คือการทำให้มนุษย์เชื่อและมีศรัทธาในพระคริสต์ ทว่าศรัทธานั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องหรือขึ้นตรงต่อการบีบบังคับหรือคำสั่งใดๆ เลย แต่ขึ้นอยู่กับความแน่นอนหรือความเป็นไปได้ของข้อโต้แย้งที่ดึงมาจากเหตุผล หรือจากสิ่งที่มนุษย์เชื่ออยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ศาสนบริกรของพระคริสต์ในโลกนี้จึงไม่มีอำนาจในนามดังกล่าวที่จะลงทัณฑ์ผู้ใดที่ไม่เชื่อ หรือผู้ที่โต้แย้งสิ่งที่พวกเขากล่าว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าพวกเขาไม่มีอำนาจในนามของศาสนบริกรของพระคริสต์ที่จะลงทัณฑ์บุคคลดังกล่าว

    แต่หากพวกเขามีอำนาจทางแพ่งสูงสุดโดยการจัดตั้งทางการเมือง เมื่อนั้นพวกเขาจึงจะสามารถลงทัณฑ์การโต้แย้งใดๆ ต่อกฎหมายของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และนักบุญเปาโลได้กล่าวถึงตนเองและผู้ประกาศข่าวประเสริฐคนอื่นๆ ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนว่า (2 โครินธ์ 1:24) “เราไม่มีอำนาจเหนือความเชื่อของท่าน แต่เป็นผู้ช่วยส่งเสริมความยินดีของท่าน”

    จากอำนาจที่พระคริสต์ทรงมอบไว้แก่เจ้าผู้ครองนครทางแพ่ง

    ข้อโต้แย้งอีกประการหนึ่งที่ชี้ว่าศาสนบริกรของพระคริสต์ในโลกปัจจุบันไม่มีสิทธิในการสั่งการ สามารถดึงมาจากอำนาจอันชอบธรรมที่พระคริสต์ทรงมอบไว้แก่เจ้าผู้ครองนครทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือผู้มิใช่คริสเตียน นักบุญเปาโลกล่าวว่า (โคโลสี 3:20) “ลูกทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนในทุกสิ่ง เพราะนี่เป็นสิ่งที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า” และข้อ 22 “บรรดาทาสจงเชื่อฟังนายตามเนื้อหนังของตนในทุกสิ่ง มิใช่เพียงต่อหน้าเพื่อเอาใจมนุษย์ แต่ด้วยใจจริงด้วยความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า”

    คำกล่าวนี้พูดกับผู้ที่มีนายเป็นผู้มิใช่คริสเตียน ทว่าพวกเขาก็ยังถูกสั่งให้เชื่อฟังในทุกสิ่ง และอีกครั้งเกี่ยวกับการเชื่อฟังเจ้าผู้ครองนคร (โรม 13 ข้อ 1 ถึง 6) ซึ่งเตือนให้ “ยอมอยู่ใต้อำนาจปกครอง” โดยท่านกล่าวว่า “อำนาจทั้งปวงนั้นมาจากการแต่งตั้งของพระเจ้า” และ “เราควรยอมอยู่ใต้อำนาจนั้น มิใช่เพียงเพราะ” กลัว “พระพิโรธ” ของพวกเขาเท่านั้น แต่เพื่อมโนธรรมด้วย และนักบุญเปโตร (1 เปโตร บทที่ 2 ข้อ 13, 14, 15) กล่าวว่า “จงยอมตนอยู่ใต้ทุกระเบียบข้อบังคับของมนุษย์ เพื่อเห็นแก่พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ในฐานะผู้สูงสุด หรือผู้ว่าราชการที่พระองค์ทรงส่งมาเพื่อลงโทษผู้ทำชั่วและสรรเสริญผู้ทำดี เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้า”

    และนักบุญเปาโลกล่าวอีกครั้ง (ทิตัส 3:1) “จงเตือนให้พวกเขายอมอยู่ใต้ผู้ปกครองและผู้มีอำนาจ และให้เชื่อฟังเจ้าหน้าที่” เจ้าผู้ครองนครและผู้มีอำนาจที่นักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลกล่าวถึงในที่นี้ล้วนเป็นผู้มิใช่คริสเตียน ดังนั้นเราจึงยิ่งต้องเชื่อฟังชาวคริสเตียนที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งให้มีอำนาจสูงสุดเหนือเรา แล้วเราจะถูกผูกมัดให้กระทำการใดๆ ที่ขัดต่อคำสั่งของกษัตริย์ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจสูงสุดอื่นของรัฐที่เราเป็นสมาชิก และเป็นผู้ที่เราหวังจะได้รับความคุ้มครองได้อย่างไร

    ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์ว่า พระคริสต์มิได้มอบอำนาจในการสั่งการผู้อื่นให้แก่ศาสนบริกรของพระองค์ในโลกนี้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะได้รับอำนาจทางแพ่งควบคู่ไปด้วย

    สิ่งที่คริสต์ศาสนิกชนพึงกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเบียดเบียน

    แต่หากมีผู้โต้แย้งว่า จะเป็นอย่างไรถ้ากษัตริย์ หรือวุฒิสภา หรือผู้ทรงอำนาจสูงสุดท่านอื่น สั่งห้ามมิให้เราเชื่อในพระคริสต์? ต่อเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอตอบว่า คำสั่งห้ามเช่นนั้นย่อมไม่มีผลใดๆ เพราะความเชื่อและความไม่เชื่อนั้นไม่เคยดำเนินตามคำสั่งของมนุษย์ ศรัทธาคือของประทานจากพระเจ้า ซึ่งมนุษย์มิอาจมอบให้หรือพรากไปได้ ไม่ว่าจะด้วยคำมั่นสัญญาถึงรางวัลหรือการข่มขู่ด้วยการทรมาน และหากมีคำถามสืบเนื่องว่า จะเป็นอย่างไรหากเราถูกสั่งโดยเจ้าผู้ครองนครที่ชอบด้วยกฎหมาย ให้กล่าวด้วยปากของตนว่าเรามิได้เชื่อ เราจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นหรือไม่?

    การประกาศด้วยปากเป็นเพียงเรื่องภายนอก และไม่ต่างไปจากกิริยาท่าทางอื่นใดที่เราแสดงออกเพื่อสื่อถึงความนอบน้อมเชื่อฟัง ซึ่งในจุดนี้ คริสต์ศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาในพระคริสต์อย่างมั่นคงในใจ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับที่ศาสดาเอลีชาอนุญาตให้แก่นาอามานชาวซีเรีย นาอามานได้เปลี่ยนความเชื่อในใจมาสู่พระเจ้าแห่งอิสราเอล ดังที่เขากล่าวไว้ (2 พงศ์กษัตริย์ 5.17) ว่า “ตั้งแต่นี้ไป ผู้รับใช้ของท่านจะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัคการะแด่พระเจ้าอื่นใด นอกจากแด่พระเจ้า ขอพระเจ้าทรงโปรดอภัยให้ผู้รับใช้ของท่าน ในยามที่นายของข้าพเจ้าเข้าไปในวิหารของริมโมนเพื่อสักการะที่นั่น และเขาพิงมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าต้องก้มตัวลงในวิหารของริมโมน เมื่อข้าพเจ้าก้มตัวลงในวิหารของริมโมน ขอพระเจ้าทรงโปรดอภัยให้ผู้รับไช้ของท่านในเรื่องนี้เถิด”

    ซึ่งศาสดาก็เห็นชอบและบอกเขาว่า “จงไปโดยสันติเถิด” ในที่นี้ นาอามานเชื่อในใจ แต่การก้มกราบหน้าเทวรูปริมโมนนั้น ในทางปฏิบัติเขาก็ได้ปฏิเสธพระเจ้าที่แท้จริง ไม่ต่างอะไรกับหากเขาได้กล่าวปฏิเสธด้วยริมฝีปาก แต่ถ้าเช่นนั้น เราจะตอบคำกล่าวของพระผู้ช่วยให้รอดที่ว่า “ผู้ใดปฏิเสธเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะปฏิเสธเขาต่อหน้าพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์” อย่างไร? เราอาจกล่าวได้ว่า สิ่งใดก็ตามที่พสกนิกร เช่นเดียวกับนาอามาน ถูกบังคับให้กระทำเพื่อเชื่อฟังผู้ทรงอำนาจสูงสุด และมิได้กระทำตามความประสงค์ของตนเอง

    แต่กระทำตามกฎหมายแห่งบ้านเมือง การกระทำนั้นมิใช่ของเขา แต่เป็นของผู้ทรงอำนาจสูงสุด และในกรณีนี้ มิใช่เขาที่เป็นผู้ปฏิเสธพระคริสต์ต่อหน้ามนุษย์ แต่เป็นผู้ปกครองและกฎหมายแห่งบ้านเมืองของเขา หากผู้ใดจะกล่าวหาว่าหลักคำสอนนี้ขัดต่อคริสต์ศาสนาที่แท้จริงและจริงใจ ข้าพเจ้าขอถามเขาว่า ในกรณีที่มีพสกนิกรในรัฐคริสต์ศาสนาใดๆ ซึ่งในใจลึกๆ นั้นนับถือศาสนาอิสลาม หากผู้ทรงอำนาจสูงสุดสั่งให้เขาต้องเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาของคริสตจักร โดยมีโทษถึงตาย เขาคิดว่าผู้นับถือศาสนาอิสลามผู้นั้นมีพันธะทางมโนธรรมที่จะต้องยอมตายเพื่อเหตุนั้น แทนที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าผู้ครองนครที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเขาตอบว่า ผู้นั้นควรยอมตายเสียดีกว่า

    เช่นนั้นเขาก็ได้ให้อำนาจแก่ปัจเจกชนทั้งปวงในการขัดคำสั่งเจ้าผู้ครองนครเพื่อรักษาศาสนาของตน ไม่ว่าศาสนานั้นจะจริงหรือเท็จ แต่หากเขาตอบว่า ผู้นั้นควรเชื่อฟัง เช่นนั้นเขาก็ยอมรับในสิ่งที่เขาปฏิเสธผู้อื่น ซึ่งขัดต่อพระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอดที่ว่า “สิ่งใดที่ท่านปรารถนาให้มนุษย์กระทำต่อท่าน จงกระทำสิ่งนั้นต่อเขา” และขัดต่อกฎธรรมชาติ (ซึ่งเป็นกฎนิรันดร์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ของพระเจ้า) ที่ว่า “จงอย่ากระทำต่อผู้อื่น ในสิ่งที่ท่านไม่ปรารถนาให้เขากระทำต่อท่าน”

    ว่าด้วยเรื่องมรณสักขี

    แต่ถ้าเช่นนั้น เราจะกล่าวอย่างไรถึงเหล่ามรณสักขีทั้งหลายที่เราได้อ่านพบในประวัติศาสตร์แห่งคริสตจักร ว่าพวกเขาได้สละชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ? สำหรับคำตอบในเรื่องนี้ เราจำต้องจำแนกบุคคลที่ถูกประหารชีวิตด้วยเหตุแห่งนั้น ซึ่งบางคนได้รับกระแสเรียกให้เทศนาและประกาศอาณาจักรของพระคริสต์อย่างเปิดเผย ส่วนบางคนมิได้รับกระแสเรียกเช่นนั้น และมิได้ถูกเรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่าความศรัทธาของตนเอง บุคคลกลุ่มแรก หากถูกประหารชีวิตเพราะการเป็นพยานในประเด็นที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย ย่อมถือเป็นมรณสักขีที่แท้จริง เพราะมรณสักขีนั้น (หากจะให้คำนิยามที่ถูกต้องของคำนี้) คือพยานของการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูผู้ทรงเป็นเมสสิยาห์ ซึ่งไม่มีผู้ใดเป็นได้นอกจากผู้ที่เคยร่วมใช้ชีวิตกับพระองค์บนโลก และได้เห็นพระองค์หลังจากที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว เพราะพยานย่อมต้องได้เห็นสิ่งที่ตนเป็นพยานถึง มิเช่นนั้นคำพยานของเขาก็ย่อมไม่มีน้ำหนัก และการที่ไม่มีผู้ใดนอกจากคนเหล่านี้ที่จะถูกเรียกว่ามรณสักขีของพระคริสต์ได้อย่างถูกต้องนั้น ปรากฏชัดแจ้งจากถ้อยคำของนักบุญปีเตอร์ใน กิจการ 1.21, 22 ที่ว่า “เหตุฉะนั้น

    ในบรรดาคนเหล่านี้ที่ได้ร่วมเดินทางกับเราตลอดเวลาที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปมาท่ามกลางเรา เริ่มตั้งแต่การบัพติศมาของยอห์น จนถึงวันที่พระองค์ถูกรับขึ้นไปจากเรา จะต้องมีคนหนึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็นมรณสักขี (นั่นคือ พยาน) ร่วมกับเราถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์” ณ จุดนี้ เราอาจสังเกตได้ว่า ผู้ที่จะเป็นพยานถึงความจริงในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ หรือกล่าวคือ ความจริงของหลักข้อเชื่อพื้นฐานแห่งศาสนาคริสต์ที่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์นั้น จะต้องเป็นสาวกผู้ที่เคยร่วมใช้ชีวิตกับพระองค์ และได้เห็นพระองค์ทั้งก่อนและหลังการฟื้นคืนพระชนม์

    ดังนั้นจึงต้องเป็นหนึ่งในเหล่าสาวกดั้งเดิมของพระองค์ ส่วนผู้ที่มิได้เป็นเช่นนั้น ย่อมเป็นพยานได้เพียงว่าบรรพบุรุษของตนได้กล่าวไว้ และด้วยเหตุนี้จึงเป็นเพียงพยานถึงคำพยานของผู้อื่น และเป็นเพียงมรณสักขีลำดับที่สอง หรือมรณสักขีของเหล่าพยานของพระคริสต์เท่านั้น

    ผู้ใดที่ต่อต้านกฎหมายและอำนาจของรัฐพลเมือง เพื่อธำรงไว้ซึ่งทุกหลักคำสอนที่ตนสกัดออกมาจากประวัติศาสตร์แห่งพระชนม์ชีพของพระผู้ช่วยให้รอด หรือจากกิจการหรือจดหมายฝากของเหล่าอัครสาวก หรือสิ่งที่ตนเชื่อตามอำนาจของบุคคลธรรมดา ผู้นั้นย่อมห่างไกลจากการเป็นมรณสักขีของพระคริสต์ หรือมรณสักขีของเหล่ามรณสักขีของพระองค์ยิ่งนัก มีเพียงหลักข้อเดียวเท่านั้นที่การยอมตายเพื่อสิ่งนั้นจะคู่ควรกับนามอันทรงเกียรติเช่นนี้ และหลักข้อนั้นคือ พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ กล่าวคือ พระองค์ผู้ทรงไถ่เรา และจะเสด็จกลับมาเพื่อประทานความรอดและชีวิตนิรันดร์ในอาณาจักรที่รุ่งโรจน์ของพระองค์ การยอมตายเพื่อทุกหลักความเชื่อที่รับใช้ความทะเยอทะยานหรือผลประโยชน์ของคณะสงฆ์นั้นมิใช่สิ่งที่ถูกเรียกร้อง และมิใช่ความตายของพยาน หากแต่เป็นตัวคำพยานเองต่างหากที่ทำให้บุคคลนั้นเป็นมรณสักขี เพราะคำนี้มิได้มีความหมายอื่นใด นอกจากหมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพยาน ไม่ว่าเขาจะถูกประหารชีวิตเพราะคำพยานนั้นหรือไม่ก็ตาม

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    อีกทั้งผู้ที่มิได้ถูกส่งมาเพื่อประกาศหลักข้อความเชื่อพื้นฐานนี้ แต่กลับรับหน้าที่นี้ด้วยอำนาจส่วนตน แม้ว่าเขาจะเป็นพยาน และส่งผลให้เป็นมรณสักขี ไม่ว่าจะเป็นมรณสักขีลำดับแรกของพระคริสต์ หรือลำดับรองของเหล่าอัครสาวก สาวก หรือผู้สืบทอดของคนเหล่านี้ก็ตาม เขาก็ไม่มีพันธะที่จะต้องยอมรับความตายเพื่อเหตุนั้น เพราะเมื่อมิได้ถูกเรียกให้ทำ สิ่งนั้นจึงมิใช่สิ่งที่ถูกเรียกร้องจากเขา และเขาก็ไม่ควรตัดพ้อหากต้องสูญเสียรางวัลที่เขาคาดหวังจากผู้ที่มิเคยส่งเขาไปปฏิบัติงาน

    ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดสามารถเป็นมรณสักขีได้ ไม่ว่าจะเป็นลำดับแรกหรือลำดับสอง หากไม่มีหนังสือมอบอำนาจให้ประกาศว่าพระคริสต์ได้เสด็จมาในสภาพมนุษย์ กล่าวคือ ไม่มีผู้ใดเป็นมรณสักขีได้ นอกจากผู้ที่ถูกส่งไปเพื่อเปลี่ยนใจผู้ไม่ศรัทธา เพราะไม่มีใครเป็นพยานแก่ผู้ที่เชื่ออยู่แล้ว ซึ่งย่อมไม่ต้องการพยาน แต่เป็นพยานแก่ผู้ที่ปฏิเสธ สงสัย หรือยังไม่เคยได้ยิน พระคริสต์ทรงส่งเหล่าอัครสาวกและสาวกทั้งเจ็ดสิบคนของพระองค์ พร้อมด้วยอำนาจในการประกาศ พระองค์มิได้ส่งทุกคนที่เชื่อ และทรงส่งพวกเขาไปยังผู้ไม่เชื่อ โดยตรัสว่า “เราส่งท่านทั้งหลายไปดุจแกะในหมู่สุนัขป่า” มิใช่ส่งแกะไปหาแกะด้วยกัน

    ข้อโต้แย้งจากประเด็นแห่งการมอบอำนาจ

    ประการสุดท้าย ประเด็นแห่งการมอบอำนาจของพวกเขา ตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในพระวรสารนั้น ไม่มีข้อใดเลยที่ให้อำนาจเหนือชุมชนแห่งความเชื่อ

    การประกาศ

    ประการแรก (มัทธิว 10) คือเหล่าอัครสาวกทั้งสิบสองคนถูกส่ง “ไปยังแกะที่หลงหายของพงศ์พันธุ์อิสราเอล” และได้รับคำสั่งให้ประกาศว่า “แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้แล้ว” ซึ่งการประกาศในความหมายดั้งเดิม คือการกระทำของผู้ป่าวประกาศ ผู้ส่งสาร หรือเจ้าหน้าที่อื่นที่ใช้ในการประกาศเรื่องพระราชาต่อสาธารณชน แต่ผู้ป่าวประกาศย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งการผู้ใด และ (ลูกา 10.2) สาวกทั้งเจ็ดสิบคนถูกส่งออกไป “ดุจคนงาน มิใช่ดุจเจ้านายแห่งการเก็บเกี่ยว” และได้รับสั่ง (ข้อ 9) ให้กล่าวว่า “แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้ท่านทั้งหลายแล้ว”

    และคำว่าแผ่นดินในที่นี้ มิได้หมายถึงแผ่นดินแห่งพระคุณ แต่หมายถึงแผ่นดินแห่งพระสิริ เพราะพวกเขาได้รับสั่งให้ประกาศ (ข้อ 11) แก่บรรดาเมืองที่ไม่ต้อนรับพวกเขา เพื่อเป็นการข่มขู่ว่า ในวันนั้นเมืองโสโดมจะได้รับความเมตตายิ่งกว่าเมืองเช่นนั้น และ (มัทธิว 20.28) พระผู้ช่วยให้รอดทรงบอกเหล่าสาวกที่แสวงหาตำแหน่งอันสูงสุดว่า หน้าที่ของพวกเขาคือการรับใช้ เช่นเดียวกับที่บุตรมนุษย์เสด็จมา มิใช่เพื่อรับการรับใช้ แต่เพื่อรับใช้ ดังนั้น ผู้ประกาศจึงไม่มีอำนาจในทางปกครอง แต่มีอำนาจในทางรับใช้ “อย่าให้ใครเรียกท่านว่าอาจารย์ (พระผู้ช่วยให้รอดตรัสใน มัทธิว 23.10) เพราะท่านมีอาจารย์เพียงผู้เดียว คือพระคริสต์”

    และการสอน

    อีกประเด็นหนึ่งของการมอบอำนาจ คือการสอนนานาชาติ ดังที่ปรากฏใน มัทธิว 28.19 หรือในนักบุญมาระโก 16.15 “จงออกไปทั่วโลก และประกาศข่าวประเสริฐแก่สรรพสัตว์” ดังนั้น การสอนและการประกาศจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะผู้ที่ป่าวประกาศการเสด็จมาของพระราชา จักต้องทำให้ทราบด้วยว่าพระองค์เสด็จมาด้วยสิทธิ์อันใด หากพวกเขาปรารถนาให้ผู้คนยอมสยบต่อพระองค์ ดังที่นักบุญเปาโลได้กระทำต่อชาวเยิวในเมืองเธสซาโลนิกา เมื่อท่าน “ใช้เวลาสามวันสะบาโตโต้แย้งกับพวกเขาโดยอ้างอิงจากพระคัมภีร์ เปิดเผยและพิสูจน์ว่าพระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์ และฟื้นขึ้นจากความตาย และว่าพระเยซูผู้นี้คือพระคริสต์”

    แต่การสอนจากพันธสัญญาเดิมว่าพระเยซูคือพระคริสต์ (นั่นคือ พระราชา) และทรงฟื้นขึ้นจากความตาย มิได้หมายความว่า หลังจากผู้คนเชื่อเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะมีพันธะต้องเชื่อฟังผู้ที่บอกพวกเขา โดยฝ่าฝืนกฎหมายและคำสั่งของผู้ปกครองสูงสุดของตน แต่หมายความว่าพวกเขาควรดำเนินตนอย่างชาญฉลาด โดยเฝ้ารอการเสด็จมาของพระคริสต์ในภายหน้า ด้วยความอดทน ความศรัทธา และความเชื่อฟังต่อผู้ปกครองในปัจจุบันของพวกเขา

    การบัพติศมา

    อีกประการหนึ่งในพันธกิจของพวกเขาคือการรับบัพติศมา “ในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” บัพติศมาคืออะไร? คือการจุ่มลงในน้ำ แต่การจุ่มมนุษย์ลงในน้ำในพระนามของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นหมายความว่าอย่างไร? ความหมายของถ้อยคำแห่งการรับบัพติศมาคือสิ่งนี้ ผู้ที่ได้รับบัพติศมานั้นถูกจุ่มหรือชำระล้าง เพื่อเป็นเครื่องหมายของการกลายเป็นคนใหม่ และเป็นข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าผู้ซึ่งในกาลก่อนมีโมเสสและมหาปุโรหิตเป็นตัวแทนพระองค์เมื่อครั้งทรงปกครองเหนือชาวเยิว และต่อพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ผู้ทรงไถ่เรา และจะทรงเป็นตัวแทนพระองค์พระบิดาในธรรมชาติความเป็นมนุษย์ในอาณาจักรนิรันดร์หลังการฟื้นคืนพระชนม์ และเพื่อยอมรับในคำสอนของเหล่าอัครสาวก ผู้ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณของพระบิดาและพระบุตร และถูกทิ้งไว้เพื่อให้เป็นผู้นำทางเราเข้าสู่อาณาจักรนั้น โดยเป็นหนทางเดียวและแน่นอนที่สุดในการไปถึงที่นั่น สิ่งนี้คือคำสัญญาของเราในการรับบัพติศมา และเนื่องจากอำนาจของผู้ปกครองทางโลกจะยังไม่ถูกยกเลิกจนกว่าจะถึงวันพิพากษา (เพราะสิ่งนี้ได้รับการยืนยันไว้อย่างชัดเจนโดยนักบุญพอลใน 1 โครินธ์ 15. 22, 23, 24 ซึ่งกล่าวว่า “ดังที่ในอาดัมทุกคนต้องตาย ในคริสต์ทุกคนก็จะได้รับชีวิตใหม่

    แต่ละคนตามลำดับของตน คริสต์ทรงเป็นผลแรกก่อน แล้วจึงเป็นผู้ที่สังกัดคริสต์เมื่อพระองค์เสด็จมา จากนั้นจุดจบจะมาถึง เมื่อพระองค์ทรงมอบอาณาจักรของพระเจ้า คือพระบิดา และเมื่อพระองค์ทรงยกเลิกการปกครอง อำนาจ และอิทธิพลทั้งปวง”) จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า ในการรับบัพติศมานั้น เรามิได้สถาปนาอำนาจอื่นใดขึ้นเหนือตนเพื่อมาปกครองการกระทำภายนอกของเราในชีวิตนี้ แต่เราสัญญาว่าจะยึดถือคำสอนของเหล่าอัครสาวกเป็นแนวทางในการดำเนินไปสู่ชีวิตนิรันดร์

    และการอภัยโทษ และการเก็บรักษาบาป

    อำนาจในการยกโทษและกักเก็บบาป หรือที่เรียกกันว่าอำนาจในการปลดปล่อยและผูกมัด และในบางครั้งเรียกว่ากุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากอำนาจในการรับบัพติศมาหรือการปฏิเสธที่จะรับบัพติศมา เพราะบัพติศมาคือศีลแห่งความจงรักภักดีของผู้ที่จะได้รับการรับเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า กล่าวคือ การเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการได้รับการยกโทษบาป เพราะชีวิตนิรันดร์นั้นสูญสิ้นไปเนื่องจากการกระทำบาป ดังนั้นจึงกอบกู้คืนมาได้ด้วยการยกโทษบาปของมนุษย์ จุดมุ่งหมายของบัพติศมาคือการยกโทษบาป

    ด้วยเหตุนี้ เมื่อบรรดาผู้ที่กลับใจด้วยคำเทศนาของนักบุญปีเตอร์ในวันเพนเทคอสต์ถามว่าพวกเขาควรทำอย่างไร ท่านจึงแนะนำให้พวกเขา “กลับใจและรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซู เพื่อการยกโทษบาป” ดังนั้น เมื่อการรับบัพติศมาคือการประกาศรับมนุษย์เข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า และการปฏิเสธบัพติศมาคือการประกาศขับไล่พวกเขาออกไป จึงสรุปได้ว่า อำนาจในการประกาศขับไล่หรือกักเก็บบุคคลไว้ในอาณาจักรนั้น ได้ถูกมอบให้แก่บรรดาอัครสาวก รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายและผู้สืบทอดตำแหน่งของพวกเขา

    ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงระบายลมปราณเหนือพวกเขาและตรัสว่า (ยอห์น 20:22) “จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เถิด” พระองค์ทรงตรัสเสริมในข้อถัดมาว่า “ผู้ใดที่ท่านยกโทษบาป บาปนั้นก็ได้รับการยกโทษ และผู้ใดที่ท่านกักเก็บบาป บาปนั้นก็ถูกกักเก็บไว้” ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้มิได้เป็นการมอบอำนาจในการยกโทษหรือกักเก็บบาปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังเช่นที่พระเจ้าทรงยกโทษหรือกักเก็บผู้ซึ่งพระองค์ทรงทราบถึงหัวใจของมนุษย์ และทรงทราบถึงความจริงในการสำนึกผิดและการกลับใจ

    แต่เป็นอำนาจที่มีเงื่อนไขสำหรับผู้ที่สำนึกผิด และการยกโทษหรือการปลดปล่อยนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกปลดปล่อยมีความสำนึกผิดเพียงจอมปลอม การยกโทษนั้นย่อมกลายเป็นโมฆะโดยไม่ต้องมีการกระทำหรือคำตัดสินอื่นใดจากผู้ปลดปล่อย และไม่มีผลใดๆ ต่อความรอดพ้น แต่ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นการเพิ่มพูนโทษบาปของเขาให้หนักยิ่งขึ้น ดังนั้น บรรดาอัครสาวกและผู้สืบทอดตำแหน่งจึงพึงพิจารณาเพียงเครื่องหมายภายนอกของการสำนึกผิด ซึ่งหากเครื่องหมายนั้นปรากฏชัด พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะปฏิเสธการปลดปล่อย และหากเครื่องหมายนั้นไม่ปรากฏ พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะปลดปล่อย

    เช่นเดียวกันนี้กับการรับบัพติศมา เพราะสำหรับชาวเยิวหรือชาวต่างชาติที่กลับใจ บรรดาอัครสาวกไม่มีอำนาจที่จะปฏิเสธบัพติศมา และไม่มีอำนาจที่จะมอบบัพติศมาให้แก่ผู้ที่ไม่สำนึกผิด แต่เนื่องจากไม่มีมนุษย์คนใดสามารถวินิจฉัยความจริงในการสำนึกผิดของผู้อื่นได้ นอกเสียจากพิจารณาจากเครื่องหมายภายนอกที่ปรากฏผ่านคำพูดและการกระทำ ซึ่งอาจแฝงด้วยความหน้าซื่อใจคด จึงเกิดคำถามตามมาว่า ผู้ใดคือผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ตัดสินเครื่องหมายเหล่านั้น ซึ่งคำถามนี้ได้รับการตัดสินโดยพระผู้ช่วยให้รอดเอง (มัทธิว 18:15, 16, 17) ว่า “หากพี่น้องของท่านทำผิดต่อท่าน จงไปบอกความผิดของเขาเพียงระหว่างท่านกับเขาเท่านั้น หากเขาฟังท่าน ท่านก็ได้พี่น้องของท่านกลับคืนมา

    แต่หากเขาไม่ฟังท่าน จงพาบุคคลอีกหนึ่งหรือสองคนไปด้วย และหากเขายังคงไม่ฟังคนเหล่านั้น จงแจ้งเรื่องนี้แก่คริสตจักร และให้เขาเป็นเหมือนคนต่างชาติและคนเก็บภาษีสำหรับท่าน” จากข้อความนี้จึงเห็นได้ชัดว่า การตัดสินเกี่ยวกับความจริงของการสำนึกผิดนั้น มิได้เป็นอำนาจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นของคริสตจักร กล่าวคือ เป็นของที่ประชุมของผู้มีความเชื่อ หรือผู้ที่มีอำนาจเป็นตัวแทนของพวกเขา ทว่านอกเหนือจากการตัดสินแล้ว จำเป็นต้องมีการประกาศคำตัดสินด้วย ซึ่งหน้าที่นี้เป็นของอัครสาวกหรือศิษยาภิบาลของคริสตจักรในฐานะผู้ประกาศ และเรื่องนี้พระผู้ช่วยให้รอดทรงตรัสไว้ในข้อที่ 18 ว่า “สิ่งใดที่ท่านผูกไว้บนโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกไว้ในสวรรค์ และสิ่งใดที่ท่านปลดปล่อยบนโลก สิ่งนั้นจะถูกปลดปล่อยในสวรรค์” และการปฏิบัติของนักบุญพอลก็สอดคล้องกับเรื่องนี้ (1 โครินธ์ 5:3, 4, และ 5) ซึ่งท่านได้…

    กล่าวว่า “เพราะเรานั้น แม้กายจะไม่อยู่ แต่จิตวิญญาณยังคงสถิตอยู่ และเราได้ตัดสินใจไว้แล้ว ราวกับว่าเราปรากฏตัวอยู่ที่นั่น เกี่ยวกับผู้ที่ได้กระทำความผิดนี้ว่า ในพระนามแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเยซูคริสต์ เมื่อท่านทั้งหลายมาชุมนุมกัน และจิตวิญญาณของเรา พร้อมด้วยฤทธานุภาพแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าเยซูคริสต์ ให้มอบผู้เช่นนั้นแก่ซาตาน” ซึ่งหมายถึง การขับเขาออกจากคริสตจักร ในฐานะผู้ซึ่งบาปไม่ได้รับการอภัย ในที่นี้เปาโลเป็นผู้ประกาศคำตัดสิน แต่ที่ประชุมต้องเป็นผู้รับฟังมูลเหตุแห่งคดีก่อน (เนื่องจากนักบุญเปาโลไม่อยู่) และโดยผลของกระบวนการนั้น จึงเป็นผู้ตัดสินลงโทษเขา

    ทว่าในบทเดียวกัน (ข้อ 11, 12) คำตัดสินในกรณีเช่นนี้ถูกระบุอย่างชัดแจ้งยิ่งขึ้นว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมว่า “แต่บัดนี้เราเขียนถึงท่านว่า อย่าคบหาสมาคมกับผู้ใดที่เรียกตนเองว่าพี่น้อง แต่เป็นผู้ผิดประเวณี ฯลฯ และอย่าร่วมรับประทานอาหารกับคนเช่นนั้น เพราะเหตุใดเราจึงต้องตัดสินผู้ที่อยู่ภายนอกเล่า? ท่านทั้งหลายมิใช่หรือที่ต้องตัดสินผู้ที่อยู่ภายใน?” ดังนั้น คำตัดสินที่ทำให้คนผู้นั้นต้องถูกขับออกจากคริสตจักร จึงประกาศโดยอัครสาวกหรือศิษยาภิบาล แต่การวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของคดีนั้นเป็นหน้าที่ของคริสตจักร

    กล่าวคือ (ตามยุคสมัยก่อนการเปลี่ยนมานับถือศาสนาของเหล่ากษัตริย์และผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐ) เป็นหน้าที่ของที่ประชุมคริสตชนที่พำนักอยู่ในเมืองเดียวกัน ดังเช่นในโครินธ์ ซึ่งเป็นที่ประชุมของคริสตชนแห่งโครินธ์

    ว่าด้วยการขับออกจากศาสนา

    อำนาจส่วนนี้ของกุญแจ ซึ่งใช้ขับไล่มนุษย์ให้ออกไปจากอาณาจักรของพระเจ้า คือสิ่งที่เรียกว่า การขับออกจากศาสนา (Excommunication) และการขับออกจากศาสนานั้น ในรากศัพท์เดิมคือ Aposunagogon Poiein หมายถึง การขับออกจากธรรมศาลา หรือออกจากสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นคำที่นำมาจากธรรมเนียมของชาวเยิวในการขับผู้ที่พวกเขาเห็นว่ามีพฤติกรรมหรือคำสอนที่แพร่กระจายความเสื่อมเสียออกจากธรรมศาลา เช่นเดียวกับที่ผู้ป่วยโรคเรื้อนถูกแยกออกจากชุมชนอิสราเอลตามกฎของโมเสส จนกว่าปุโรหิตจะประกาศว่าผู้นั้นสะอาดแล้ว

    การใช้การขับออกจากศาสนาโดยปราศจากอำนาจทางโลก

    การใช้และผลของการขับออกจากศาสนา ในขณะที่ยังไม่มีอำนาจทางโลกมาสนับสนุนนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ผู้ซึ่งไม่ถูกขับออกจากศาสนา จะต้องหลีกเลี่ยงการคบหาสมาคมกับผู้ที่ถูกขับออกไป การเพียงแต่ถือว่าพวกเขาเป็นคนนอกศาสนาที่มิเคยเป็นคริสตชนนั้นยังไม่เพียงพอ เพราะกับคนเช่นนั้นพวกเขาสามารถร่วมรับประทานอาหารและดื่มกินด้วยได้ แต่กับผู้ที่ถูกขับออกจากศาสนานั้นมิอาจทำได้ ดังที่ปรากฏในถ้อยคำของนักบุญเปาโล (1 โครินธ์ 5 ข้อ 9, 10 ฯลฯ) ซึ่งท่านบอกพวกเขาว่า ก่อนหน้านี้ท่านเคยห้ามมิให้ “คบหาสมาคมกับผู้ผิดประเวณี”

    แต่ (เนื่องจากสิ่งนั้นมิอาจทำได้โดยไม่แยกตัวออกจากโลก) ท่านจึงจำกัดให้หมายถึงผู้ผิดประเวณีและผู้ที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายอื่นๆ ซึ่งเป็นพี่น้องในคริสตจักร โดยกล่าวว่า “กับคนเช่นนั้น” พวกเขาไม่ควรคบหาสมาคมด้วย “และห้ามมิให้ร่วมรับประทานอาหาร” และสิ่งนี้มิได้แตกต่างไปจากที่พระผู้ช่วยให้รอดตรัสไว้ (มัทธิว 18.17) ว่า “จงถือว่าเขาเป็นเหมือนคนนอกศาสนา และเป็นเหมือนคนเก็บภาษี” เพราะคนเก็บภาษี (ซึ่งหมายถึงผู้รับเหมาจัดเก็บรายได้ของรัฐ) เป็นที่เกลียดชังและรังเกียจอย่างยิ่งจากชาวเยิวผู้ต้องจ่ายภาษี จนทำให้คนเก็บภาษีและคนบาปถูกมองว่าเป็นสิ่งเดียวกันในหมู่พวกเขา ถึงขนาดที่เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดตอบรับคำเชิญของศักเคียสซึ่งเป็นคนเก็บภาษี แม้จะเป็นการนำเขามาสู่ความเชื่อ

    แต่ก็ถูกคัดค้านว่าเป็นความผิด ดังนั้น เมื่อพระผู้ช่วยให้รอดทรงเพิ่มคำว่าคนเก็บภาษีต่อท้ายคำว่าคนนอกศาสนา พระองค์จึงทรงห้ามมิให้พวกเขาร่วมรับประทานอาหารกับผู้ที่ถูกขับออกจากศาสนา

    เลวีอาธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    สำหรับการกีดกันมิให้คนเหล่านั้นเข้าสู่ธรรมศาลาหรือสถานที่ชุมนุม พวกเขาไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ เว้นแต่จะเป็นอำนาจของเจ้าของสถานที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ศาสนิกชนหรือผู้ที่นับถือลัทธิอื่น และเนื่องจากสถานที่ทุกแห่งย่อมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐโดยสิทธิอันชอบธรรม ดังนั้น ทั้งผู้ที่ถูกขับออกจากศาสนาและผู้ที่ไม่เคยรับบัพติศมา ย่อมสามารถเข้าไปในสถานที่เหล่านั้นได้โดยอาศัยคำสั่งจากผู้มีอำนาจฝ่ายบ้านเมือง ดังเช่นที่เปาโลก่อนการกลับใจได้เข้าไปในธรรมศาลาที่เมืองดามัสกัส (กิจการ 9.2) เพื่อจับกุมคริสต์ศาสนิกชนทั้งชายและหญิง และนำตัวผู้ถูกจองจำไปยังกรุงเยรูซาเล็ม โดยอาศัยคำสั่งจากมหาปุโรหิต

    การไม่มีผลต่อผู้ละทิ้งศาสนา

    ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่า สำหรับคริสต์ศาสนิกชนที่กลายเป็นผู้ละทิ้งศาสนา ในสถานที่ซึ่งอำนาจฝ่ายบ้านเมืองเบียดเบียนหรือไม่เกื้อหนุนคริสตจักร ผลของการถูกขับออกจากศาสนานั้นไม่มีความหมายใดเลย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายในโลกนี้หรือความน่าสะพรึงกลัว ไม่น่าสะพรึงกลัวเพราะพวกเขาไม่มีความเชื่อ และไม่เสียหายเพราะการกระทำนั้นทำให้พวกเขากลับมาเป็นที่โปรดปรานของโลก และในโลกหน้า พวกเขาก็จะไม่อยู่ในสถานะที่เลวร้ายไปกว่าผู้ที่ไม่เคยมีความเชื่อเลย ความเสียหายจึงตกอยู่กับคริสตจักรมากกว่า โดยการถูกยั่วยุจากผู้ที่ถูกขับออกไป ซึ่งทำให้คนเหล่านั้นสามารถระบายความพยาบาทได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น

    แต่มีผลเฉพาะกับผู้มีความศรัทธาเท่านั้น

    ดังนั้น การขับออกจากศาสนาจึงมีผลเฉพาะกับผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งในพระสิริ เพื่อทรงปกครองและพิพากษาทั้งผู้เป็นและผู้ตาย และด้วยเหตุนั้น พระองค์จะทรงปฏิเสธการเข้าสู่พระอาณาจักรของพระองค์สำหรับผู้ที่ยังคงแบกบาปไว้ กล่าวคือ ผู้ที่ถูกคริสตจักรขับออกจากศาสนา และด้วยเหตุนี้เองที่นักบุญเปาโลเรียกการขับออกจากศาสนาว่าเป็นการส่งมอบบุคคลนั้นให้แก่ซาตาน เพราะหากปราศจากพระอาณาจักรของคริสต์แล้ว อาณาจักรอื่นๆ ทั้งหมดหลังการพิพากษา ย่อมรวมอยู่ในอาณาจักรของซาตาน

    นี่คือสิ่งที่ผู้มีความศรัทธาหวาดกลัว ตราบเท่าที่พวกเขายังคงถูกขับออกจากศาสนา กล่าวคือ อยู่ในสถานะที่บาปของตนไม่ได้รับการอภัย ซึ่งทำให้เราเข้าใจได้ว่า ในสมัยที่ศาสนาคริสต์ยังไม่ได้รับอำนาจรับรองจากฝ่ายบ้านเมือง การขับออกจากศาสนาถูกนำมาใช้เพียงเพื่อการดัดนิสัย มิใช่เพื่อแก้ไขความผิดพลาดทางความคิด เพราะมันเป็นบทลงโทษที่ไม่มีใครรู้สึกถึงผลของมันได้ นอกจากผู้ที่เชื่อและเฝ้ารอการเสด็จกลับมาของพระผู้ช่วยให้รอดเพื่อพิพากษาโลก และผู้ที่เชื่อเช่นนั้นไม่ต้องการความคิดเห็นอื่นใด นอกเสียจากความเที่ยงธรรมในการดำเนินชีวิตเพื่อที่จะได้รับความรอด

    สำหรับความผิดใดที่การขับออกจากศาสนา…

    เลวายาธัน

    ณ ที่นี้คือการบัพพชนเนื่องจากความไม่ยุติธรรม ดังเช่นใน (มัทธิว 18) หากพี่น้องของท่านทำผิดต่อท่าน จงบอกกล่าวแก่เขาเป็นการส่วนตัว หากเขาไม่ฟัง จงพาพยานไปด้วย และท้ายที่สุดจงบอกแก่คริสตจักร และหากเขายังไม่เชื่อฟัง “จงถือว่าเขาเป็นดั่งคนต่างชาติและคนเก็บภาษี” และ ณ ที่นี้คือการบัพพชนเนื่องจากวิถีชีวิตที่อื้อฉาว ดังเช่นใน (1 โครินธ์ 5.11) “หากผู้ใดที่ถูกเรียกว่าพี่น้อง เป็นคนล่วงประเวณี หรือโลภ หรือกราบไหว้รูปเคารพ หรือขี้เมา หรือฉ้อโกง ท่านอย่าร่วมรับประทานอาหารกับคนเช่นนั้น”

    ทว่าการบัพพชนผู้ที่ยึดมั่นในรากฐานว่าพระเยซูคือพระคริสต์ เพียงเพราะมีความเห็นแตกต่างในประเด็นอื่นซึ่งมิได้ทำลายรากฐานนั้นลง มิปรากฏอำนาจใดในพระคัมภีร์ หรือตัวอย่างใดจากเหล่าอัครสาวก ในจดหมายของนักบุญเปาโลถึงทิตัส (ทิตัส 3.10) มีข้อความหนึ่งที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันว่า “ผู้ใดที่เป็นผู้สอนผิด หลังจากตักเตือนครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองแล้ว จงปฏิเสธเขาเสีย” เพราะผู้สอนผิดคือผู้ที่เป็นสมาชิกของคริสตจักร แต่ยังคงสอนความเห็นส่วนตัวบางประการซึ่งคริสตจักรห้ามไว้ และสำหรับคนเช่นนี้ นักบุญเปาโลแนะนำทิตัสว่า หลังจากตักเตือนครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองแล้ว ให้ปฏิเสธเขาเสีย

    ทว่าการปฏิเสธ (ในที่นี้) มิใช่การบัพพชนบุคคลนั้น แต่คือการเลิกตักเตือนเขา ปล่อยเขาไว้ และหยุดโต้เถียงกับเขา ในฐานะผู้ที่จะยอมรับความจริงได้ด้วยตนเองเท่านั้น อัครสาวกท่านเดียวกันนี้ได้กล่าวไว้ใน (2 ทิโมธี 2.23) ว่า “จงหลีกเลี่ยงคำถามที่โง่เขลาและไม่เกิดผล” คำว่า หลีกเลี่ยง ในที่นี้ และคำว่า ปฏิเสธ ในข้อก่อนหน้า คือคำเดียวกันในภาษาต้นฉบับ คือ paraitou แต่คำถามที่โง่เขลาอาจถูกละเว้นได้โดยไม่ต้องมีการบัพพชน และอีกครั้งใน (ทิตัส 3.93) “จงหลีกเลี่ยงคำถามที่โง่เขลา” ซึ่งคำต้นฉบับ periistaso (ให้ละเว้นเสีย) มีความหมายเทียบเท่ากับคำว่า ปฏิเสธ ก่อนหน้านี้ ไม่มีที่ใดอื่นที่สามารถนำมาอ้างได้อย่างสมเหตุสมผล เพื่อสนับสนุนการขับคนสัตย์ซื่อออกจากคริสตจักร ผู้ซึ่งเชื่อในรากฐาน

    แต่เพียงเพราะพวกเขามีโครงสร้างทางความคิดส่วนตัวที่แตกต่างออกไป ซึ่งอาจเกิดจากมโนธรรมที่ดีและศรัทธา ในทางตรงกันข้าม ข้อความทั้งหมดที่สั่งให้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงเช่นนี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นบทเรียนแก่เหล่าศิษยาภิบาล (เช่นทิโมธีและทิตัส) ว่าอย่าสร้างหลักข้อเชื่อใหม่ๆ โดยการตัดสินทุกข้อขัดแย้งเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ผู้คนต้องแบกรับภาระทางมโนธรรมโดยไม่จำเป็น หรือกระตุ้นให้พวกเขาทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักร ซึ่งบทเรียนนี้เหล่าอัครสาวกเองก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นักบุญเปโตรและนักบุญเปาโล แม้จะมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง (ดังที่อ่านได้ใน กาลาเทีย 2.11)

    แต่พวกเขาก็มิได้ขับกันและกันออกจากคริสตจักร อย่างไรก็ตาม ในสมัยของเหล่าอัครสาวก ยังมีศิษยาภิบาลบางคนที่มิได้ปฏิบัติตาม เช่น ดิโอทรีเฟส (3 ยอห์น 9 และต่อๆ ไป) ผู้ซึ่งขับคนออกจากคริสตจักร ทั้งที่นักบุญยอห์นเห็นสมควรให้รับเข้า ด้วยความทะนงตนในอำนาจเหนือผู้อื่น เห็นได้ว่าความหลงระเริงในเกียรติยศและความทะเยอทะยานได้แทรกซึมเข้าสู่คริสตจักรของพระคริสต์ตั้งแต่เนิ่นๆ

    ว่าด้วยบุคคลที่อาจถูกบัพพชน

    การที่บุคคลหนึ่งจะถูกตัดออกจากศาสนจักรได้นั้น จำต้องมีเงื่อนไขหลายประการประกอบกัน ประการแรกคือ เขาต้องเป็นสมาชิกของชุมชนส่วนรวม กล่าวคือ เป็นสมาชิกของสมาคมที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นสมาชิกของคริสตจักรที่มีอำนาจวินิจฉัยในมูลเหตุที่เขาจะถูกตัดออกจากศาสนจักร เพราะในที่ซึ่งไม่มีชุมชน ย่อมไม่มีการตัดออกจากศาสนจักร และในที่ซึ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัย ย่อมไม่มีอำนาจในการพิพากษา ด้วยเหตุนี้ จึงสรุปได้ว่าคริสตจักรหนึ่งไม่สามารถตัดคริสตจักรอีกแห่งหนึ่งออกจากศาสนจักรได้ เพราะหากทั้งสองมีอำนาจเท่าเทียมกันในการตัดกันและกัน การกระทำนั้นย่อมไม่ใช่การรักษาวินัยหรือการใช้อำนาจปกครอง

    แต่คือการแตกแยกและการสิ้นสลายของความเมตตา หรือหากฝ่ายหนึ่งต้องอยู่ใต้บังคับบัญชาของอีกฝ่ายจนมีเสียงเป็นหนึ่งเดียว เมื่อนั้นทั้งสองก็คือคริสตจักรเดียวกัน และส่วนที่ถูกตัดออกไปย่อมมิใช่คริสตจักรอีกต่อไป แต่เป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่แตกแยกจากกันเท่านั้น

    และเนื่องจากคำพิพากษาให้ตัดออกจากศาสนจักรนั้น รวมถึงคำแนะนำมิให้คบหาสมาคม หรือแม้แต่ร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ที่ถูกตัดออก ดังนั้นหากเจ้าผู้ครองนครหรือสมาคมปกครองถูกตัดออกจากศาสนจักร คำพิพากษานั้นย่อมไม่มีผลใดๆ เพราะโดยกฎธรรมชาติ พสกนิกรทั้งปวงมีพันธะต้องอยู่ในการสมาคมและต่อหน้าเจ้าผู้ครองนครของตน (เมื่อพระองค์ทรงต้องการ) และไม่สามารถขับไล่พระองค์ออกจากสถานที่ใดๆ ในเขตอำนาจของพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ทางโลกหรือทางธรรม และไม่สามารถออกนอกเขตอำนาจของพระองค์ได้โดยปราศจากพระบรมราชานุญาต

    ยิ่งไปกว่านั้น (หากพระองค์ทรงเรียกให้เข้าร่วมเกียรติยศนั้น) ย่อมไม่สามารถปฏิเสธที่จะร่วมโต๊ะอาหารกับพระองค์ได้ ส่วนในกรณีของเจ้าผู้ครองนครและรัฐอื่นๆ เนื่องจากมิได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาใดๆ มาห้ามมิให้คบหาสมาคมกับรัฐที่ถูกตัดออกจากศาสนจักร เพราะโดยตัวสถาบันเอง ในขณะที่หลอมรวมผู้คนจำนวนมากให้เป็นชุมชนหนึ่ง ย่อมแยกชุมชนหนึ่งออกจากอีกชุมชนหนึ่งด้วย ดังนั้นการตัดออกจากศาสนจักรจึงไม่มีความจำเป็นในการแยกกษัตริย์และรัฐออกจากกัน และไม่มีผลใดๆ เกินไปกว่าธรรมชาติของการเมือง เว้นเสียแต่จะเป็นการยุยงให้เจ้าผู้ครองนครทำสงครามต่อกัน

    อีกทั้งการตัดพสกนิกรคริสเตียนที่ปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าผู้ครองนครของตน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคริสเตียนหรือนอกรีต ย่อมไม่มีผลใดๆ เพราะหากเขาเชื่อว่า “พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ เขาก็มีพระวิญญาณของพระเจ้า” (1 ยอห์น 4.1) “และพระเจ้าสถิตในเขา และเขาสถิตในพระเจ้า” (1 ยอห์น 4.15) ผู้ที่มีพระวิญญาณของพระเจ้า ผู้ที่สถิตในพระเจ้า และผู้ที่พระเจ้าสถิตอยู่นั้น ย่อมไม่ได้รับอันตรายใดๆ จากการถูกมนุษย์ตัดออกจากศาสนจักร ดังนั้น ผู้ที่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์จึงพ้นจากภยันตรายทั้งปวงที่ข่มขู่ผู้ถูกตัดออกจากศาสนจักร

    ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อย่อมมิใช่คริสเตียน ดังนั้น คริสเตียนที่แท้จริงและจริงใจจึงไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการถูกตัดออกจากศาสนจักร และผู้ที่ประกาศตนเป็นคริสเตียนก็เช่นกัน จนกว่าความหน้าไหว้หลังหลอกจะปรากฏในจริยวัตร กล่าวคือ จนกว่าพฤติกรรมของเขาจะขัดต่อกฎหมายของเจ้าผู้ครองนคร ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของจริยวัตร และเป็นสิ่งที่พระคริสต์และเหล่าอัครสาวกได้บัญชาให้เรานอบน้อมปฏิบัติตาม เพราะคริสตจักรไม่สามารถวินิจฉัยจริยวัตรได้นอกจากพิจารณาจากการกระทำภายนอก ซึ่งการกระทำเหล่านั้นจะไม่มีวันผิดกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายของรัฐ

    หากบิดา มารดา หรือนายของบุคคลใดถูกตัดออกจากศาสนจักร บุตรก็มิได้ถูกห้ามมิให้คบหาสมาคมหรือร่วมโต๊ะอาหารกับคนเหล่านั้น เพราะการทำเช่นนั้น (โดยส่วนใหญ่) จะเป็นการบังคับมิให้พวกเขาได้กินอาหารเลยเนื่องจากขาดปัจจัยในการหาเลี้ยงชีพ และเป็นการอนุญาตให้พวกเขาไม่เชื่อฟังบิดามารดาและนาย ซึ่งขัดต่อคำสอนของเหล่าอัครสาวก

    โดยสรุป อำนาจแห่งการขับออกจากศาสนจักรไม่อาจแผ่ขยายไปได้ไกลกว่าจุดประสงค์ที่บรรดาอัครสาวกและศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักรได้รับมอบหมายจากพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ซึ่งมิใช่การปกครองด้วยคำสั่งและการบังคับ แต่เป็นการสั่งสอนและชี้แนะมนุษย์ในหนทางแห่งความรอดในโลกหน้า และเช่นเดียวกับอาจารย์ในศาสตร์ใดๆ ที่อาจละทิ้งศิษย์เมื่อศิษย์ผู้นั้นเพิกเฉยต่อการฝึกฝนตามกฎเกณฑ์อย่างดื้อรั้น แต่ไม่อาจกล่าวหาศิษย์ว่ากระทำไม่ยุติธรรมได้ เพราะศิษย์มิเคยมีพันธะต้องเชื่อฟังอาจารย์

    ดังนั้น ผู้สอนหลักคำสอนของคริสต์ศาสนาจึงอาจละทิ้งศิษย์ที่ยังคงดำเนินชีวิตอย่างไม่สมกับเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างดื้อรั้น แต่ไม่อาจกล่าวว่าศิษย์เหล่านั้นทำผิดต่อตนได้ เพราะศิษย์มิได้มีพันธะต้องเชื่อฟังผู้สอน สำหรับผู้สอนที่ตัดพ้อเช่นนั้น อาจนำคำตอบของพระเจ้าที่มีต่อซามูเอลในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันมาปรับใช้ได้ (1 ซามูเอล 8) ว่า “เขามิได้ปฏิเสธเจ้า แต่ปฏิเสธเรา”

    ดังนั้น การขับออกจากศาสนจักรเมื่อขาดการสนับสนุนจากอำนาจทางโลก ดังเช่นในกรณีที่รัฐคริสเตียนหรือเจ้าผู้ครองรัฐถูกขับออกจากศาสนจักรโดยอำนาจจากต่างแดน ย่อมไร้ซึ่งผลบังคับ และด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรเป็นที่น่าสะพรึงกลัว นามของ Fulmen Excommunicationis (หรือ สายฟ้าแห่งการขับออกจากศาสนจักร) เกิดจากจินตนาการของบิชอปแห่งโรมผู้ซึ่งเริ่มนำคำนี้มาใช้ โดยคิดว่าตนเป็นราชาเหนือราชาทั้งปวง เช่นเดียวกับที่พวกนอกรีตยกให้จูปิเตอร์เป็นราชาแห่งเหล่าเทพ และกำหนดให้จูปิเตอร์มีสายฟ้าในบทกวีและภาพวาด เพื่อใช้สยบและลงทัณฑ์เหล่าเจ้ายักษ์ที่บังอาจปฏิเสธอำนาจของพระองค์ ซึ่งจินตนาการดังกล่าวตั้งอยู่บนความผิดพลาดสองประการ ประการแรกคือ คิดว่าอาณาจักรของพระคริสต์นั้นอยู่ในโลกนี้ ซึ่งขัดกับพระดำรัสของพระผู้ช่วยให้รอดที่ว่า “อาณาจักรของเรามิได้เป็นของโลกนี้”

    และประการที่สองคือ คิดว่าตนเป็นตัวแทนของพระคริสต์ ไม่เพียงแต่เหนือพสกนิกรของตนเท่านั้น แต่เหนือคริสต์ศาสนิกชนทั้งหมดในโลก ซึ่งไม่มีหลักฐานรองรับในพระคัมภีร์ และข้อพิสูจน์ในทางตรงกันข้ามจะถูกนำเสนอในลำดับถัดไป

    ว่าด้วยผู้ตีความพระคัมภีร์ก่อนที่ผู้ปกครองทางโลกจะหันมานับถือคริสต์ศาสนา

    นักบุญพอลเดินทางมาถึงเมืองเธสซาโลนิกา ซึ่งมีธรรมศาลาของชาวเยิวตั้งอยู่ (กิจการ 17.2, 3) “ท่านได้เข้าไปหาพวกเขาตามธรรมเนียมของท่าน และได้ใช้เหตุผลโต้ตอบกับพวกเขาจากพระคัมภีร์เป็นเวลาสามวันสะบาโต โดยเปิดเผยและอ้างว่า พระคริสต์จำเป็นต้องทรงทนทุกข์และทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย และพระเยซูผู้นี้ที่ท่านประกาศนั้นคือพระคริสต์” พระคัมภีร์ที่กล่าวถึงในที่นี้คือพระคัมภีร์ของชาวเยิว หรือก็คือพันธสัญญาเดิม ผู้ที่ท่านต้องพิสูจน์ว่าพระเยซูคือพระคริสต์และทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตายนั้นก็เป็นชาวเยิว และพวกเขาก็เชื่ออยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นคือพระวจนะของพระเจ้า

    ด้วยเหตุนี้ (ดังที่ปรากฏในข้อ 4) บางคนจึงเชื่อ และ (ดังที่ปรากฏในข้อ 5) บางคนไม่เชื่อ เหตุใดเล่าในเมื่อทุกคนต่างเชื่อในพระคัมภีร์ แต่กลับไม่ได้เชื่อเหมือนกันหมด บางคนเห็นชอบและบางคนไม่เห็นชอบกับการตีความของนักบุญพอลที่อ้างพระคัมภีร์เหล่านั้น และต่างคนต่างตีความตามความเข้าใจของตนเอง? เหตุผลคือ นักบุญพอลมาหาพวกเขาโดยไม่มีอำนาจสั่งการตามกฎหมาย และมาในลักษณะของผู้ที่มิได้ต้องการออกคำสั่งแต่ต้องการโน้มน้าว ซึ่งท่านจำเป็นต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปาฏิหาริย์ ดังที่โมเสสกระทำกับชาวอิสราเอลในอียิปต์ เพื่อให้พวกเขาเห็นอำนาจของท่านผ่านการงานของพระเจ้า หรือโดยการใช้เหตุผลจากพระคัมภีร์ที่ยอมรับกันอยู่แล้ว เพื่อให้พวกเขาเห็นความจริงในคำสอนของท่านผ่านพระวจนะของพระเจ้า

    ทว่าผู้ใดก็ตามที่โน้มน้าวด้วยการใช้เหตุผลจากหลักการที่บันทึกไว้ ย่อมทำให้ผู้ที่ตนพูดด้วยกลายเป็นผู้ตัดสิน ทั้งในเรื่องความหมายของหลักการเหล่านั้น และในเรื่องน้ำหนักของการอนุมานที่นำมาอ้าง หากชาวเยิวแห่งเธสซาโลนิกาเหล่านี้มิใช่ผู้ตัดสิน แล้วใครเล่าจะเป็นผู้ตัดสินสิ่งที่นักบุญพอลอ้างจากพระคัมภีร์? หากเป็นนักบุญพอลเอง เหตุใดท่านจึงต้องอ้างข้อความต่างๆ เพื่อพิสูจน์คำสอนของท่าน? เพียงแค่กล่าวว่า ข้าพเจ้าพบเช่นนี้ในพระคัมภีร์ ซึ่งก็คือในกฎหมายของพวกท่านที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ตีความตามที่พระคริสต์ทรงส่งมา ก็คงเพียงพอแล้ว

    ดังนั้น จึงไม่มีผู้ตีความพระคัมภีร์คนใดที่ชาวเยิวแห่งเธสซาโลนิกาต้องยอมรับการตีความตาม ทุกคนจึงสามารถเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ตามแต่ที่ข้ออ้างนั้นจะดูสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับความหมายของข้อความที่ถูกอ้างในสายตาของตน และโดยทั่วไปในทุกกรณีของโลก ผู้ที่อ้างหลักฐานใดๆ ย่อมทำให้ผู้ที่ตนสื่อสารด้วยเป็นผู้ตัดสินหลักฐานนั้น และสำหรับกรณีของชาวเยิวโดยเฉพาะ พวกเขาถูกผูกมัดด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน (เฉลยธรรมบัญญัติ 17) ให้ยอมรับการตัดสินในคำถามที่ยากลำบากทั้งหมดจากปุโรหิตและผู้พิพากษาของอิสราเอลในขณะนั้น แต่สิ่งนี้ให้เข้าใจว่าหมายถึงชาวเยิวที่ยังมิได้เปลี่ยนความเชื่อ

    สำหรับการเปลี่ยนความเชื่อของชาวต่างชาติ ไม่มีความจำเป็นต้องอ้างพระคัมภีร์ซึ่งพวกเขาไม่ได้เชื่อ ดังนั้นบรรดาอัครสาวกจึงพยายามใช้เหตุผลเพื่อหักล้างการบูชารูปเคารพของพวกเขา และเมื่อทำสำเร็จแล้ว จึงโน้มน้าวให้พวกเขาหันมาศรัทธาในพระคริสต์ โดยการเป็นพยานถึงพระชนม์ชีพและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่มีข้อพิพาทใดๆ เกี่ยวกับอำนาจในการตีความพระคัมภีร์ เนื่องจากในระหว่างที่ยังไม่มีความศรัทธา ไม่มีผู้ใดถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติตามการตีความพระคัมภีร์ของใคร เว้นแต่การตีความกฎหมายแห่งบ้านเมืองโดยผู้มีอำนาจสูงสุดของตน

    เลเวียธาน

    บัดนี้ ให้เราพิจารณาถึงการเปลี่ยนความเชื่อนั้นเอง และดูว่ามีสิ่งใดในนั้นที่สามารถเป็นเหตุแห่งพันธะผูกพันเช่นนั้นได้ มนุษย์มิได้เปลี่ยนความเชื่อไปสู่สิ่งอื่นใด นอกเสียจากความเชื่อในสิ่งที่เหล่าอัครสาวกได้เทศนาไว้ และเหล่าอัครสาวกมิได้เทศนาสิ่งใดเลย นอกเสียจากว่าพระเยซูคือพระคริสต์ กล่าวคือ ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ที่จะมาช่วยให้รอด และทรงครองราชย์เหนือพวกเขาชั่วนิรันดร์ในโลกหน้า และโดยผลที่ตามมาคือ พระองค์มิได้สิ้นพระชนม์ แต่ทรงฟื้นคืนพระชนม์จากความตาย และเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และจะเสด็จกลับมาอีกครั้งในวันหนึ่งเพื่อพิพากษาโลก (ซึ่งโลกนั้นจะฟื้นคืนขึ้นมาเพื่อรับการพิพากษาด้วยเช่นกัน) และประทานรางวัลแก่ทุกคนตามการกระทำของตน ไม่มีอัครสาวกท่านใดเทศนาว่าตนเองหรืออัครสาวกท่านอื่นเป็นผู้ตีความพระคัมภีร์ในลักษณะที่ผู้ที่กลายเป็นคริสเตียนทุกคนจะต้องยึดถือการตีความนั้นเป็นกฎหมาย เพราะการตีความกฎหมายนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารอาณาจักรในปัจจุบัน ซึ่งเหล่าอัครสาวกมิได้มีอาณาจักรเช่นนั้น พวกเขาจึงสวดอ้อนวอน และบรรดาผู้เลี้ยงแกะคนอื่นๆ นับแต่นั้นมาว่า “ขอให้อาณาจักรของพระองค์จงมาถึง”

    และกระตุ้นให้ผู้ที่เปลี่ยนความเชื่อเชื่อฟังเจ้าผู้ครองนครทางโลกในขณะนั้น พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ยังมิได้ถูกรวมเล่มเป็นหนึ่งเดียว ผู้เขียนพระวรสารแต่ละท่านต่างเป็นผู้ตีความพระวรสารของตน และอัครสาวกแต่ละท่านก็ตีความจดหมายฝากของตน ส่วนในพันธสัญญาเดิม องค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้ตรัสกับชาวเยิวว่า (ยอห์น 5:39) “จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเองที่เป็นพยานถึงเรา” หากพระองค์มิได้หมายความว่าพวกเขาควรจะตีความพระคัมภีร์เหล่านั้น พระองค์คงจะไม่สั่งให้พวกเขาหาข้อพิสูจน์จากการตีความนั้นว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์ พระองค์คงจะทรงตีความด้วยพระองค์เอง หรือไม่ก็ทรงส่งต่อให้เป็นการตีความของเหล่าปุโรหิต

    เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้น เหล่าอัครสาวกและผู้ปกครองคริสตจักรจะรวมตัวกัน และตัดสินว่าสิ่งใดควรจะถูกเทศนาและสั่งสอน และควรจะตีความพระคัมภีร์ให้แก่ประชาชนอย่างไร แต่หาได้พรากเสรีภาพของประชาชนในการอ่านและตีความด้วยตนเองไม่ เหล่าอัครสาวกได้ส่งจดหมายหลายฉบับไปยังคริสตจักรต่างๆ และส่งข้อเขียนอื่นๆ เพื่อคำแนะนำสั่งสอน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงจะไร้ผล หากพวกเขาไม่อนุญาตให้ผู้รับตีความ กล่าวคือ พิจารณาความหมายของข้อเขียนเหล่านั้น และเป็นเช่นนี้ในสมัยของเหล่าอัครสาวก และต้องเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะมีผู้เลี้ยงแกะที่สามารถมอบอำนาจให้แก่ผู้ตีความ ซึ่งการตีความนั้นจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แต่สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้จนกว่ากษัตริย์จะเป็นผู้เลี้ยงแกะ หรือผู้เลี้ยงแกะจะเป็นกษัตริย์

    ว่าด้วยอำนาจในการทำให้พระคัมภีร์เป็นกฎหมาย

    มีสองความหมายที่ข้อเขียนหนึ่งจะถูกกล่าวว่าเป็นไปตามสารบบได้ เพราะคำว่า สารบบ (Canon) หมายถึง กฎ และกฎคือข้อกำหนดที่นำทางและชี้แนะมนุษย์ในการกระทำใดๆ ก็ตาม ข้อกำหนดเช่นนี้ แม้จะมอบให้โดยครูแก่ศิษย์ หรือที่ปรึกษาแก่เพื่อน โดยไม่มีอำนาจบังคับให้ปฏิบัติตาม ก็ยังคงเป็นสารบบ เพราะเป็นกฎ แต่เมื่อข้อกำหนดนั้นถูกมอบให้โดยผู้ที่ผู้รับมีพันธะต้องเชื่อฟัง เมื่อนั้นสารบบเหล่านั้นมิได้เป็นเพียงกฎ แต่เป็นกฎหมาย ดังนั้น ประเด็นในที่นี้จึงอยู่ที่อำนาจในการทำให้พระคัมภีร์ (ซึ่งเป็นกฎแห่งความเชื่อของคริสเตียน) กลายเป็นกฎหมาย

    ว่าด้วยบัญญัติสิบประการ

    ส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ซึ่งเป็นกฎหมายในเบื้องต้นคือ บัญญัติสิบประการ ซึ่งจารึกไว้บนแผ่นหินสองแผ่น และพระเจ้าทรงประทานให้แก่โมเสสด้วยพระองค์เอง และโดยโมเสสนั้น บัญญัติเหล่านี้จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน ก่อนหน้านั้นไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรของพระเจ้า เนื่องจากพระองค์ยังมิได้ทรงเลือกสรรชนชาติใดให้เป็นอาณาจักรเฉพาะของพระองค์ จึงมิได้ประทานกฎหมายใดแก่บรรดามนุษย์ เว้นแต่กฎแห่งธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงหลักการแห่งเหตุผลทางธรรมชาติที่จารึกไว้ในใจของมนุษย์ทุกคน ในบรรดาแผ่นหินสองแผ่นนี้ แผ่นแรกประกอบด้วยกฎแห่งอำนาจอธิปไตย ได้แก่ 1. พวกเขาจักต้องไม่เชื่อฟังหรือให้เกียรติเทพเจ้าของประชาชาติอื่น ดังคำกล่าวที่ว่า “Non habebis Deos alienos coram me”

    หรือ “เจ้าจงอย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา” ซึ่งหมายความว่าพวกเขาถูกสั่งห้ามมิให้เชื่อฟังหรือให้เกียรติเทพเจ้าองค์ใดในฐานะกษัตริย์และผู้ปกครอง นอกเหนือจากพระองค์ผู้ทรงตรัสกับพวกเขาผ่านโมเสสในเวลานั้น และผ่านมหาปุโรหิตในกาลต่อมา 2. พวกเขา “จักต้องไม่สร้างรูปเคารพเพื่อแทนพระองค์” หมายความว่า พวกเขาต้องไม่เลือกสรรสิ่งใดตามจินตนาการของตน ไม่ว่าในสวรรค์หรือบนโลก เพื่อมาเป็นตัวแทนของพระองค์ แต่จงเชื่อฟังโมเสสและอาโรน ผู้ซึ่งพระองค์ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้น 3. พวกเขา “จักต้องไม่นำพระนามของพระเจ้ามาใช้ในทางที่ผิด”

    หมายความว่า พวกเขาต้องไม่กล่าวถึงกษัตริย์ของตนอย่างวู่วาม ไม่โต้แย้งสิทธิของพระองค์ หรือโต้แย้งอำนาจที่มอบหมายให้แก่โมเสสและอาโรนซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ 4. พวกเขา “จักต้องละเว้นจากการทำงานปกติในทุกวันที่เจ็ด” และใช้เวลานั้นในการถวายพระเกียรติแก่พระองค์อย่างเป็นทางการ ส่วนแผ่นที่สองประกอบด้วยหน้าที่ที่มนุษย์พึงมีต่อกัน เช่น “การให้เกียรติบิดามารดา การไม่ฆ่าคน การไม่ล่วงประเวณี การไม่ลักทรัพย์ การไม่บิดเบือนคำตัดสินด้วยพยานเท็จ” และท้ายที่สุดคือ “แม้แต่การคิดในใจที่จะทำอันตรายต่อกันก็จงอย่าทำ”

    คำถามในขณะนี้คือ ใครเป็นผู้มอบอำนาจบังคับใช้ทางกฎหมายให้แก่แผ่นหินลายลักษณ์อักษรเหล่านี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งเหล่านี้ถูกทำให้เป็นกฎหมายโดยพระเจ้าเอง แต่เนื่องจากกฎหมายย่อมไม่มีผลบังคับและไม่ถือเป็นกฎหมายสำหรับผู้ใด เว้นแต่ผู้ที่ยอมรับว่ากฎหมายนั้นเป็นการกระทำของผู้มีอำนาจอธิปไตย ดังนั้น ประชาชนชาวอิสราเอลซึ่งถูกสั่งห้ามมิให้เข้าใกล้ภูเขาเพื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับโมเสส จะถูกบังคับให้เชื่อฟังกฎหมายทั้งหมดที่โมเสสนำเสนอต่อพวกเขาได้อย่างไร กฎหมายบางข้อในนั้นเป็นกฎแห่งธรรมชาติอย่างแท้จริง ดังเช่นกฎทั้งหมดในแผ่นที่สอง และด้วยเหตุนี้จึงต้องยอมรับว่าเป็นกฎของพระเจ้า มิใช่เพียงสำหรับชาวอิสราเอลเท่านั้น

    แต่สำหรับมนุษย์ทุกคน ทว่าสำหรับกฎหมายที่เป็นลักษณะเฉพาะของชาวอิสราเอล เช่น กฎในแผ่นแรกนั้น ยังคงเป็นคำถามอยู่ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาได้ผูกมัดตนเองทันทีหลังจากที่กฎหมายถูกนำเสนอ เพื่อที่จะเชื่อฟังโมเสส ด้วยถ้อยคำที่ว่า (อพยพ 20:19) “ท่านจงพูดกับเราเถิด แล้วเราจะฟังท่าน แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับเราเลย มิฉะนั้นเราจะตาย” ดังนั้น ในเวลานั้นจึงมีเพียงโมเสส และต่อมาคือมหาปุโรหิต ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงประกาศ (ผ่านโมเสส) ให้เป็นผู้บริหารอาณาจักรเฉพาะของพระองค์นี้เท่านั้น ที่มีอำนาจบนโลกในการทำให้พระคัมภีร์ฉบับย่อของบัญญัติสิบประการนี้เป็นกฎหมายในรัฐอิสราเอล

    ดังนั้น โมเสส อาโรน และมหาปุโรหิตผู้สืบทอดตำแหน่ง จึงเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตยทางพลเรือน ด้วยเหตุนี้ จนถึงขณะนี้ การทำให้พระคัมภีร์เป็นกฎหมาย จึงเป็นอำนาจของผู้มีอำนาจอธิปไตยทางพลเรือน

    ว่าด้วยกฎหมายตุลาการและกฎหมายเลวีนิคัล

    เลเวียธาน

    กฎหมายตุลาการ กล่าวคือ กฎหมายที่พระเจ้าทรงกำหนดให้แก่เหล่าผู้พิพากษาแห่งอิสราเอล เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการบริหารความยุติธรรม และในการตัดสินหรือคำพิพากษาที่จะต้องประกาศในคดีความระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และกฎหมายเลวีนิเทศ กล่าวคือ หลักเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงกำหนดเกี่ยวกับพิธีกรรมและระเบียบปฏิบัติของปุโรหิตและคนเลวี ทั้งหมดนี้ถูกส่งมอบให้แก่พวกเขาผ่านทางโมเสสเพียงผู้เดียว และด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นกฎหมายโดยอาศัยคำมั่นสัญญาเดียวกันที่จะเชื่อฟังโมเสส ส่วนกฎหมายเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นในขณะนั้นหรือไม่ หรือโมเสสเป็นผู้บอกกล่าวแก่ประชาชนด้วยวาจา (หลังจากที่เขาอยู่กับพระเจ้าบนภูเขาเป็นเวลาสี่สิบวัน) นั้น มิได้มีการระบุไว้ในตัวบท

    ทว่ากฎหมายเหล่านี้ล้วนเป็นกฎหมายที่ตราขึ้น และมีค่าเท่ากับพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ และถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานโดยโมเสสในฐานะองค์อธิปัตย์ทางโลก

    กฎหมายฉบับที่สอง

    หลังจากชาวอิสราเอลเดินทางมาถึงที่ราบโมอับตรงข้ามกับเมืองเยรีโค และพร้อมที่จะเข้าสู่ดินแดนแห่งคำสัญญา โมเสสได้เพิ่มกฎหมายอื่นๆ อีกหลายประการเข้ากับกฎหมายเดิม ซึ่งจึงถูกเรียกว่า เฉลยธรรมบัญญัติ หรือกฎหมายฉบับที่สอง และเป็นไปตามที่เขียนไว้ใน เฉลยธรรมบัญญัติ 29.1 ว่า “ถ้อยคำแห่งพันธสัญญาซึ่งพระยาห์เวห์ทรงบัญชาให้โมเสสทำกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล นอกเหนือจากพันธสัญญาที่พระองค์ทรงทำกับพวกเขาที่โฮเรบ” เพราะหลังจากที่เขาได้อธิบายกฎหมายเดิมเหล่านั้นในตอนต้นของหนังสือเฉยธรรมบัญญัติแล้ว เขาได้เพิ่มกฎหมายอื่นๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่บทที่ 12 และดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นบทที่ 26 ของหนังสือเล่มเดียวกัน กฎหมายนี้ (เฉยธรรมบัญญัติ 27.1) พวกเขาได้รับคำสั่งให้เขียนลงบนหินก้อนใหญ่ที่ฉาบปูนไว้ เมื่อครั้งที่พวกเขาข้ามแม่น้ำจอร์แดน กฎหมายนี้ยังถูกเขียนโดยโมเสสเองในหนังสือเล่มหนึ่ง และส่งมอบให้แก่ “ปุโรหิตและบรรดาผู้ใหญ่ของอิสราเอล”

    (เฉยธรรมบัญญัติ 31.9) และมีคำสั่ง (ข้อ 26) ให้ “เก็บไว้ข้างหีบพันธสัญญา” เพราะในหีบนั้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากบัญญัติสิบประการ นี่คือกฎหมายซึ่งโมเสส (เฉยธรรมบัญญัติ 17.18) สั่งให้กษัตริย์แห่งอิสราเอลต้องเก็บสำเนาไว้ และนี่คือกฎหมายที่สูญหายไปเป็นเวลานาน จนกระทั่งถูกพบอีกครั้งในพระวิหารในรัชสมัยของโยสิยาห์ และได้รับรองให้เป็นกฎหมายของพระเจ้าโดยอำนาจของพระองค์ ทั้งโมเสสในขณะที่เขียน และโยสิยาห์ในขณะที่ค้นพบ ต่างก็มีอำนาจอธิปัตย์ทางโลก ดังนั้น จนถึงขณะนี้ อำนาจในการทำให้พระคัมภีร์เป็นบรรทัดฐานจึงอยู่ที่องค์อธิปัตย์ทางโลก

    นอกเหนือจากหนังสือแห่งกฎหมายเล่มนี้แล้ว ไม่มีหนังสือเล่มอื่นใดตั้งแตสมัยของโมเสสจนกระทั่งหลังการถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ที่ชาวเยิวรับรองให้เป็นกฎหมายของพระเจ้า เพราะบรรดาผู้เผยพระวจนะ (ยกเว้นเพียงไม่กี่คน) มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเป็นเชลย และคนที่เหลือก็มีชีวิตอยู่ก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อย และคำพยากรณ์ของพวกเขาห่างไกลจากการที่จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปให้เป็นกฎหมาย ถึงขั้นที่ตัวพวกเขาเองถูกข่มเหง ส่วนหนึ่งโดยผู้เผยพระวจนะเท็จ และอีกส่วนหนึ่งโดยกษัตริย์ผู้ถูกล่อลวงโดยคนเหล่านั้น และหนังสือเล่มนี้เอง ซึ่งได้รับการยืนยันโดยโยสิยาห์ให้เป็นกฎหมายของพระเจ้า พร้อมกับประวัติศาสตร์แห่งพระราชกิจของพระเจ้าทั้งหมด ได้สูญหายไปในช่วงการเป็นเชลยและการถูกทำลายเมืองเยรูซาเล็ม ดังที่ปรากฏใน 2 เอสราส์ 14.21 ว่า “กฎหมายของพระองค์ถูกเผาไป

    ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ หรือพระราชกิจที่จะเริ่มต้นขึ้น” และก่อนการเป็นเชลย ระหว่างช่วงเวลาที่กฎหมายสูญหายไป (ซึ่งมิได้ระบุไว้ในพระคัมภีร์ แต่สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นสมัยของเรโหโบอัม เมื่อชิชักกษัตริย์แห่งอียิปต์เข้าปล้นชิงทรัพย์สมบัติจากพระวิหาร (1 พงศาวดาร 14.26)) และช่วงเวลาของโยสิยาห์ที่ค้นพบกฎหมายนั้นอีกครั้ง พวกเขาไม่มีพระวจนะของพระเจ้าที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ปกครองตามดุลยพินิจของตนเอง หรือตามคำชี้แนะของผู้ที่แต่ละคนนับถือว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ

    พันธสัญญาเดิม เมื่อถูกกำหนดให้เป็นคัมภีร์มาตรฐาน

    จากที่กล่าวมา เราอาจอนุมานได้ว่าพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิมซึ่งเรามีอยู่ในปัจจุบันนั้น มิได้เป็นคัมภีร์มาตรฐาน หรือเป็นกฎหมายสำหรับชาวฮิวจนกระทั่งมีการฟื้นฟูพันธสัญญาที่มีต่อพระเจ้าเมื่อครั้งเดินทางกลับจากการถูกกักขัง และการฟื้นฟูรัฐของพวกเขาภายใต้การนำของเอสรา แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สิ่งเหล่านี้จึงถูกนับว่าเป็นกฎหมายของชาวฮิว และด้วยเหตุนั้นจึงถูกแปลเป็นภาษากรีกโดยผู้อาวุโสเจ็ดสิบคนแห่งจูเดีย และถูกนำไปเก็บไว้ในหอสมุดของปโตเลมีที่เมืองอเล็กซานเดรีย และได้รับการรับรองว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า เมื่อพิจารณาว่าเอสราดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิต และมหาปุโรหิตคือผู้มีอำนาจสูงสุดในทางโลกของพวกเขา จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระคัมภีร์มิเคยถูกทำให้เป็นกฎหมายได้เลย หากมิได้กระทำโดยอำนาจสูงสุดในทางโลก

    พันธสัญญาใหม่เริ่มเป็นคัมภีร์มาตรฐานภายใต้ผู้ปกครองคริสเตียน จากงานเขียนของบรรดาปิตาจารย์ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาก่อนที่ศาสนาคริสต์จะได้รับการยอมรับและรับรองโดยจักรพรรดิคอนสแตนติน เราจะพบว่าหนังสือในพันธสัญญาใหม่ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้น ถูกถือโดยคริสเตียนในสมัยนั้น (ยกเว้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ซึ่งด้วยจำนวนที่น้อยนิดทำให้กลุ่มที่เหลือถูกเรียกว่าคริสตจักรคาทอลิก ส่วนกลุ่มอื่นถูกเรียกว่าพวกนอกรีต) ว่าเป็นคำชี้แนะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และส่งผลให้เป็นบรรทัดฐานหรือกฎแห่งความเชื่อ ซึ่งเป็นความเคารพและความเห็นที่พวกเขามีต่อครูผู้สอน เช่นเดียวกับความเคารพโดยทั่วไปที่เหล่าศิษย์มีต่ออาจารย์คนแรกของตนในทุกรูปแบบของคำสอนที่ได้รับมาซึ่งนั้นมีอยู่ไม่น้อย

    ดังนั้นจึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า เมื่อนักบุญเปาโลเขียนจดหมายถึงคริสตจักรที่ท่านได้เปลี่ยนใจให้มานับถือ หรือเมื่ออัครสาวกหรือศิษย์ของพระคริสต์ท่านใดก็ตามเขียนถึงผู้ที่หันมานับถือพระคริสต์ในเวลานั้น พวกเขาต่างรับงานเขียนเหล่านั้นว่าเป็นหลักคำสอนคริสเตียนที่แท้จริง ทว่าในสมัยนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาตอบรับมิใช่อำนาจและสิทธิขาดของครูผู้สอน แต่เป็นความศรัทธาของผู้ฟัง ดังนั้นจึงมิใช่อัครสาวกผู้ทำให้งานเขียนของตนเป็นคัมภีร์มาตรฐาน แต่เป็นผู้ที่เปลี่ยนมานับถือแต่ละคนที่ทำให้งานเขียนเหล่านั้นเป็นมาตรฐานสำหรับตนเอง

    ทว่าประเด็นสำคัญในที่นี้ มิใช่สิ่งที่คริสตศาสนิกชนคนใดกำหนดให้เป็นกฎหรือข้อบัญญัติแก่ตนเอง (ซึ่งเขาย่อมสามารถปฏิเสธได้อีกครั้งด้วยสิทธิเดียวกับที่เขาได้รับมันมา) แต่คือสิ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นข้อบัญญัติแก่พวกเขา จนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถกระทำการใดที่ขัดต่อสิ่งนั้นได้โดยไม่เป็นการผิดธรรม การที่พันธสัญญาใหม่จะถือเป็นข้อบัญญัติในความหมายนี้ กล่าวคือ เป็นกฎหมายในที่ใดก็ตามที่กฎหมายของรัฐมิได้กำหนดให้เป็นเช่นนั้น ย่อมขัดต่อธรรมชาติของกฎหมาย เพราะกฎหมาย (ดังที่ได้แสดงให้เห็นแล้ว) คือคำสั่งของบุคคลหรือสภาผู้ซึ่งเราได้มอบอำนาจสูงสุดให้ เพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการนำทางพฤติกรรมของเราตามที่เขาเห็นสมควร และเพื่อลงโทษเราเมื่อเรากระทำการใดที่ขัดต่อกฎเกณฑ์นั้น

    ดังนั้น เมื่อบุคคลอื่นใดนำเสนอ กฎเกณฑ์อื่นใดที่ผู้ปกครองสูงสุดมิได้กำหนดไว้ สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงคำแนะนำและข้อชี้แนะ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือร้าย ผู้ที่ได้รับคำแนะนำย่อมสามารถปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามได้โดยไม่เป็นการผิดธรรม และเมื่อสิ่งนั้นขัดต่อกฎหมายที่ตราไว้แล้ว ย่อมไม่สามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่เป็นการผิดธรรม ไม่ว่าเขาจะเห็นว่าสิ่งนั้นดีเพียงใดก็ตาม ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า ในกรณีนี้เขาไม่สามารถปฏิบัติตามสิ่งดังกล่าวได้ทั้งในการกระทำและในการสนทนากับผู้อื่น แม้ว่าเขาจะเชื่อครูผู้สอนส่วนตัวของตนได้โดยไม่ถูกตำหนิ และปรารถนาให้ตนมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น หรือปรารถนาให้สิ่งนั้นได้รับการยอมรับโดยสาธารณะให้เป็นกฎหมายก็ตาม เพราะศรัทธาภายในโดยธรรมชาติแล้วย่อมมองไม่เห็น และด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยกเว้นจากอำนาจตุลาการของมนุษย์ทั้งปวง ในขณะที่ถ้อยคำและการกระทำที่สืบเนื่องมาจากศรัทธานั้น หากเป็นการละเมิดความจงรักภักดีต่อพลเมือง ย่อมถือเป็นการผิดธรรมทั้งต่อหน้าพระเจ้าและมนุษย์ เมื่อองค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงปฏิเสธว่าอาณาจักรของพระองค์มิได้อยู่ในโลกนี้ และเมื่อพระองค์ตรัสว่า พระองค์มิได้เสด็จมาเพื่อพิพากษา

    แต่เพื่อช่วยโลกให้รอด พระองค์จึงมิได้ทำให้เราต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายอื่นใดนอกเหนือจากกฎหมายของรัฐ กล่าวคือ ชาวเยิวต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของโมเสส (ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ใน มัทธิว 5 ว่า พระองค์มิได้เสด็จมาเพื่อลบล้าง แต่เพื่อทำให้สมบูรณ์) และประชาชาติอื่นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของผู้ปกครองสูงสุดของตน และมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ซึ่งการปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ ทั้งพระองค์เองและเหล่าอัครสาวกได้แนะนำไว้ในการสอนว่าเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการได้รับการยอมรับจากพระองค์ในวันสุดท้ายให้เข้าสู่พระอาณาจักรนิรันดร์ ซึ่งจะมีทั้งการคุ้มครองและชีวิตนิรันดร์ เมื่อองค์พระผู้ช่วยให้รอดและเหล่าอัครสาวกมิได้ทิ้งกฎหมายใหม่ไว้เพื่อผูกมัดเราในโลกนี้

    แต่ทรงทิ้งคำสอนใหม่เพื่อเตรียมเราสำหรับโลกหน้า หนังสือในพันธสัญญาใหม่ซึ่งบรรจุคำสอนเหล่านั้น จนกระทั่งการปฏิบัติตามหนังสือดังกล่าวถูกสั่งการโดยผู้ที่พระเจ้าทรงมอบอำนาจบนโลกให้เป็นผู้ตรากฎหมาย จึงมิได้เป็นข้อบัญญัติที่ผูกมัด กล่าวคือ มิใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงคำแนะนำที่ดีและปลอดภัย เพื่อนำทางคนบาปไปสู่หนทางแห่งความรอด ซึ่งทุกคนสามารถเลือกรับหรือปฏิเสธได้ตามความเสี่ยงของตนเอง โดยไม่เป็นการผิดธรรม

    อีกประการหนึ่ง พันธกิจที่พระคริสต์ผู้ช่วยให้รอดทรงมอบไว้แก่บรรดาอัครสาวกและสาวกของพระองค์ คือการประกาศถึงอาณาจักรของพระองค์ (มิใช่ในปัจจุบัน แต่เป็นอาณาจักรที่จะมาถึง) และการสั่งสอนนานาประเทศ ตลอดจนบัพติศมาผู้ที่เชื่อ และให้เข้าไปในบ้านของผู้ที่ต้อนรับพวกเขา และในที่ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับการต้อนรับ ก็ให้สะบัดฝุ่นออกจากเท้าเพื่อเป็นการประณาม แต่ห้ามมิให้เรียกไฟจากสวรรค์ลงมาทำลาย หรือใช้ดาบบังคับให้ยอมจำนน ในสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่มีเรื่องของอำนาจบังคับเลย มีเพียงการโน้มน้าวใจเท่านั้น พระองค์ทรงส่งพวกเขาออกไปดุจลูกแกะท่ามกลางฝูงหมาป่า มิใช่ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองราษฎร พวกเขาไม่ได้รับมอบอำนาจให้ตรากฎหมาย

    แต่ได้รับมอบหมายให้เชื่อฟัง และสั่งสอนให้เชื่อฟังต่อกฎหมายที่ถูกตราขึ้น ดังนั้น พวกเขาจึงไม่สามารถทำให้งานเขียนของตนเป็นกฎเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้ได้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากอำนาจพลเรือนผู้ทรงอธิปไตย ด้วยเหตุนี้ คัมภีร์ในพันธสัญญาใหม่จึงเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเมื่ออำนาจพลเรือนที่ชอบด้วยกฎหมายกำหนดให้เป็นเช่นนั้น และในกรณีนั้น กษัตริย์หรือผู้ทรงอธิปไตยย่อมกำหนดให้สิ่งนั้นเป็นกฎหมายสำหรับพระองค์เอง ซึ่งทำให้พระองค์ทรงยอมศิโรราบ มิใช่ต่อศาสตราจารย์หรืออัครสาวกผู้ที่นำพาพระองค์มาสู่ศรัทธา แต่ทรงยอมต่อพระเจ้าและพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์โดยตรง เช่นเดียวกับที่บรรดาอัครสาวกได้ปฏิบัติ

    ว่าด้วยอำนาจของสภาสังคายนาในการกำหนดให้คัมภีร์เป็นกฎหมาย

    สิ่งที่อาจดูเหมือนทำให้พันธสัญญาใหม่มีอำนาจดุจกฎหมายสำหรับผู้ที่น้อมรับหลักคำสอนของคริสต์ศาสนา ในช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการเบียดเบียนนั้น คือบรรดาข้อกำหนดที่พวกเขาตราขึ้นระหว่างกันในที่ประชุมสังคายนา ดังที่เราได้อ่าน (กิจการ 15.28) ถึงสำนวนของสภาอัครสาวก ผู้ปกครอง และคริสตจักรทั้งหมดในลักษณะนี้ว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์และเราเห็นสมควรว่า ไม่ควรจะนำภาระใดๆ มาวางบนท่านทั้งหลาย นอกเหนือจากสิ่งจำเป็นเหล่านี้ ฯลฯ” ซึ่งเป็นสำนวนที่บ่งบอกถึงอำนาจในการวางภาระแก่ผู้ที่ได้รับหลักคำสอนของพวกเขา

    บัดนี้ “การวางภาระแก่ผู้อื่น” ดูจะมีความหมายเดียวกับ “การผูกมัด” ดังนั้น มติของสภานั้นจึงเป็นกฎหมายสำหรับคริสต์ศาสนิกชนในสมัยนั้น

    อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นมิได้เป็นกฎหมายไปมากกว่าคำสั่งสอนอื่นๆ เช่น “จงกลับใจใหม่ จงรับบัพติศมา จงรักษาบัญญัติ จงเชื่อในพระวรสาร จงมาหาเรา จงขายทุกสิ่งที่เจ้ามี จงมอบให้แก่คนยากจน” และ “จงตามเรามา” ซึ่งสิ่งเหล่านี้มิใช่คำสั่ง แต่เป็นคำเชื้อเชิญและการเรียกมนุษย์ให้เข้าสู่คริสต์ศาสนา เช่นเดียวกับในอิสยาห์ 55.1 ที่ว่า “เฮ้ ทุกคนที่กระหาย จงมาที่น้ำ จงมาซื้อเหล้าองุ่นและน้ำนมโดยไม่ต้องเสียเงิน” ประการแรก อำนาจของเหล่าอัครสาวกมิได้เป็นอื่นใดไปกว่าอำนาจของพระผู้ช่วยให้รอด คือการเชื้อเชิญให้มนุษย์น้อมรับอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งพวกเขาเองก็ยอมรับว่าเป็นอาณาจักรที่ (มิใช่ในปัจจุบัน

    แต่) จะมาถึง และผู้ที่ไม่มีอาณาจักรย่อมไม่อาจตรากฎหมายได้ และประการที่สอง หากมติของสภาเป็นกฎหมาย การฝ่าฝืนย่อมเป็นบาป แต่เรามิได้อ่านพบที่ใดเลยว่า ผู้ที่ไม่ได้รับหลักคำสอนของพระคริสต์นั้นได้กระทำบาปในเรื่องนี้ แต่พวกเขาตายในบาปของตน กล่าวคือ บาปที่พวกเขากระทำต่อกฎหมายที่พวกเขาต้องเชื่อฟังนั้นไม่ได้รับการอภัย และกฎหมายเหล่านั้นคือ กฎธรรมชาติ และกฎหมายแพ่งของรัฐ ซึ่งคริสต์ศาสนิกชนทุกคนได้ยอมจำนนตามข้อตกลง

    ดังนั้น ภาระที่เหล่าอัครสาวกอาจวางลงบนผู้ที่พวกเขาได้เปลี่ยนใจมานับถือ จึงมิควรเข้าใจว่าเป็นกฎหมาย แต่เป็นเงื่อนไขที่เสนอแก่ผู้ที่แสวงหาความรอด ซึ่งพวกเขาจะยอมรับหรือปฏิเสธก็ได้โดยมีความเสี่ยงของตนเอง โดยไม่ถือเป็นการสร้างบาปใหม่ แม้ว่าจะต้องเสี่ยงต่อการถูกตัดสินและถูกกีดกันออกจากอาณาจักรของพระเจ้าเนื่องจากบาปในอดีต ด้วยเหตุนี้ นักบุญจอห์นจึงมิได้กล่าวถึงผู้ไม่ศรัทธาว่า พระพิโรธของพระเจ้าจะ “ตก” ลงมาบนพวกเขา แต่ว่า “พระพิโรธของพระเจ้ายังคงอยู่บนพวกเขา”

    และมิได้กล่าวว่าพวกเขาจะถูกตัดสิน แต่ว่า “พวกเขาถูกตัดสินแล้ว” (จอห์น 3.36, 3.18) และไม่อาจเข้าใจได้ว่า คุณประโยชน์แห่งความศรัทธาคือ “การได้รับการอภัยบาป” เว้นแต่เราจะเข้าใจควบคู่กันไปด้วยว่า ความเสียหายของการไร้ศรัทธาคือ “การยังคงมีบาปเหล่านั้นอยู่”

    แต่บางคนอาจตั้งคำถามว่า เพื่อจุดประสงค์ใดที่เหล่าอัครสาวกและศิษยาภิบาลท่านอื่นของคริสตจักรในยุคต่อมา จึงต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อตกลงว่าหลักคำสอนใดที่ควรนำมาสั่งสอน ทั้งในด้านความเชื่อและจริยธรรม หากไม่มีผู้ใดถูกผูกมัดให้ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของพวกเขา? คำตอบสำหรับเรื่องนี้คือ เหล่าอัครสาวกและผู้อาวุโสในสภาแห่งนั้น ถูกผูกมัดเพียงเพราะการเข้าร่วมประชุม เพื่อที่จะสั่งสอนหลักคำสอนที่ได้ข้อสรุปและมีมติให้สั่งสอนในที่นั้น ตราบเท่าที่ไม่มีกฎหมายที่มีมาก่อนซึ่งพวกเขาต้องเชื่อฟังระบุไว้เป็นอย่างอื่น

    แต่หาใช่ว่าคริสตชนคนอื่นทั้งหมดจะต้องถูกผูกมัดให้ปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาสอน เพราะแม้ว่าพวกเขาจะสามารถปรึกษาหารือกันได้ว่าแต่ละคนควรจะสอนอะไร แต่พวกเขาไม่สามารถกำหนดว่าผู้อื่นควรจะทำอย่างไร เว้นแต่การประชุมของพวกเขาจะมีอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งอำนาจดังกล่าวไม่มีผู้ใดมีได้นอกจากองค์อธิปไตยทางโลก เพราะแม้พระเจ้าจะเป็นองค์อธิปไตยเหนือโลกทั้งปวง แต่เราก็มิได้ถูกผูกมัดให้ถือว่าทุกสิ่งที่ทุกคนอ้างนามของพระองค์เสนอมานั้นเป็นกฎหมายของพระองค์ และมิอาจถือเอาสิ่งใดที่ขัดต่อกฎหมายทางโลก ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาไว้อย่างชัดแจ้งให้เราเชื่อฟัง

    เมื่อการกระทำของสภาอัครสาวกในขณะนั้นมิใช่กฎหมาย แต่เป็นเพียงการปรึกษาหารือ ดังนั้น การกระทำของเหล่านักปราชญ์หรือสภาอื่นๆ ในเวลาต่อมาจึงยิ่งไม่ใช่กฎหมาย หากการรวมตัวนั้นปราศจากอำนาจจากองค์อธิปไตยทางโลก และด้วยเหตุนี้ หนังสือในพันธสัญญาใหม่ แม้จะเป็นกฎเกณฑ์ที่สมบูรณ์ที่สุดของหลักคำสอนคริสตชน แต่ก็ไม่สามารถถูกทำให้เป็นกฎหมายได้โดยอำนาจอื่นใด นอกเหนือจากอำนาจของกษัตริย์หรือสภาอธิปไตย

    สภาครั้งแรกที่กำหนดให้พระคัมภีร์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันเป็นสารบบนั้นไม่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ เพราะการรวบรวมครั้งนั้นยังเป็นที่สงสัยในสมัยของบิชอปแห่งโรมท่านแรกต่อจากนักบุญปีเตอร์ เพราะแม้ว่าหนังสือในสารบบจะถูกระบุไว้ที่นั่น แต่ถ้อยคำที่ว่า “Sint vobis omnibus Clericis & Laicis Libris venerandi, &c.” นั้น มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างนักบวชและฆราวาส ซึ่งมิได้มีการใช้กันในยุคที่ใกล้กับสมัยของนักบุญปีเตอร์ สภาครั้งแรกที่มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ในการกำหนดพระคัมภีร์ในสารบบ คือสภาแห่งลาโอดีเซีย ข้อ 59 ซึ่งสั่งห้ามการอ่านหนังสือเล่มอื่นนอกเหนือจากเล่มที่มีอยู่ในคริสตจักร ซึ่งคำสั่งนี้มิได้ส่งถึงคริสตชนทุกคน แต่ส่งถึงเพียงผู้ที่มีอำนาจในการอ่านสิ่งใดๆ ต่อสาธารณะในคริสตจักรเท่านั้น กล่าวคือ ส่งถึงเหล่านักบวชเท่านั้น

    ว่าด้วยสิทธิในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ทางศาสนาในสมัยของเหล่าอัครสาวก

    เจ้าหน้าที่ทางศาสนาในสมัยของเหล่าอัครสาวกนั้น บางตำแหน่งเป็นตำแหน่งเชิงปกครอง และบางตำแหน่งเป็นตำแหน่งเชิงบริการ ตำแหน่งเชิงปกครองคือหน้าที่ในการประกาศพระวรสารแห่งอาณาจักรของพระเจ้าแก่ผู้ที่ยังไม่ศรัทธา การประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์และศาสนพิธี และการสอนกฎเกณฑ์แห่งความเชื่อและจริยธรรมแก่ผู้ที่หันมานับถือ ส่วนตำแหน่งเชิงบริการคือหน้าที่ของมัคนายก กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดูแลความจำเป็นทางโลกของคริสตจักร ในช่วงเวลาที่พวกเขาดำรงชีพด้วยกองทุนส่วนกลางซึ่งระดมมาจากเงินบริจาคโดยสมัครใจของผู้มีความศรัทธา

    ในบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจปกครองนั้น เหล่าอัครสาวกถือเป็นกลุ่มแรกและสำคัญที่สุด ซึ่งในคราแรกมีเพียงสิบสองท่าน โดยได้รับการเลือกสรรและแต่งตั้งโดยองค์พระผู้ช่วยให้รอดด้วยพระองค์เอง หน้าที่ของท่านเหล่านั้นมิใช่เพียงเพื่อเทศนา สอน และบัพติศมาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นมรณสักขี (พยานแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ขององค์พระผู้ช่วยให้รอด) คำพยานนี้เองคือเครื่องหมายเฉพาะและสาระสำคัญที่ทำให้ความเป็นอัครสาวกแตกต่างจากตำแหน่งปกครองทางศาสนจักรอื่น เนื่องจากเงื่อนไขจำเป็นสำหรับความเป็นอัครสาวกคือ ต้องได้เห็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดหลังการฟื้นคืนพระชนม์ หรือได้สนทนากับพระองค์ก่อนหน้านั้น และได้เห็นพระราชกิจรวมถึงหลักฐานอื่น ๆ แห่งความเป็นพระเจ้า เพื่อให้สามารถเป็นพยานที่เพียงพอได้

    ดังนั้น ในการเลือกอัครสาวกคนใหม่มาแทนที่ยูดาส อิสคาริโอท นักบุญปีเตอร์จึงกล่าวไว้ (กิจการ 1.21,22) ว่า “ในบรรดาคนที่ร่วมเดินทางกับเราตลอดเวลาที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปมาท่ามกลางเรา เริ่มตั้งแต่การบัพติศมาของยอห์นจนถึงวันที่พระองค์ถูกรับขึ้นไปจากเรา จะต้องมีคนหนึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพยานร่วมกับเราถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์” ซึ่งคำว่า “จะต้อง” ในที่นี้ บ่งบอกถึงคุณสมบัติที่จำเป็นของอัครสาวก คือการได้ร่วมเดินทางกับเหล่าอัครสาวกยุคแรกในขณะที่องค์พระผู้ช่วยให้รอดทรงปรากฏพระองค์ในรูปกายมนุษย์

    มัทธีอัสได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวกโดยที่ประชุม

    อัครสาวกท่านแรกในบรรดาผู้ที่มิได้ถูกแต่งตั้งโดยพระคริสต์ในช่วงที่พระองค์ยังประทับอยู่บนโลกคือมัทธีอัส ซึ่งได้รับเลือกด้วยวิธีการดังนี้ คือมีคริสเตียนประมาณ 120 คนมาชุมนุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม (กิจการ 1.15) คนเหล่านี้ได้เสนอชื่อสองคน คือ โยเซฟผู้ชอบธรรม และมัทธีอัส (ข้อ 23) แล้วจึงใช้วิธีจับฉลาก “และ (ข้อ 26) ฉลากนั้นตกแก่มัทธีอัส ท่านจึงถูกนับเข้าเป็นอัครสาวก” ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่าการแต่งตั้งอัครสาวกท่านนี้เป็นการกระทำของที่ประชุม มิใช่ของนักบุญปีเตอร์หรือของอัครสาวกทั้งสิบเอ็ดท่าน เว้นแต่ในฐานะสมาชิกของที่ประชุมเท่านั้น

    เปาโลและบารนาบัสได้รับแต่งตั้งเป็นอัครสาวกโดยคริสตจักรแห่งแอนทิโอก

    หลังจากนั้นไม่มีอัครสาวกท่านใดได้รับการแต่งตั้งอีกเลย เว้นแต่เปาโลและบารนาบัส ซึ่งกระทำได้ดังนี้ (ตามที่อ่านใน กิจการ 13.1,2,3) “ในคริสตจักรที่เมืองแอนทิโอกมีผู้เผยพระวจนะและอาจารย์บางคน คือบารนาบัส และสิเมโอนที่เรียกว่าไนเจอร์ และลูเซียสชาวไซรีน และมานาเอนผู้ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเฮโรดผู้ปกครองสี่จังหวัด และเซาโล ในขณะที่พวกเขารับใช้พระเจ้าและถือศีลอด พระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสว่า ‘จงแยกบารนาบัสและเซาโลไว้ให้เรา เพื่อพันธกิจที่เราได้เรียกเขามา’ และเมื่อพวกเขาถือศีลอด อธิษฐาน และวางมือบนตัวทั้งสองแล้ว จึงได้ส่งพวกเขาออกไป”

    ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า แม้พวกเขาจะถูกเรียกโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่การเรียกนั้นได้ถูกประกาศแก่พวกเขา และพันธกิจของพวกเขาได้รับมอบอำนาจโดยคริสตจักรแห่งอันทิโอกโดยเฉพาะ และการที่การเรียกนี้คือการเป็นอัครสาวกนั้น เห็นได้ชัดจากข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองถูกเรียกว่าอัครสาวก (กิจการ 14.14) และนักบุญพอลได้ประกาศไว้อย่างชัดเจน (โรม 1.1) ว่าพวกเขาเป็นอัครสาวกได้โดยอาศัยอำนาจจากการกระทำของคริสตจักรแห่งอันทิโอก เนื่องจากท่านได้ใช้คำเดียวกับที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้ในขณะที่เรียกท่าน โดยท่านเรียกตนเองว่า “อัครสาวกผู้ถูกแยกไว้เพื่อข่าวประเสริฐของพระเจ้า”

    ซึ่งเป็นการอ้างถึงพระดำรัสของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ว่า “จงแยกบารนาบัสและเซาโลมาให้เรา ฯลฯ” แต่เมื่อพิจารณาว่างานของอัครสาวกคือการเป็นพยานถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ มนุษย์อาจตั้งคำถามได้ว่า นักบุญพอลซึ่งมิได้คลุกคลีกับพระผู้ช่วยให้รอดก่อนการทรงพระทรมาน จะทราบได้อย่างไรว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ตอบได้โดยง่ายว่า พระผู้ช่วยให้รอดทรงปรากฏแก่ท่านด้วยพระองค์เองบนทางไปสู่ดามัสกัส จากสวรรค์ ภายหลังการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ “และทรงเลือกท่านให้เป็นภาชนะเพื่อนำพระนามของพระองค์ไปประกาศแก่บรรดาคนต่างชาติ กษัตริย์ และพงศ์พันธุ์อิสราเอล”

    ดังนั้น (เมื่อได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าหลังการทรงพระทรมาน) ท่านจึงเป็นพยานที่เหมาะสมยิ่งในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ส่วนบารนาบัสนั้นเป็นสาวกอยู่ก่อนการทรงพระทรมานแล้ว จึงเป็นที่ชัดเจนว่าพอลและบารนาบัสเป็นอัครสาวก และยังได้รับการเลือกและมอบอำนาจ (มิใช่เพียงโดยอัครสาวกชุดแรกเท่านั้น แต่) โดยคริสตจักรแห่งอันทิโอก เช่นเดียวกับที่มัทธีอัสได้รับการเลือกและมอบอำนาจโดยคริสตจักรแห่งเยรูซาเล็ม

    ตำแหน่งใดในคริสตจักรที่มีอำนาจปกครอง

    บิชอป เป็นคำในภาษาของเราที่สร้างขึ้นจากคำภาษากรีกว่า Episcopus หมายถึง ผู้ดูแล หรือผู้กำกับดูแลกิจการใดๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือศิษยาภิบาลหรือผู้เลี้ยงแกะ และจากนั้นจึงถูกนำมาใช้โดยนัยเปรียบเทียบ ไม่เพียงแต่ในหมู่ชาวยิวซึ่งเดิมเป็นคนเลี้ยงแกะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในหมู่คนต่างศาสนา เพื่อหมายถึงตำแหน่งกษัตริย์ หรือผู้ปกครอง หรือผู้นำประชาชนคนใดก็ตาม ไม่ว่าเขาจะปกครองด้วยกฎหมายหรือด้วยหลักคำสอน และด้วยเหตุนี้ บรรดาอัครสาวกจึงเป็นบิชอปคริสเตียนกลุ่มแรกซึ่งสถาปนาโดยพระคริสต์ด้วยพระองค์เอง ในความหมายนี้ ตำแหน่งอัครสาวกของยูดาสจึงถูกเรียกว่า (กิจการ 1.20) ตำแหน่งบิชอปของเขา และต่อมา เมื่อมีการแต่งตั้งผู้ปกครองในคริสตจักรคริสเตียน โดยมีหน้าที่นำฝูงแกะของพระคริสต์ด้วยหลักคำสอนและคำแนะนำ ผู้ปกครองเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่าบิชอปด้วยเช่นกัน ทิโมธีเป็นผู้ปกครอง (ซึ่งคำว่าผู้ปกครองในพันธสัญญาใหม่เป็นชื่อตำแหน่งพอๆ กับที่หมายถึงอายุ)

    ทว่าเขาก็เป็นบิชอปด้วย และในขณะนั้นเหล่าบิชอปก็พอใจกับคำเรียกขานว่าผู้ปกครอง ยิ่งกว่านั้น นักบุญจอห์นเองซึ่งเป็นอัครสาวกที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรัก ได้เริ่มต้นจดหมายฉบับที่สองของท่านด้วยถ้อยคำว่า “ผู้ปกครอง ถึงท่านผู้หญิงที่ได้รับเลือก” ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่า บิชอป ศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง และด็อกเตอร์ หรืออาจารย์ เป็นเพียงชื่อเรียกที่แตกต่างกันของตำแหน่งเดียวกันในสมัยของบรรดาอัครสาวก เพราะในเวลานั้นยังไม่มีการปกครองด้วยการบังคับ แต่มีเพียงการใช้หลักคำสอนและการโน้มน้าวใจ อาณาจักรของพระเจ้ายังไม่มาถึงในโลกใหม่

    ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจในการบังคับขู่เข็ญในคริสตจักรใดๆ จนกว่ารัฐจะยอมรับศรัทธาคริสเตียน และส่งผลให้ไม่มีความแตกต่างในด้านอำนาจปกครอง แม้จะมีความหลากหลายในหน้าที่การงานก็ตาม

    นอกเหนือจากตำแหน่งผู้ปกครองในคริสตจักรเหล่านี้ อันได้แก่ อัครสาวก, บิชอป, ประมุข, ศาสนาจารย์ และอาจารย์ ซึ่งมีพันธกิจในการประกาศเรื่องพระคริสต์แก่ชาวเยิวและผู้ที่มิได้ศรัทธา รวมถึงคอยชี้แนะและสั่งสอนผู้ที่เชื่อนั้น เรามิได้อ่านพบตำแหน่งอื่นใดในพันธสัญญาใหม่เลย เพราะคำว่าผู้ประกาศข่าวประเสริฐและผู้เผยพระวจนะนั้น มิได้หมายถึงตำแหน่งหน้าที่ แต่หมายถึงพรสวรรค์อันหลากหลายซึ่งทำให้บุคคลเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อคริสตจักร เช่น ผู้ประกาศข่าวประเสริฐที่เขียนถึงพระชนม์ชีพและพระราชกิจของพระผู้ช่วยให้รอด ดังเช่นนักบุญแมทธิวและนักบุญจอห์นผู้เป็นอัครสาวก รวมถึงนักบุญมาระโกและนักบุญลูกาผู้เป็นศิษย์ และผู้ใดก็ตามที่เขียนในหัวข้อดังกล่าว (ดังที่กล่าวกันว่านักบุญโธมัสและนักบุญบาร์นาบัสได้กระทำ แม้ว่าคริสตจักรจะมิได้รับรองหนังสือที่ปรากฏภายใต้ชื่อของพวกเขาก็ตาม) และในฐานะผู้เผยพระวจนะ คือผู้ที่มีพรสวรรค์ในการตีความพันธสัญญาเดิม และในบางครั้งคือการประกาศโองการที่ได้รับมาโดยเฉพาะแก่คริสตจักร เพราะทั้งพรสวรรค์เหล่านี้ หรือพรสวรรค์ด้านภาษา หรือพรสวรรค์ในการขับไล่ปีศาจ หรือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม มิได้ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคริสตจักรได้ เว้นแต่การได้รับเรียกและได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งในการสั่งสอนอย่างถูกต้องเท่านั้น

    การแต่งตั้งผู้สอน

    ดังเช่นที่เหล่าอัครสาวก อันได้แก่ มัทธีอัส, เปาโล และบารนาบัส มิได้ถูกแต่งตั้งโดยองค์พระผู้ช่วยให้รอดด้วยพระองค์เอง แต่ถูกเลือกโดยคริสตจักร ซึ่งก็คือที่ประชุมของเหล่าคริสตชน กล่าวคือ มัทธีอัสถูกเลือกโดยคริสตจักรแห่งเยรูซาเล็ม ส่วนเปาโลและบารนาบัสถูกเลือกโดยคริสตจักรแห่งอันติโอก ในทำนองเดียวกัน บรรดาปุโรหิตและศิษยาภิบาลในเมืองอื่นๆ ก็ถูกเลือกโดยคริสตจักรประจำเมืองเหล่านั้น เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ ประการแรก ให้เราพิจารณาว่านักบุญเปาโลดำเนินการแต่งตั้งปุโรหิตในเมืองต่างๆ ที่ท่านได้เปลี่ยนใจผู้คนให้หันมานับถือคริสต์ศาสนาอย่างไร ภายหลังจากที่ท่านและบารนาบัสได้รับตำแหน่งอัครสาวก เราอ่านพบใน (กิจการ 14.23) ว่า “พวกเขาได้แต่งตั้งผู้ปกครองในทุกคริสตจักร”

    ซึ่งเมื่อมองเพียงผิวเผินอาจเข้าใจได้ว่าเป็นข้อโต้แย้งว่า พวกเขาเป็นผู้เลือกและมอบอำนาจให้ด้วยตนเอง แต่หากเราพิจารณาตัวบทดั้งเดิม จะเห็นได้ชัดว่าบุคคลเหล่านั้นได้รับมอบอำนาจและถูกเลือกโดยที่ประชุมของเหล่าคริสตชนในแต่ละเมือง เพราะถ้อยคำในนั้นคือ “cheirotonesantes autois presbuterous kat ekklesian” ซึ่งหมายถึง “เมื่อพวกเขาได้แต่งตั้งผู้ปกครองโดยการยกมือในทุกที่ประชุม” ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าในเมืองเหล่านั้นทั้งหมด วิธีการเลือกผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่คือการใช้เสียงข้างมาก และ (เนื่องจากวิธีปกติในการแยกคะแนนเสียงเห็นชอบออกจากคะแนนเสียงไม่เห็นชอบคือการยกมือ) การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในเมืองใดๆ จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียกผู้คนมารวมตัวกัน เพื่อเลือกโดยเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการยกมือ การเปล่งเสียง หรือการใช้ลูกบอล เมล็ดถั่ว หรือก้อนหินเล็กๆ ซึ่งแต่ละคนจะหย่อนลงในภาชนะที่ทำเครื่องหมายไว้สำหรับเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เนื่องจากแต่ละเมืองมีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันในจุดนี้

    ดังนั้น จึงเป็นที่ประชุมนั่นเองที่เลือกผู้ปกครองของตน ส่วนเหล่าอัครสาวกเป็นเพียงประธานในที่ประชุมเพื่อเรียกพวกเขามาประชุมเพื่อการเลือกตั้งดังกล่าว และประกาศว่าผู้ใดได้รับเลือก พร้อมทั้งให้พร ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่าการสถาปนา และด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เป็นประธานในที่ประชุม ดังเช่นที่บรรดาผู้ปกครองเป็น (ในยามที่เหล่าอัครสาวกไม่อยู่) จึงถูกเรียกว่า proestotes และในภาษาละตินเรียกว่า Antistities ซึ่งคำเหล่านี้หมายถึงบุคคลสำคัญของที่ประชุม ผู้มีหน้าที่นับคะแนนเสียง และประกาศว่าผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือก และในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ตัดสินชี้ขาดในเรื่องที่พิจารณานั้นโดยการเพิ่มคะแนนเสียงของตนเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของประธานในสภา และ (เนื่องจากคริสตจักรทั้งปวงต่างแต่งตั้งปุโรหิตในลักษณะเดียวกัน) ในจุดที่ใช้คำว่า

    แต่งตั้ง (ดังใน ทิตัส 1.5) “ina katasteses kata polin presbuterous” ซึ่งว่า “ด้วยเหตุนี้ เราจึงฝากเจ้าไว้ในเกาะครีต เพื่อให้เจ้าแต่งตั้งผู้ปกครองในทุกเมือง” เราพึงเข้าใจในสิ่งเดียวกัน นั่นคือ ท่านควรเรียกผู้มีความเชื่อมารวมตัวกัน และแต่งตั้งพวกเขาเป็นปุโรหิตโดยเสียงข้างมาก คงเป็นเรื่องแปลกหากในเมืองที่ผู้คนอาจไม่เคยเห็นผู้ปกครองคนใดถูกเลือกด้วยวิธีอื่นนอกจากการประชุม เมื่อคนในเมืองนั้นเปลี่ยนมาเป็นคริสตชน พวกเขาจะคิดถึงวิธีเลือกครูและผู้นำ หรือก็คือปุโรหิต (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าบิชอป) ด้วยวิธีอื่นนอกเหนือจากการใช้เสียงข้างมาก ตามที่นักบุญเปาโลได้ระบุไว้ (กิจการ 14.23) ในคำว่า Cheirotonesantes และไม่เคยมีการเลือกบิชอปด้วยวิธีอื่นใด (ก่อนที่เหล่าจักรพรรดิจะเห็นว่าจำเป็นต้องเข้ามาควบคุมดูแลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่พวกเขา) นอกเสียจากจะกระทำโดยที่ประชุมของเหล่าคริสตชนในแต่ละเมือง

    เรื่องนี้ยังได้รับการยืนยันโดยแนวปฏิบัติที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในการเลือกตั้งบิชอปแห่งโรม เพราะหากบิชอปในสถานที่ใดมีสิทธิ์ในการเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งศิษยาภิบาลในเมืองใดเมืองหนึ่ง เมื่อครั้งที่เขาต้องจากที่นั่นไปเพื่อไปประจำการในที่อื่น เขาย่อมต้องมีสิทธิ์ยิ่งกว่านั้นในการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งในสถานที่ซึ่งเขาพำนักและเสียชีวิตลงเป็นที่สุด ทว่าเราไม่พบว่ามีบิชอปแห่งโรมท่านใดเคยแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่งของตนเลย เพราะเป็นเวลานานที่พวกเขาถูกเลือกโดยประชาชน ดังที่เราเห็นได้จากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มดามัสกัสและกลุ่มอูร์ซินิกัสในการเลือกตั้ง ซึ่งอัมเมียนัส มาร์เซลลินัส กล่าวว่ารุนแรงถึงขั้นที่จูเวนทิอุสผู้เป็นพรีเฟกต์ไม่สามารถรักษาความสงบระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ จนต้องจำใจออกจากเมืองไป และพบศพผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งร้อยคนภายในตัวโบสถ์เองในเหตุการณ์นั้น และแม้ว่าในกาลต่อมา พวกเขาจะถูกเลือกโดยคณะสงฆ์ทั้งหมดแห่งโรม และต่อมาโดยเหล่าคาร์ดินัล

    แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดถูกแต่งตั้งให้สืบทอดตำแหน่งโดยผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อน ดังนั้น หากพวกเขาไม่เคยอ้างสิทธิ์ในการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้าสามารถสรุปได้อย่างสมเหตุสมผลว่า พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการแต่งตั้งอำนาจใหม่ ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถนำอำนาจนั้นออกมาจากคริสตจักรเพื่อมอบให้แก่พวกเขาได้ เว้นแต่ผู้ที่มีอำนาจโดยชอบธรรม ไม่เพียงแต่ในการสั่งสอน แต่รวมถึงในการบัญชาการคริสตจักร ซึ่งไม่มีผู้ใดทำได้นอกจากองค์อธิปไตยทางโลก

    ผู้รับใช้แห่งคริสตจักรคือใคร

    คำว่า ผู้รับใช้ ในภาษาเดิมคือ Diakonos หมายถึง ผู้ที่อาสาทำงานให้แก่ผู้อื่น และแตกต่างจาก บ่าว ตรงเพียงว่า บ่าวถูกผูกมัดด้วยสถานะของตนต่อสิ่งที่ถูกสั่งการ ในขณะที่ผู้รับใช้ถูกผูกมัดเพียงด้วยข้อตกลงที่ตนรับปากไว้ และจึงมีพันธะไม่เกินกว่าสิ่งที่ตนได้ตกลงรับทำ ดังนั้น ทั้งผู้ที่สั่งสอนพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่จัดการกิจการทางโลกของคริสตจักร ต่างก็เป็นผู้รับใช้ แต่เป็นผู้รับใช้ของบุคคลที่ต่างกัน เพราะศิษยาภิบาลของคริสตจักร ซึ่งถูกเรียกว่า “ผู้รับใช้แห่งพระวจนะ”

    (กิจการ 6.4) คือผู้รับใช้ของพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้าของพระวจนะนั้น แต่การรับใช้ของดีคอน ซึ่งถูกเรียกว่า “การปรนนิบัติโต๊ะ” (ข้อ 2 ของบทเดียวกัน) คือการรับใช้ที่กระทำต่อคริสตจักรหรือชุมชน ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลเพียงคนเดียวหรือคริสตจักรทั้งหมด ย่อมไม่สามารถกล่าวถึงศิษยาภิบาลของตนได้ว่าเขาเป็นผู้รับใช้ของพวกเขา แต่สำหรับดีคอน ไม่ว่าหน้าที่ที่เขารับทำจะเป็นการปรนนิบัติโต๊ะ หรือการแจกจ่ายปัจจัยยังชีพแก่คริสเตียนในสมัยที่พวกเขาอาศัยอยู่ในแต่ละเมืองโดยใช้กองทุนส่วนกลาง หรือจากการรวบรวมบริจาคดังเช่นในยุคแรก หรือการดูแลศาสนสถาน หรือรายได้ หรือกิจการทางโลกอื่นๆ ของคริสตจักร ชุมชนทั้งหมดสามารถเรียกเขาว่าผู้รับใช้ของตนได้อย่างถูกต้อง

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะมัคนายกนั้น คือการรับใช้คริสตจักร แม้ในบางโอกาสพวกเขาจะมิได้ละเลยที่จะประกาศพระวรสารและธำรงไว้ซึ่งหลักคำสอนของพระคริสต์ ตามแต่ความสามารถของแต่ละคน ดังเช่นที่นักบุญสตีเฟนได้กระทำ และทั้งการประกาศและการรับบัพติศมา ดังเช่นที่ฟิลิปได้กระทำ เพราะฟิลิปผู้ซึ่ง (กิจการ 8:5) ได้ประกาศพระวรสารที่เมืองสะมาเรีย และ (ข้อ 38) ได้ให้บัพติศมาแก่ขันทีนั้น คือฟิลิปผู้เป็นมัคนายก มิใช่ฟิลิปผู้เป็นอัครสาวก ด้วยเป็นที่ประจักษ์ (ข้อ 1) ว่าเมื่อครั้งฟิลิปประกาศศาสนาในสะมาเรีย บรรดาอัครสาวกยังอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม และ (ข้อ 14) “เมื่อพวกเขาได้ยินว่าชาวสะมาเรียได้รับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว จึงส่งเปโตรและยอห์นไปหาพวกเขา”

    ซึ่งโดยการวางมือของทั้งสองนั้น ผู้ที่ได้รับบัพติศมา (ข้อ 15) จึงได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ซึ่งก่อนหน้านี้จากการรับบัพติศมาโดยฟิลิป พวกเขายังมิได้รับ) เพราะการจะมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น จำเป็นต้องให้การรับบัพติศมาถูกประกอบพิธีหรือรับรองโดยผู้ประกาศพระวจนะ มิใช่โดยผู้รับใช้ของคริสตจักร ดังนั้น เพื่อรับรองการรับบัพติศมาของผู้ที่ฟิลิปมัคนายกได้ให้บัพติศมาไว้ บรรดาอัครสาวกจึงส่งเปโตรและยอห์นจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังสะมาเรีย เพื่อมอบพระคุณอันเป็นเครื่องหมายของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่ผู้ที่ก่อนหน้านี้เพียงได้รับบัพติศมา ซึ่งในเวลานั้นพระคุณนี้จะสถิตอยู่กับผู้เชื่อแท้ทุกคน โดยสิ่งที่ว่านี้คืออะไรนั้น อาจทำความเข้าใจได้จากสิ่งที่นักบุญมาระโกได้กล่าวไว้ (บทที่ 16:17) ว่า “เครื่องหมายเหล่านี้จะตามผู้ที่เชื่อในนามของเรา คือพวกเขาจะขับไล่ผี จะพูดภาษาแปลกๆ จะจับงู และหากดื่มสิ่งพิษใดๆ สิ่งนั้นจะไม่ทำอันตรายแก่เขา จะวางมือบนผู้ป่วย และผู้ป่วยจะหายโรค”

    สิ่งนี้เองคือสิ่งที่ฟิลิปไม่สามารถมอบให้ได้ แต่อัครสาวกสามารถทำได้ และ (ดังที่ปรากฏในตอนนี้) ได้กระทำอย่างมีผลต่อทุกคนที่เชื่ออย่างแท้จริง และได้รับบัพติศมาโดยผู้รับใช้ของพระคริสต์เอง ซึ่งอำนาจนี้ ผู้รับใช้ของพระคริสต์ในยุคปัจจุบันไม่สามารถมอบให้ได้ มิฉะนั้นก็คงมีผู้เชื่อแท้เพียงน้อยนิด หรือไม่พระคริสต์ก็คงมีผู้รับใช้อยู่เพียงไม่กี่คน

    วิธีการเลือกและคุณสมบัติ

    การที่มัคนายกชุดแรกถูกเลือกโดยมิใช่โดยอัครสาวก แต่โดยที่ประชุมของเหล่าสาวก กล่าวคือ โดยคริสตชนทุกประเภทนั้น เป็นที่ประจักษ์จากกิจการบทที่ 6 ซึ่งเราได้อ่านว่า หลังจากจำนวนสาวกเพิ่มมากขึ้น บรรดาอัครสาวกทั้งสิบสองคนได้เรียกพวกเขามาประชุมกัน และแจ้งแก่พวกเขาว่า ไม่เป็นการสมควรที่อัครสาวกจะละทิ้งพระวจนะของพระเจ้าเพื่อมาปรนนิบัติโต๊ะอาหาร จึงกล่าวแก่พวกเขาว่า (ข้อ 3) “พี่น้องทั้งหลาย จงเลือกคนเจ็ดคนในหมู่ท่านที่เป็นที่ยอมรับ มีพระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มเปี่ยม และมีสติปัญญา เพื่อให้เรามอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้”

    ณ จุดนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า แม้อัครสาวกจะเป็นผู้ประกาศการแต่งตั้ง แต่ที่ประชุมเป็นผู้เลือก ซึ่งใน (ข้อ 5) ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่า “คำกล่าวนี้เป็นที่พอใจของมวลชน และพวกเขาจึงเลือกคนเจ็ดคน ฯลฯ”

    ว่าด้วยรายได้ของคริสตจักร ภายใต้กฎหมายของโมเสส

    ภายใต้พันธสัญญาเดิม เผ่าเลวีมีความสามารถเพียงในการดำรงตำแหน่งปุโรหิตและตำแหน่งอื่นที่ต่ำกว่าในคริสตจักร ดินแดนถูกแบ่งปันในหมู่เผ่าอื่นๆ (ยกเว้นเผ่าเลวี) ซึ่งเมื่อแบ่งเผ่าโยเซฟออกเป็นเผ่าเอฟราอิมและเผ่ามนัสเสห์แล้ว ก็ยังคงมีสิบสองเผ่า สำหรับเผ่าเลวีนั้น ได้รับการจัดสรรเมืองบางแห่งเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย พร้อมด้วยชานเมืองสำหรับเลี้ยงสัตว์ แต่สำหรับส่วนแบ่งของพวกเขานั้น คือการได้รับหนึ่งในสิบของผลผลิตจากดินแดนของพี่น้องตน นอกจากนี้ บรรดาปุโรหิตยังได้รับหนึ่งในสิบจากส่วนแบ่งนั้นเพื่อการยังชีพ พร้อมด้วยส่วนหนึ่งของเครื่องบูชาและเครื่องสัตวบูชา ด้วยว่าพระเจ้าได้ตรัสกับอาโรน (กันดเลว. 18. 20.) ว่า “เจ้าจะไม่มีมรดกในดินแดนของพวกเขา และจะไม่มีส่วนใดๆ ในหมู่พวกเขา เราเป็นส่วนของเจ้าและเป็นมรดกของเจ้าในหมู่ลูกหลานอิสราเอล”

    เนื่องจากในเวลานั้นพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ และทรงแต่งตั้งให้เผ่าเลวีเป็นผู้รับใช้สาธารณะของพระองค์ พระองค์จึงทรงอนุญาตให้ใช้รายได้สาธารณะเพื่อการยังชีพ ซึ่งหมายถึงส่วนที่พระเจ้าทรงสงวนไว้สำหรับพระองค์เอง อันได้แก่ สิทธิตามสิบชันและเครื่องถวาย และนี่คือความหมายที่พระเจ้าตรัสว่า เราเป็นมรดกของเจ้า ดังนั้น จึงไม่เป็นการผิดที่ชื่อของคณะสงฆ์ซึ่งมาจากคำว่า Kleros ที่หมายถึง การจับสลาก หรือ มรดก จะถูกนำมาใช้เรียกชาวเลวี มิใช่ว่าพวกเขาเป็นทายาทแห่งอาณาจักรของพระเจ้ามากกว่าผู้อื่น

    แต่เป็นเพราะมรดกของพระเจ้าคือสิ่งที่ใช้เลี้ยงชีพพวกเขา เมื่อพิจารณาว่าในเวลานั้นพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ของพวกเขา และโมเสส อาโรน รวมถึงมหาปุโรหิตรุ่นต่อๆ มา เป็นตัวแทนของพระองค์ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า สิทธิในสิทธิตามสิบชันและเครื่องถวายนั้นถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจทางโลก

    หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าเพื่อเรียกร้องกษัตริย์ พวกเขาก็ยังคงได้รับรายได้เช่นเดิม แต่สิทธินั้นสืบเนื่องมาจากความจริงที่ว่า บรรดากษัตริย์ไม่เคยริบสิ่งนั้นไปจากพวกเขา เพราะรายได้สาธารณะย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ที่เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่ง (จนกระทั่งถึงช่วงถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย) คือกษัตริย์ และเมื่อกลับจากการเป็นเชลย พวกเขาก็ยังคงจ่ายสิทธิตามสิบชันให้แก่ปุโรหิตดังเช่นแต่ก่อน ดังนั้น จนถึงขณะนี้ รายได้ของคริสตจักรจึงถูกกำหนดโดยองค์อธิปไตยทางโลก

    ในสมัยของพระผู้ช่วยให้รอดและหลังจากนั้น

    เกี่ยวกับการยังชีพของพระผู้ช่วยให้รอดและบรรดาสาวก เราอ่านพบเพียงว่าพวกเขามีกระเป๋าเงินใบหนึ่ง (ซึ่งยูดาส อิสคาริโอท เป็นผู้ถือ) และบรรดาสาวกที่เคยเป็นชาวประมงในบางครั้งก็ยังคงประกอบอาชีพเดิม และเมื่อพระผู้ช่วยให้รอดทรงส่งอัครสาวกสิบสองคนออกไปประกาศศาสนา พระองค์ทรงห้ามมิให้พวกเขา “นำทอง เงิน หรือทองแดงใส่ในถุงเงิน เพราะคนงานสมควรได้รับค่าจ้างของตน” (มัทธิว 10. 9, 10) ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นไปได้ว่าการยังชีพตามปกติของพวกเขานั้นไม่ขัดกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เพราะภารกิจของพวกเขาคือ (ข้อ 8) “จงให้เปล่า เพราะท่านได้รับมาเปล่า”

    และการยังชีพของพวกเขาก็คือการบริจาคด้วยความสมัครใจของผู้ที่เชื่อในข่าวดีเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ผู้ช่วยให้รอด นอกจากนี้ เราอาจเพิ่มได้ว่ามีการบริจาคด้วยความกตัญญูจากผู้ที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงรักษาโรคให้ ซึ่งมีการกล่าวถึง “หญิงบางคน (ลูกา 8. 2, 3) ซึ่งได้รับการรักษาจากวิญญาณชั่วและความเจ็บป่วย มารีย์ มักดาลา ผู้ซึ่งปีศาจเจ็ดตนออกไปจากตัวนาง และโยอันนา ภรรยาของคูซา ผู้ดูแลของเฮโรด และซูซันนา รวมถึงคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งได้ปรนนิบัติพระองค์ด้วยทรัพย์สินของตน”

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    ภายหลังการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระผู้ช่วยให้รอด ชาวคริสต์ในทุกเมืองต่างใช้ชีวิตร่วมกัน (กิจการ 4:34) โดยอาศัยเงินที่ได้จากการขายที่ดินและทรัพย์สิน ซึ่งนำมาวางไว้แทบเท้าของเหล่าอัครสาวกด้วยความเต็มใจ มิใช่ด้วยหน้าที่ เพราะ “ขณะที่ที่ดินยังอยู่ (นักบุญปีเตอร์กล่าวกับอนาเนียใน กิจการ 5:4) มันมิใช่ของเจ้าหรือ? และหลังจากขายไปแล้ว มันมิได้อยู่ในอำนาจของเจ้าหรือ?” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาไม่จำเป็นต้องรักษาที่ดินหรือเงินของตนไว้ด้วยการมุสา เนื่องจากมิได้มีพันธะต้องบริจาคสิ่งใดเลย เว้นแต่เขาจะปรารถนา และเช่นเดียวกับในสมัยของเหล่าอัครสาวก ตลอดเวลาหลังจากนั้นจนกระทั่งถึงสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช เราจะพบว่าการเลี้ยงดูเหล่าบิชอปและศิษยาภิบาลของคริสตจักรนั้น มิใช่อื่นใดนอกจากการบริจาคโดยสมัครใจของผู้ที่ยอมรับในหลักคำสอนของพวกเขา ในเวลานั้นยังไม่มีการกล่าวถึงเรื่องภาษีสิบชักหนึ่ง

    แต่ในสมัยของคอนสแตนตินและบุตรชายของพระองค์ ความเลื่อมใสของชาวคริสต์ที่มีต่อศิษยาภิบาลนั้นเป็นอย่างไร ดังที่อัมเมียนัส มาร์เซลลินัส กล่าวไว้ (ขณะบรรยายถึงความขัดแย้งระหว่างดามาซัสและอูร์ซินิคัสเรื่องตำแหน่งบิชอป) ว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะแย่งชิงกัน เนื่องจากบิชอปในสมัยนั้นได้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราด้วยความใจกว้างของฝูงแกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหล่าสตรีผู้มีฐานะ มีรถม้าคอยรับส่ง และมีความฟุ่มเฟือยทั้งในด้านอาหารและการแต่งกาย

    เหล่าผู้ประกาศพระวรสารดำรงชีพด้วยความเมตตาของฝูงแกะ

    แต่ ณ จุดนี้ บางคนอาจถามว่า ศิษยาภิบาลในขณะนั้นมีพันธะต้องดำรงชีพด้วยการบริจาคโดยสมัครใจเสมือนเป็นทานหรือไม่ “เพราะว่าใครเล่า (นักบุญพอลกล่าวใน 1 โครินธ์ 9:7) จะออกรบโดยใช้ค่าใช้จ่ายของตนเอง? หรือใครเล่าที่เลี้ยงฝูงแกะแล้วไม่ดื่มนมจากฝูงแกะนั้น?” และอีกครั้ง (1 โครินธ์ 9:13) “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ผู้ที่ปรนนิบัติในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย่อมดำรงชีพด้วยสิ่งของในพระวิหาร และผู้ที่ปรนนิบัติที่แท่นบูชา ย่อมมีส่วนร่วมกับแท่นบูชา” กล่าวคือ มีส่วนในสิ่งที่ถูกถวาย ณ แท่นบูชาเพื่อการเลี้ยงดูตนเอง?

    และแล้วท่านจึงสรุปว่า “พระเจ้าทรงกำหนดไว้เช่นนั้นว่า ผู้ที่ประกาศพระวรสารควรดำรงชีพด้วยพระวรสาร” จากข้อความนี้อาจอนุมานได้ว่า ศิษยาภิบาลของคริสตจักรควรได้รับการเลี้ยงดูโดยฝูงแกะของตน แต่หาได้หมายความว่าศิษยาภิบาลจะเป็นผู้กำหนดจำนวนหรือประเภทของเบี้ยเลี้ยงของตนเอง หรือเป็นผู้กำหนดส่วนแบ่งให้ตนเองได้ ดังนั้น เบี้ยเลี้ยงของพวกเขาจึงจำเป็นต้องถูกกำหนดโดยความกตัญญูและความใจกว้างของบุคคลแต่ละคนในฝูงแกะ หรือโดยที่ประชุมคริสตจักรทั้งหมด ซึ่งการกำหนดโดยที่ประชุมทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะการกระทำของพวกเขาในขณะนั้นมิใช่กฎหมาย

    ดังนั้น การเลี้ยงดูศิษยาภิบาล ก่อนที่เหล่าจักรพรรดิและผู้ปกครองทางโลกจะตรากฎหมายเพื่อกำหนดเรื่องนี้ จึงมิใช่อื่นใดนอกเหนือจากความเมตตา ผู้ที่ปรนนิบัติที่แท่นบูชาย่อมดำรงชีพด้วยสิ่งที่ถูกถวาย พวกเขาจะฟ้องร้องเรียกสิ่งนั้นได้ที่ศาลใด ในเมื่อไม่มีศาลสถิตยุติธรรม? หรือหากพวกเขามีผู้ตัดสินชี้ขาดในหมู่ตน ใครเล่าจะเป็นผู้บังคับตามคำตัดสิน ในเมื่อพวกเขาไม่มีอำนาจในการติดอาวุธให้แก่เจ้าหน้าที่ของตน? ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าไม่มีการกำหนดการเลี้ยงดูที่แน่นอนให้แก่ศิษยาภิบาลคนใดของคริสตจักรได้ เว้นแต่จะกระทำโดยที่ประชุมทั้งหมด และกระทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งของที่ประชุมมีผลบังคับใช้ (มิใช่เพียงในฐานะกฎศาสนจักร

    แต่รวมถึง) กฎหมาย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะตราขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระทำโดยจักรพรรดิ กษัตริย์ หรือผู้ปกครองทางโลกอื่น ๆ เท่านั้น สิทธิในภาษีสิบชักหนึ่งตามกฎหมายของโมเสส ไม่สามารถนำมาใช้กับผู้ประกาศพระวรสารในขณะนั้นได้ เพราะโมเสสและมหาปุโรหิตคือผู้ปกครองทางโลกของประชาชนภายใต้พระเจ้า ซึ่งอาณาจักรของพระองค์ในหมู่ชาวเยิวได้ปรากฏขึ้นแล้ว ในขณะที่อาณาจักรของพระเจ้าโดยพระคริสต์นั้นยังมาไม่ถึง

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้เลี้ยงแกะแห่งคริสตจักรคือใคร และขอบเขตแห่งอำนาจหน้าที่ของพวกเขาคืออะไร (เช่น การเทศนา การสั่งสอน การรับศีลล้างบาป และการเป็นประธานในชุมนุมของตน) การลงทัณฑ์ทางศาสนาคืออะไร ซึ่งได้แก่ การขับออกจากศาสนา กล่าวคือ ในสถานที่ซึ่งคริสต์ศาสนาถูกสั่งห้ามโดยกฎหมายบ้านเมือง คือการที่ผู้ถูกขับออกแยกตนเองออกจากกลุ่ม และในสถานที่ซึ่งคริสต์ศาสนาถูกกำหนดโดยกฎหมายบ้านเมือง คือการขับผู้ถูกลงทัณฑ์ออกจากชุมนุมของคริสต์ศาสนิกชน ใครเป็นผู้เลือกผู้เลี้ยงแกะและศาสนบริกรของคริสตจักร (ซึ่งก็คือ ชุมนุม) ใครเป็นผู้เจิมและอวยพรพวกเขา (ซึ่งก็คือ ผู้เลี้ยงแกะ) และรายได้ที่พึงได้ของพวกเขาคืออะไร (ซึ่งไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากทรัพย์สินส่วนตัว แรงงานของตนเอง และเงินบริจาคโดยสมัครใจจากคริสต์ศาสนิกชนผู้เลื่อมใสและกตัญญู) บัดนี้ เราจักต้องพิจารณาว่า ผู้ซึ่งเป็นองค์อธิปัตย์ทางโลกและได้น้อมรับคริสต์ศรัทธาด้วยนั้น มีหน้าที่อย่างไร

    องค์อธิปัตย์ทางโลกที่เป็นคริสต์ศาสนิกชนทรงมีสิทธิในการแต่งตั้งผู้เลี้ยงแกะ

    ประการแรก เราพึงระลึกว่า สิทธิในการตัดสินว่าหลักคำสอนใดที่เหมาะสมต่อสันติภาพและควรนำมาสอนแก่ราษฎรนั้น ในทุกรัฐสวัสดิการย่อมผูกติดอยู่กับอำนาจอธิปัตย์ทางโลกอย่างไม่อาจแยกจากกันได้ (ดังที่ได้พิสูจน์ไว้แล้วในบทที่ 18) ไม่ว่าอำนาจนั้นจะสถิตอยู่ในบุคคลเพียงคนเดียวหรือในสภาแห่งบุคคลก็ตาม เพราะเป็นที่ประจักษ์แจ้งแม้แก่ผู้ที่มีสติปัญญาน้อยที่สุดว่า การกระทำของมนุษย์นั้นมีที่มาจากความเห็นที่พวกเขามีต่อความดีหรือความชั่ว ซึ่งผลจากการกระทำเหล่านั้นจะย้อนกลับมาสู่ตนเอง

    ดังนั้น เมื่อมนุษย์มีความเชื่อว่า การเชื่อฟังอำนาจอธิปัตย์จะก่อให้เกิดผลเสียต่อตนมากกว่าการไม่เชื่อฟัง พวกเขาย่อมฝ่าฝืนกฎหมาย และด้วยเหตุนั้นจึงล้มล้างรัฐสวัสดิการ นำมาซึ่งความโกลาหลและสงครามกลางเมือง ซึ่งการปกครองทางโลกทั้งปวงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ ด้วยเหตุนี้ ในทุกรัฐสวัสดิการของพวกนอกรีต องค์อธิปัตย์จึงมีนามว่าเป็นผู้เลี้ยงแกะของราษฎร เพราะไม่มีราษฎรคนใดสามารถสั่งสอนผู้คนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตและอำนาจจากองค์อธิปัตย์

    สิทธิของกษัตริย์นอกรีตนี้ ไม่อาจถือได้ว่าถูกพรากไปจากการที่พวกเขาหันมานับถือศรัทธาในพระคริสต์ ผู้ซึ่งมิเคยกำหนดว่า กษัตริย์ที่เชื่อในพระองค์จะต้องถูกถอดถอน กล่าวคือ ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของใครอื่นนอกจากพระองค์ หรือ (ซึ่งมีความหมายเดียวกัน) ต้องถูกพรากอำนาจที่จำเป็นสำหรับการรักษาความสงบสุขในหมู่ราษฎร และสำหรับการป้องกันประเทศจากศัตรูภายนอก ดังนั้น กษัตริย์คริสเตียนจึงยังคงเป็นผู้เลี้ยงแกะสูงสุดของราษฎร และมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้เลี้ยงแกะตามที่พระองค์ทรงประสงค์ เพื่อสั่งสอนคริสตจักร หรือกล่าวคือ เพื่อสั่งสอนราษฎรที่อยู่ในความดูแลของพระองค์

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    อีกประการหนึ่ง ให้สิทธิในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นของคริสตจักร (ดังเช่นก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบกษัตริย์) เพราะเป็นเช่นนั้นในสมัยของเหล่าอัครสาวกเอง (ดังที่ได้แสดงไว้แล้วในบทนี้) และในทำนองเดียวกัน สิทธินี้จักเป็นขององค์อธิปไตยทางโลกผู้เป็นคริสเตียน ด้วยในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นคริสเตียน พระองค์ทรงอนุญาตให้มีการสั่งสอน และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นองค์อธิปไตย (ซึ่งกล่าวได้ว่า ทรงเป็นตัวแทนของคริสตจักร) บรรดาผู้สอนที่พระองค์ทรงคัดเลือก จึงถือได้ว่าได้รับเลือกโดยคริสตจักร และเมื่อที่ประชุมคริสตชนเลือกศิษยาภิบาลในรัฐคริสเตียน ย่อมถือว่าองค์อธิปไตยเป็นผู้เลือก เพราะการนั้นกระทำได้โดยอำนาจของพระองค์ เช่นเดียวกับเมื่อเมืองหนึ่งเลือกนายกเทศมนตรี ย่อมถือเป็นการกระทำของผู้ที่มีอำนาจอธิปไตย เพราะทุกการกระทำที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นการกระทำของผู้ซึ่งหากปราศจากความยินยอมของผู้นั้น การกระทำนั้นย่อมไร้ผล

    ดังนั้น ไม่ว่าจะมีตัวอย่างใดจากประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเลือกศิษยาภิบาลโดยประชาชนหรือโดยคณะสงฆ์ สิ่งเหล่านั้นย่อมมิใช่ข้อโต้แย้งต่อสิทธิขององค์อธิปไตยทางโลกท่านใด เพราะผู้ที่เลือกศิษยาภิบาลเหล่านั้นกระทำโดยอาศัยอำนาจของพระองค์

    เมื่อเห็นว่าในทุกรัฐคริสเตียน องค์อธิปไตยทางโลกทรงเป็นศิษยาภิบาลสูงสุด ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลฝูงแกะซึ่งเป็นพสกนิกรทั้งหมด และส่งผลให้ศิษยาภิบาลอื่นทั้งหมดถูกแต่งตั้งและมีอำนาจในการสั่งสอน รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนกิจอื่น ๆ ได้โดยอำนาจของพระองค์ จึงสรุปได้ว่า ศิษยาภิบาลอื่นทั้งหมดได้รับสิทธิในการสั่งสอน การเทศนา และหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งนั้นมาจากองค์อธิปไตยทางโลก และพวกเขาเป็นเพียงข้ารับใช้ของพระองค์ ในลักษณะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ประจำเมือง ผู้พิพากษาในศาล และผู้บัญชาการกองทัพ ล้วนเป็นเพียงข้ารับใช้ของผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมด เป็นผู้พิพากษาในทุกคดี และเป็นผู้บัญชาการกองกำลังทั้งหมด ซึ่งก็คือองค์อธิปไตยทางโลกเสมอ เหตุผลในเรื่องนี้มิใช่เพราะผู้ที่สอน

    แต่เป็นเพราะผู้ที่ต้องเรียนนั้นเป็นพสกนิกรของพระองค์ สมมติว่ากษัตริย์คริสเตียนพระองค์หนึ่งทรงมอบอำนาจในการแต่งตั้งศิษยาภิบาลในดินแดนของพระองค์ให้แก่กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง (ดังเช่นที่กษัตริย์คริสเตียนหลายพระองค์ทรงมอบอำนาจนั้นให้แก่พระสันตะปาปา) การกระทำเช่นนั้นมิได้เป็นการสถาปนาศิษยาภิบาลเหนือพระองค์เอง หรือสถาปนาศิษยาภิบาลผู้มีอำนาจเหนือพสกนิกรของพระองค์ เพราะนั่นเท่ากับการสละอำนาจทางโลกของพระองค์เอง ซึ่งอำนาจนี้ขึ้นอยู่กับทัศนคติของประชาชนที่มีต่อหน้าที่ที่มีต่อพระองค์ และความกลัวต่อการลงทัณฑ์ในโลกหน้า ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่กับทักษะและความจงรักภักดีของเหล่าด็อกเตอร์ทางศาสนา ผู้ซึ่งตกอยู่ภายใต้ความทะเยอทะยานและความเขลาไม่น้อยไปกว่ามนุษย์ประเภทอื่น

    ดังนั้น ในกรณีที่คนนอกมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้สอน อำนาจนั้นย่อมได้รับมอบจากองค์อธิปไตยในดินแดนที่ผู้นั้นสั่งสอน เหล่าด็อกเตอร์คริสเตียนคือครูผู้สอนวิชาคริสต์ศาสนาแก่เรา แต่กษัตริย์ทรงเป็นบิดาของครอบครัว และอาจรับครูผู้สอนให้แก่พสกนิกรตามคำแนะนำของคนนอกได้ แต่ไม่ใช่ตามคำสั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการสั่งสอนที่ผิดพลาดนั้นจะนำมาซึ่งผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่และชัดเจนแก่ผู้ที่แนะนำครูเหล่านั้น และกษัตริย์ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้รักษาครูเหล่านั้นไว้ นานเกินกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ที่พระองค์ทรงรับผิดชอบตราบเท่าที่ยังทรงไว้ซึ่งสิทธิอันเป็นสาระสำคัญของอำนาจอธิปไตย

    อำนาจทางศิษยาภิบาลขององค์อธิปไตยเท่านั้นที่เป็นไปตามสิทธิแห่งเทวบัญญัติ ส่วนของศิษยาภิบาลอื่นเป็นไปตามสิทธิแห่งกฎหมายบ้านเมือง

    ดังนั้น หากมีผู้ใดถามศิษยาภิบาลในขณะปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกับที่ปุโรหิตและผู้ปกครองสูงสุดของประชาชน (มัทธิว 21:23) ได้ทูลถามพระผู้ช่วยให้รอดว่า “เจ้าทำสิ่งเหล่านี้ด้วยอำนาจใด และใครเป็นผู้มอบอำนาจนี้แก่เจ้า” เขาไม่สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องอื่นใดได้ นอกจากว่าเขาทำสิ่งนั้นด้วยอำนาจแห่งรัฐ ซึ่งมอบให้แก่เขาโดยกษัตริย์หรือสภาผู้แทนรัฐ ศิษยาภิบาลทั้งปวง ยกเว้นผู้สูงสุด ปฏิบัติหน้าที่ตามสิทธิ ซึ่งหมายถึงโดยอำนาจขององค์อธิปไตยทางโลก หรือ Jure Civili แต่กษัตริย์และองค์อธิปไตยอื่นทุกพระองค์ทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะศิษยาภิบาลสูงสุด โดยอำนาจโดยตรงจากพระเจ้า

    กล่าวคือ ตามสิทธิของพระเจ้า หรือ Jure Divino ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้ใดนอกจากกษัตริย์ที่จะสามารถระบุในบรรดาศักดิ์ของตนว่า Dei Gratia Rex และอื่นๆ (ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งการยอมจำนนต่อพระเจ้าเพียงผู้เดียว) บิชอปควรกล่าวในตอนต้นของคำสั่งว่า “โดยพระเมตตาแห่งองค์กษัตริย์ บิชอปแห่งสังฆมณฑลนี้” หรือในฐานะข้าราชการพลเรือนว่า “ในพระนามขององค์กษัตริย์” เพราะการกล่าวว่า Divina Providentia ซึ่งมีความหมายเดียวกับ Dei Gratia แม้จะถูกดัดแปลงคำ แต่เป็นการปฏิเสธว่าตนได้รับอำนาจมาจากรัฐ และเป็นการแอบถอดปลอกคอแห่งการยอมจำนนทางโลกออกอย่างแนบเนียน ซึ่งขัดต่อความเป็นเอกภาพและการปกป้องรัฐ

    กษัตริย์คริสเตียนมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ทางศิษยาภิบาลทุกประการ

    แต่หากองค์อธิปไตยคริสเตียนทุกพระองค์ทรงเป็นศิษยาภิบาลสูงสุดของพสกนิกรของพระองค์เอง ย่อมดูเหมือนว่าพระองค์ทรงมีอำนาจ ไม่เพียงแต่ในการเทศนา (ซึ่งบางทีคงไม่มีใครปฏิเสธ) แต่ยังรวมถึงการรับบัพติศมา และการประกอบพิธีศีลมหาสนิท ตลอดจนการสถาปนาทั้งศาสนสถานและศิษยาภิบาลเพื่อรับใช้พระเจ้า ซึ่งคนส่วนใหญ่ปฏิเสธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาไม่คุ้นชินที่จะทำเช่นนั้น และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประกอบพิธีศีลและการสถาปนาบุคคลและสถานที่เพื่อการใช้ในทางศักดิ์สิทธิ์นั้น จำเป็นต้องมีการวางมือโดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะเดียวกันผ่านการวางมือสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยอัครสาวก

    ดังนั้น เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่ากษัตริย์คริสเตียนมีอำนาจในการรับบัพติศมาและสถาปนา ข้าพเจ้าจึงต้องให้เหตุผล ทั้งในเรื่องที่ว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่นิยมทำเช่นนั้น และทำอย่างไรที่พวกเขาจะมีความสามารถในการกระทำสิ่งดังกล่าวได้เมื่อประสงค์ โดยไม่ต้องมีพิธีวางมือตามปกติ

    เลเวียธาน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    มิมีข้อสงสัยเลยว่า กษัตริย์พระองค์ใด หากทรงมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ ย่อมทรงมีสิทธิ์ตามตำแหน่งแห่งที่ที่จะทรงบรรยายวิชาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับที่ทรงมอบอำนาจให้ผู้อื่นบรรยายในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาระหน้าที่โดยรวมของรัฐนั้นต้องใช้เวลาของพระองค์ทั้งหมด จึงไม่สะดวกที่พระองค์จะทรงทุ่มเทพระวรกายให้กับรายละเอียดปลีกย่อยเช่นนั้น กษัตริย์อาจทรงประทับในที่พิจารณาคดีเพื่อรับฟังและตัดสินคดีความทุกรูปแบบตามพระราชหฤทัย หรือทรงมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนในพระนามของพระองค์ก็ได้

    ทว่าภาระหน้าที่ในการบัญชาการและการปกครองที่ตกอยู่กับพระองค์ บังคับให้พระองค์ต้องทรงกุมหางเสืออยู่ตลอดเวลา และต้องมอบหมายหน้าที่ในระดับปฏิบัติการให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ในทำนองเดียวกัน องค์พระผู้ช่วยให้รอด (ซึ่งย่อมทรงมีอำนาจในการบัพติศมา) มิได้ทรงบัพติศมาผู้ใดด้วยพระองค์เอง แต่ทรงส่งอัครสาวกและเหล่าสาวกไปกระทำหน้าที่นั้น (ยอห์น 4.2) เช่นเดียวกับนักบุญพอล ซึ่งด้วยความจำเป็นที่ต้องเทศนาในสถานที่ต่างๆ อันห่างไกล จึงทรงบัพติศมาผู้คนเพียงไม่กี่คน ในบรรดาชาวโครินธ์ทั้งหมด พระองค์ทรงบัพติศมาเพียง คริสปัส, คายุส และสเตฟานัส (1 โครินธ์ 1.14, 16) และเหตุผลก็คือ ภาระหน้าที่หลักของพระองค์คือการเทศนา (1 โครินธ์ 1.17)

    ด้วยเหตุนี้จึงประจักษ์ชัดว่า ภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่า (เช่น การปกครองคริสตจักร) ย่อมเป็นข้อยกเว้นสำหรับหน้าที่ที่เล็กกว่า ดังนั้น เหตุผลที่กษัตริย์คริสเตียนไม่นิยมบัพติศมาจึงชัดเจน และเป็นเหตุผลเดียวกับที่ในปัจจุบันมีผู้ได้รับบัพติศมาโดยบิชอปเพียงไม่กี่คน และโดยพระสันตะปาปายิ่งน้อยลงไปอีก

    และในส่วนของการวางมือ ว่ามีความจำเป็นหรือไม่สำหรับการมอบอำนาจให้กษัตริย์ทรงบัพติศมาและทรงเจิม เราอาจพิจารณาได้ดังนี้

    การวางมือเป็นพิธีกรรมสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในหมู่ชาวเยิว ซึ่งใช้เพื่อระบุและทำให้แน่ชัดถึงบุคคลหรือสิ่งอื่นที่ถูกกล่าวถึงในคำอธิษฐาน การอวยพร การถวายเครื่องบูชา การเจิม การตัดสินโทษ หรือถ้อยคำอื่นๆ ของมนุษย์ ดังเช่นยาโคบในการอวยพรบุตรของโยเซฟ (ปฐมกาล 48.14) “วางมือขวาของท่านบนเอฟราอิมผู้เล็กกว่า และวางมือซ้ายบนมนัสเสห์ผู้เป็นบุตรหัวปี” และท่านกระทำเช่นนี้โดยเจตนา (แม้ว่าโยเซฟจะนำบุตรทั้งสองมาเสนอต่อท่านในลักษณะที่บังคับให้ท่านต้องเอื้อมแขนไขว้กัน) เพื่อระบุว่าท่านตั้งใจจะมอบพรที่ยิ่งใหญ่กว่าให้แก่ผู้ใด เช่นเดียวกับการถวายเครื่องเผาบูชา อาโรนได้รับคำสั่ง (อพยพ 29.10) ให้ “วางมือบนศีรษะของวัวตัวผู้”

    และ (ข้อ 15) “วางมือบนศีรษะของแกะตัวผู้” สิ่งเดียวกันนี้ถูกกล่าวซ้ำใน เลวีนิติ 1.4 และ 8.14 เช่นเดียวกับโมเสสเมื่อครั้งแต่งตั้งโยชูวาให้เป็นผู้นำชาวอิสราเอล กล่าวคือ เจิมเขาให้รับใช้พระเจ้า (กันดารวิถี 27.23) โดย “วางมือบนตัวเขา และมอบหมายหน้าที่ให้” เพื่อระบุและทำให้แน่ชัดว่าผู้ใดคือผู้ที่พวกเขาต้องเชื่อฟังในยามสงคราม และในการเจิมชาวเลวี (กันดารวิถี 8.10) พระเจ้าทรงบัญชาให้ “บุตรทั้งหลายของอิสราเอลวางมือบนชาวเลวี” และในการตัดสินโทษผู้ที่หมิ่นประมาทพระเจ้า (เลวีนิติ 24.14) พระเจ้าทรงบัญชาให้ “ทุกคนที่ได้ยินเขา ให้วางมือบนศีรษะของเขา และให้ชุมนุมทั้งหมดขว้างหินฆ่าเขา”

    และเหตุใดจึงให้เฉพาะผู้ที่ได้ยินเท่านั้นเป็นผู้วางมือบนตัวเขา มิใช่ให้ปุโรหิต เลวี หรือเจ้าหน้าที่ตุลาการท่านอื่นกระทำ แต่เป็นเพราะไม่มีใครอื่นที่จะสามารถระบุและแสดงให้เห็นต่อสายตาของชุมนุมได้ว่า ผู้ใดคือผู้ที่หมิ่นประมาทและสมควรต้องตาย และการระบุตัวบุคคลหรือสิ่งใดด้วยการใช้มือชี้ให้เห็นด้วยตานั้น มีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่าการระบุด้วยชื่อให้ได้ยินด้วยหู

    และพิธีกรรมนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดยิ่ง จนกระทั่งในการอำนวยพรแก่ที่ประชุมทั้งหมดในคราวเดียว ซึ่งมิอาจกระทำได้ด้วยการวางมือ ทว่า “อาโรน (เลวีนิติ 9.22) ก็ได้ยกมือขึ้นเหนือประชาชนเมื่อท่านอำนวยพรแก่พวกเขา” และเรายังได้อ่านพบถึงพิธีการถวายวิหารในลักษณะเดียวกันนี้ในหมู่พวกนอกรีต เช่น การที่ปุโรหิตวางมือลงบนเสาต้นใดต้นหนึ่งของวิหาร ในขณะที่กล่าวถ้อยคำแห่งการถวายวิหาร ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงด้วยมือ เพื่อให้ดวงตาได้ประจักษ์แจ้ง มากกว่าจะใช้ถ้อยคำเพื่อให้หูได้รับทราบ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจต่อพระเจ้า

    ดังนั้น พิธีกรรมนี้จึงมิใช่เรื่องใหม่ในสมัยของพระผู้ช่วยให้รอด เพราะไยรัส (มาระโก 5.23) ผู้ซึ่งมีบุตรสาวป่วยไข้ ได้วิงวอนต่อพระผู้ช่วยให้รอด (มิใช่เพียงเพื่อให้ทรงรักษาเธอ แต่) “ขอให้ทรงวางพระหัตถ์บนตัวเธอ เพื่อเธอจะได้หายจากโรค” และ (มัทธิว 19.13) “เขาทั้งหลายได้นำเด็กเล็กๆ มาเฝ้าพระองค์ เพื่อพระองค์จะทรงวางพระหัตถ์บนเด็กเหล่านั้นและทรงอธิษฐาน”

    ตามจารีตโบราณนี้ เหล่าอัครสาวกและผู้ปกครอง รวมถึงสภาผู้ปกครองเอง ได้วางมือบนผู้ที่พวกเขาแต่งตั้งให้เป็นศิษยาภิบาล พร้อมทั้งอธิษฐานขอให้ผู้เหล่านั้นได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมิได้กระทำเพียงครั้งเดียว แต่บางครั้งก็กระทำซ้ำเมื่อมีโอกาสใหม่ปรากฏขึ้น ทว่าจุดประสงค์ยังคงเดิม นั่นคือการระบุตัวบุคคลอย่างเคร่งครัดและตามหลักศาสนา เพื่อแต่งตั้งให้รับหน้าที่ศิษยาภิบาลโดยทั่วไป หรือเพื่อภารกิจเฉพาะอย่าง ดังเช่นใน (กิจการ 6.6) “เหล่าอัครสาวกจึงอธิษฐานและวางมือ” บนมัคนายกทั้งเจ็ด ซึ่งการกระทำนี้มิใช่เพื่อมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่พวกเขา (เพราะพวกเขามีพระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มเปี่ยมอยู่ก่อนที่จะได้รับเลือก ดังที่ปรากฏในข้อ 3 ก่อนหน้านั้น)

    แต่เพื่อระบุตัวพวกเขาให้เข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่นั้น และหลังจากที่ฟิลิปมัคนายกได้ทำให้คนจำนวนหนึ่งในสะมาเรียหันมาเชื่อพระเจ้า เปโตรและยอห์นก็ได้ลงไป (กิจการ 8.17) “และวางมือบนพวกเขา แล้วพวกเขาก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์” และมิใช่เพียงอัครสาวกเท่านั้น แต่ผู้ปกครองก็มีอำนาจนี้ด้วย ดังที่นักบุญเปาโลแนะนำทิโมธี (1 ทิโมธี 5.22) ว่า “อย่ารีบวางมือบนผู้ใด” ซึ่งหมายความว่า อย่ารีบระบุตัวผู้ใดให้เข้าสู่ตำแหน่งศิษยาภิบาลโดยวู่วาม สภาผู้ปกครองทั้งหมดได้วางมือบนทิโมธี ดังที่เราอ่านใน 1 ทิโมธี 4.14

    ทว่าเรื่องนี้ควรเข้าใจว่า มีบางคนกระทำโดยการแต่งตั้งของสภาผู้ปกครอง และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นประธานหรือโฆษกของสภา ซึ่งอาจเป็นตัวนักบุญเปาโลเอง เพราะในจดหมายฉบับที่สองถึงทิโมธี ข้อ 6 ท่านกล่าวกับเขาว่า “จงทำให้ของประทานของพระเจ้าซึ่งอยู่ในท่านรุ่งเรืองขึ้น โดยการวางมือของข้าพเจ้า” และในโอกาสนี้ โปรดสังเกตว่า คำว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ในที่นี้ มิได้หมายถึงบุคคลที่สามในตรีเอกภาพ แต่หมายถึงของประทานที่จำเป็นต่อหน้าที่ศิษยาภิบาล เรายังอ่านพบว่านักบุญเปาโลได้รับการวางมือสองครั้ง ครั้งแรกจากอนาเนียสที่เมืองดามัสกัส (กิจการ 9.17, 18) ในเวลาที่ท่านรับบัพติศมา และอีกครั้ง (กิจการ 13.3) ที่เมืองอันทิโอก เมื่อท่านถูกส่งออกไปประกาศศาสนาเป็นครั้งแรก

    ดังนั้น ประโยชน์ของพิธีกรรมนี้ในการแต่งตั้งศิษยาภิบาล คือการระบุตัวบุคคลที่พวกเขาจะมอบอำนาจดังกล่าวให้ แต่หากในขณะนั้นมีคริสตชนคนใดที่มีอำนาจในการสอนอยู่ก่อนแล้ว การรับบัพติศมาของเขา หรือการทำให้เขาเป็นคริสตชน มิได้มอบอำนาจใหม่ให้แก่เขา แต่เพียงทำให้เขาสอนหลักธรรมที่ถูกต้อง หรือกล่าวคือ ใช้อำนาจของตนอย่างถูกต้อง ดังนั้นการวางมือจึงไม่มีความจำเป็น บัพติศมาเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว ทว่าผู้มีอำนาจสูงสุดทุกพระองค์ก่อนยุคคริสตกาล ล้วนมีอำนาจในการสอนและแต่งตั้งผู้สอน

    ดังนั้นคริสต์ศาสนาจึงมิได้มอบสิทธิใหม่ให้แก่พวกเขา แต่เพียงชี้แนะแนวทางในการสอนความจริง และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องได้รับการวางมือ (นอกเหนือจากที่กระทำในพิธีบัพติศมา) เพื่อรับรองอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ทางศิษยาภิบาลในส่วนใดก็ตาม เช่น การบัพติศมาและการเสก และในพันธสัญญาเดิม แม้ว่าในช่วงที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่มหาปุโรหิตจะมีเพียงปุโรหิตเท่านั้นที่มีสิทธิในการเสก แต่เมื่ออำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเราอ่านพบ (1 พงศาวดาร 8) ว่าโซโลมอนได้อวยพรประชาชน เสกพระวิหาร และกล่าวคำอธิษฐานสาธารณะ ซึ่งเป็นแบบอย่างสำหรับการเสกคริสตจักรและโบสถ์คริสต์ทั้งหมดในปัจจุบัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้มีเพียงสิทธิในการปกครองทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังมีสิทธิในการปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาอีกด้วย

    หากผู้มีอำนาจสูงสุดทางโลกเป็นคริสตชน ย่อมเป็นประมุขของศาสนจักรในดินแดนของตน

    เลอไวอาธัน

    โธมัส ฮอบส์, 1588-1679

    จากการรวมอำนาจทางการเมืองและทางศาสนจักรเข้าไว้ด้วยกันในองค์อธิปไตยคริสเตียนเช่นนี้ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์ทรงมีอำนาจทุกประการเหนือพสกนิกรตามที่มนุษย์จะพึงได้รับ เพื่อการปกครองการกระทำภายนอกของมนุษย์ ทั้งในด้านนโยบายและศาสนา และอาจตรากฎหมายใดๆ ตามที่พระองค์ทรงวินิจฉัยว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการปกครองพสกนิกรของพระองค์ ทั้งในฐานะที่เป็นรัฐและในฐานะที่เป็นศาสนจักร ด้วยว่าทั้งรัฐและศาสนจักรนั้นคือกลุ่มคนกลุ่มเดียวกัน

    ดังนั้น หากพระองค์ทรงประสงค์ ก็อาจมอบหมายการปกครองพสกนิกรในกิจการทางศาสนาให้แก่พระสันตะปาปา (ดังที่กษัตริย์คริสเตียนหลายพระองค์ในปัจจุบันทรงกระทำ) แต่ในประเด็นนี้ พระสันตะปาปาย่อมอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์ และใช้อำนาจหน้าที่นั้นในดินแดนของผู้อื่นตามกฎหมายบ้านเมือง (Jure Civili) ในสิทธิขององค์อธิปไตยทางโลก มิใช่ตามสิทธิแห่งพระเจ้า (Jure Divino) ดังนั้นจึงอาจถูกปลดจากตำแหน่งนั้นได้ เมื่อองค์อธิปไตยทรงเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร หรือหากทรงประสงค์ ก็อาจมอบหมายการดูแลด้านศาสนาให้แก่ศิษยาภิบาลสูงสุดเพียงรูปเดียว หรือแก่สภาศิษยาภิบาล และมอบอำนาจเหนือศาสนจักรให้แก่บุคคลเหล่านั้น หรือให้คนหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกคนหนึ่ง ตามที่ทรงเห็นว่าสะดวกที่สุด และจะมอบบรรดาศักดิ์อันทรงเกียรติ เช่น บิชอป อาร์ชบิชอป พระสงฆ์ หรือเพรสไบเตอร์ ตามแต่พระทัย และตรากฎหมายเพื่อการอุปถัมภ์บุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าจะโดยภาษาสิบชักหนึ่งหรือวิธีอื่นใดตามที่ทรงประสงค์ ขอเพียงแต่ทรงกระทำด้วยมโนธรรมที่บริสุทธิ์ ซึ่งมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้พิพากษา องค์อธิปไตยทางโลกต่างหากที่เป็นผู้แต่งตั้งผู้พิพากษาและผู้ตีความพระคัมภีร์ทางศาสนจักร เพราะพระองค์คือผู้ตรากฎหมายเหล่านั้น

    และยังเป็นผู้มอบอำนาจให้แก่การบัพพชน หรือการขับออกจากศาสนา ซึ่งหากปราศจากกฎหมายและการลงโทษดังกล่าวที่จะสยบเหล่าผู้รักอิสระที่ดื้อรั้น และนำพวกเขากลับมาสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนจักรส่วนที่เหลือ การขับออกจากศาสนาก็คงจะถูกดูแคลน กล่าวโดยสรุปคือ พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุดในทุกคดีความ ทั้งทางศาสนจักรและทางโลก ตราบเท่าที่เกี่ยวข้องกับการกระทำและคำพูด เพราะสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่ปรากฏชัดและสามารถถูกกล่าวหาได้ ส่วนสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวหาได้นั้น ย่อมไม่มีผู้พิพากษาใดเลยนอกจากพระเจ้าผู้ทรงทราบถึงจิตใจ และสิทธินี้เป็นขององค์อธิปไตยทุกพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นระบอบราชาธิปไตยหรือระบอบสภา เพราะผู้ที่เป็นตัวแทนของประชาชนคริสเตียน ย่อมเป็นตัวแทนของศาสนจักรด้วย ด้วยว่าศาสนจักรและรัฐของประชาชนคริสเตียนนั้นคือสิ่งเดียวกัน

    การพิจารณาหนังสือ De Summo Pontifice ของคาร์ดินัล เบลลาร์มีน

    แม้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ และในส่วนอื่นๆ ของหนังสือเล่มนี้ จะดูชัดเจนเพียงพอแล้วในการยืนยันอำนาจสูงสุดทางศาสนจักรให้แก่องค์อธิปไตยคริสเตียน แต่เนื่องจากการอ้างสิทธิในอำนาจนั้นอย่างครอบคลุมของพระสันตะปาปาแห่งโรม ได้รับการสนับสนุนเป็นหลัก และข้าพเจ้าคิดว่าสนับสนุนได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคาร์ดินัล เบลลาร์มีน ในงานโต้แย้งเรื่อง De Summo Pontifice ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบพื้นฐานและความหนักแน่นของข้อโต้แย้งดังกล่าวอย่างสังเขปที่สุดเท่าที่จะทำได้

    0 Comments

    Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
    Note